(งานทดลองเขียน) โลกต่างใบ ... ในสมองของฉัน

โลกต่างใบ ... ในสมองของฉัน
บทประพันธ์โดย : Draconyz
คำเตือน : บทประพันธ์นี้เรียบเรียงมาจากเค้าโครงเรื่องจริง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
 
บทที่ 1: กรงขังที่เรียกว่าโรงเรียน
ฉากที่ 1: หน้ากากของเด็กเรียบร้อย
ในสายตาของผู้ใหญ่และคุณครูทุกคน ฉันคือ "เด็กเรียบร้อย" คนหนึ่ง เป็นเด็กที่นั่งนิ่ง ๆ ไม่สร้างปัญหา ไม่ส่งเสียงดัง และเชื่อฟังคำสั่งอยู่เสมอ แต่นั่นเป็นเพียงหน้ากากที่โลกภายนอกมองเห็น ในความเป็นจริง ภายใต้ความเงียบงันนั้น ฉันไม่ใช่เด็กเรียบร้อยเพราะมารยาทดี แต่ฉันเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่มีภาวะแอสเพอร์เกอร์ (Asperger's Syndrome) และเป็น Introvert ขั้นสุด
สมองของฉันไม่เข้าใจวิธีการเข้าสังคม ฉันไม่รู้ว่าต้องวิ่งเล่นอย่างไรถึงจะสนุกเหมือนคนอื่น และไม่เข้าใจรหัสพฤติกรรมของเพื่อนวัยเดียวกัน ฉันจึงเลือกที่จะขังตัวเองไว้ในความเงียบเพื่อความปลอดภัย ความเรียบร้อยที่ผู้ใหญ่ชื่นชม แท้จริงแล้วมันคือเกราะกำบังอันโดดเดี่ยวที่ฉันสร้างขึ้นมาเพื่อซ่อนความแปลกแยกของตัวเองจากโลกที่ฉันไม่เข้าใจ
 
ฉากที่ 2: บาดแผลจากผู้พิพากษาในชุดครู
กรงขังที่เรียกว่าโรงเรียนเริ่มบีบคั้นฉันหนักขึ้นเมื่อความแปลกแยกของฉันถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเป้าโจมตี มีบ่อยครั้งที่คุณครูซึ่งควรจะเป็นผู้ปกป้อง กลับกลายเป็นผู้พิพากษาที่ใจร้ายเสียเอง พวกเขามักจะดุด่าและตำหนิฉันกลางห้องเรียนด้วยถ้อยคำที่รุนแรง โดยไม่เคยสืบหาความจริงหรือเปิดโอกาสให้ฉันได้อธิบาย
ภาพจำเหล่านั้นยังคงแจ่มชัด คำพูดแย่ ๆ สายตาที่มองมาอย่างเหยียดหยามจากคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นครู มันค่อย ๆ บดขยี้ความมั่นใจอันริบหรี่ของเด็กคนหนึ่งจนไม่เหลือชิ้นดี ฉันทำได้เพียงก้มหน้ารับกรรม และเริ่มยอมรับคำตราหน้าเหล่านั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวเองทีละน้อย
 
 ฉากที่ 3: แผ่นซีดีโป๊และตราบาปที่ไม่ได้ก่อ
จุดแตกสลายครั้งใหญ่ในวัยเด็กเกิดขึ้นในวันธรรมดาวันหนึ่ง เมื่อมีคนแอบนำแผ่นซีดีโป๊มาใส่ไว้ในกระเป๋านักเรียนของฉัน มันคือการจัดฉากแกล้งที่สกปรกและโหดร้ายที่สุดสำหรับเด็กที่ไม่มีปากมีเสียง เมื่อครูตรวจค้นและพบแผ่นซีดีนั้น โลกใบเล็กของฉันก็พังทลายลงทันที ฉันถูกตราหน้าว่าเป็นเด็กทะลึ่ง ลามก และมีความผิดปกติทางเพศ
ไม่มีใครฟังคำแก้ตัว ไม่มีใครสนใจแววตาที่ตื่นตระหนกและหวาดกลัวของฉัน ทุกคนเชื่อหลักฐานที่เห็นตรงหน้าและพร้อมใจกันรุมประณาม เรื่องนี้กลายเป็นโจ๊กหม้อใหญ่ที่เพื่อน ๆ นำไปล้อเลียนและนินทาอย่างสนุกปากยาวนานนับปี ตราบาปที่ฉันไม่ได้ก่อชิ้นนี้ขังฉันไว้ในความมืด และทำให้ฉันตระหนักว่า โรงเรียนไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยอีกต่อไป แต่มันคือสนามรบที่ฉันต้องเดินเข้าไปเผชิญหน้าในทุก ๆ เช้า
 
บทที่ 2: เมื่อพายุมีชื่อเรียก
ฉากที่ 1: ตื่นนอนในสนามรบ
ความรู้สึกหวาดระแวงเริ่มคืบคลานเข้ามาในชีวิตของฉันทีละน้อย ราวกับน้ำหมึกสีดำที่ค่อย ๆ หยดลงบนแก้วน้ำใส จากที่เคยเป็นแค่ความไม่อยากไปโรงเรียนธรรมดา ๆ มันเริ่มยกระดับกลายเป็นความกลัว... กลัวจนจับขั้วหัวใจ และความสุขในชีวิตของฉันก็ดูเหมือนจะลดน้อยถอยลงไปในทุก ๆ วันที่ลืมตาตื่น
ทุก ๆ เช้าที่เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น มันไม่ใช่สัญญาณของการเริ่มต้นวันใหม่ที่สดใส แต่เป็นเสียงไซเรนเตือนภัยที่บอกว่าฉันต้องกลับไปเผชิญหน้ากับฝันร้ายอีกครั้ง วินาทีที่ฉันต้องยันตัวลุกจากเตียงและสวมเครื่องแบบนักเรียน ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นทหารที่กำลังจะถูกส่งตัวเข้าไปใน "สนามรบ" มันคือสนามรบที่ฉันไม่มีอาวุธ ไม่มีพวกพ้อง และไม่มีเกราะป้องกันใด ๆ ฉันต้องเดินเข้าประตูโรงเรียนไปด้วยความรู้สึกระแวดระวังรอบทิศ สมองต้องทำงานหนักตลอดเวลาด้วยความหวาดระแวงว่า 'วันนี้จะโดนแกล้งแบบไหนอีก? วันนี้จะโดนจัดฉากโยนความผิดให้อีกไหม? แล้ววันนี้จะโดนคุณครูดุหรือพูดคำใจร้ายใส่โดยไม่ฟังอีร้าค่าอีรมอีกหรือเปล่า?'
ที่ทรมานที่สุดคือสายตาและเสียงซุบซิบ เวลาที่ฉันเดินผ่านกลุ่มเพื่อน แล้วเห็นพวกเขาหันมาสบตา ก่อนจะหันไปกระซิบกระซาบและหัวเราะกันในกลุ่ม หัวใจของฉันจะเต้นรัวด้วยความอึดอัดและตื่นตระหนก จินตนาการในหัวของฉันดิ่งลึกไปทันทีว่าพวกเขากำลังนินทาเรื่องแผ่นซีดีโป๊วันนั้น หรือกำลังหัวเราะเยาะความแปลกแยกของฉันอยู่แน่ ๆ โลกทั้งใบในโรงเรียนเต็มไปด้วยศัตรูที่ฉันไม่รู้จัก ฉันต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความกดดันระดับนี้ตั้งแต่เช้าจรดเย็น วันแล้ววันเล่า สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า
จนกระทั่งวันหนึ่ง... ระบบข้างในตัวฉันมันส่งสัญญาณเตือนว่ามันมาถึงขีดสุดแล้ว แบตเตอรี่ชีวิตของฉันเหลือศูนย์ และฉันไม่เหลือพลังพอที่จะแบกรับสงครามประสาทนี้คนเดียวได้อีกต่อไป ฉันรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เดินเข้าไปหาแม่ น้ำตาที่อัดอั้นมานานอาจจะไม่ได้ไหลนองหน้า แต่น้ำเสียงของฉันมันสั่นเครือและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าเกินกว่าที่เด็กคนหนึ่งควรจะเป็น ฉันสบตาแม่แล้วเอ่ยปากขอในสิ่งที่เด็กทั่วไปไม่น่าจะพูดออกมา
“แม่... พาฉันไปหาจิตแพทย์หน่อยได้ไหม”
 
ฉากที่ 2: ชื่อเรียกของตัวประหลาด
เมื่อคำขอร้องที่แสนแปลกประหลาดหลุดออกจากปากของฉัน แววตาของแม่เต็มไปด้วยความสับสนงุนงง แม่นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยความไม่เข้าใจตามประสาผู้ใหญ่ในยุคนั้น “ทำไมถึงอยากไปหาจิตแพทย์ล่ะ? มันจำเป็นขนาดนั้นจริง ๆ เหรอ?” คำถามนั้นไม่ได้มาจากความใจร้าย แต่มาจากกำแพงความไม่รู้ ในสายตาของคนทั่วไป การเดินเข้าแผนกจิตเวชหมายถึงเรื่องคอขาดบาดตายหรือความผิดปกติที่น่าอับอาย แต่สำหรับฉันในวินาทีนั้น มันคือทางรอดสายเดียวที่เหลืออยู่ ฉันไม่มีแรงเหลือพอจะอธิบายกลไกความเจ็บปวดในโรงเรียนให้ใครฟังได้อีก ฉันทำได้เพียงใช้เศษเสี้ยวพลังงานก้อนสุดท้ายที่มีทั้งหมดในชีวิต กลืนก้อนความสะอื้นลงคอ แล้วเอ่ยปากอ้อนวอนขอร้องแม่ซ้ำ ๆ ยืนยันด้วยสายตาที่แตกสลายจนในที่สุด แม่ก็ยอมใจอ่อนและพาฉันก้าวเข้าสู่โลกเบื้องหลังประตูโรงพยาบาล
ในห้องตรวจที่อบอุ่นและเงียบสงัด หลังจากที่ฉันได้พยายามถ่ายทอดความอึดอัด ความหวาดระแวง และความโดดเดี่ยวทั้งหมดให้คุณหมอฟัง คำวินิจฉัยที่ตอบกลับมาคือชื่อโรคภาษาต่างประเทศสองคำ: โรคซึมเศร้า (Depression) และ แอสเพอร์เกอร์ (Asperger's Syndrome) คุณหมอพยายามอธิบายคร่าว ๆ ถึงอาการและคอนเซปต์ของทั้งสองโรคนี้ให้ฟัง ยอมรับตามตรงว่าในวัยนั้น ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายทางวิทยาศาสตร์ของมันมากนัก ไม่รู้หรอกว่าสารเคมีในสมองตัวไหนมันหลั่งผิดปกติ หรือสมองของฉันมีโครงสร้างการประมวลผลที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างไร ทว่า ท่ามกลางความสับสนมุนงงนั้น ความรู้สึกหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจอย่างแจ่มชัดกลับไม่ใช่ความเศร้าใจ... แต่เป็นความโล่งอกอย่างประหลาด

“อ๋อ... ที่ผ่านมา ฉันไม่ใช่เด็กปกติจริงๆ ด้วยสินะ”

คำวินิจฉัยเหล่านั้นเปรียบเหมือนกุญแจที่ไขล็อกตราบาปที่ฉันแบกไว้มาตลอดหลายปี ภาพในอดีตย้อนกลับมาในหัว ทั้งการที่ฉันเข้ากลุ่มกับเพื่อนไม่ได้ การที่ไม่เข้าใจว่าพวกเขาวิ่งเล่นกันสนุกตรงไหน และการถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดในสายตาของทุกคน... ในวันนี้ ทุกอย่างมันมีเหตุมีผลของมันขึ้นมาบ้างแล้ว ที่ผ่านมาฉันไม่ได้แกล้งทำ ฉันไม่ได้เป็นเด็กนิสัยเสีย และฉันไม่ได้คิดไปเอง แต่ร่างกายและสมองของฉันมันป่วยต่างหาก แต่น่าเสียดายที่การรู้ชื่อของพายุ ไม่ได้แปลว่าพายุจะสงบลง... มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการติดป้ายชื่อให้ความเจ็บปวด และฉันยังไม่รู้เลยว่า อีกสามปีต่อจากนี้ พายุก้อนเดิมจะทวีความรุนแรงขึ้นจนเกือบจะพัดพาดวงวิญญาณของฉันให้หลุดลอยไปตลอดกาล
 
ฉากที่ 3: เสี้ยววินาทีสุดท้ายของแสงสว่าง
หลังจากวันนั้น การเดินทางรักษาตัวของฉันเป็นไปอย่างลุ่ม ๆ ดอน ๆ ชีวิตเหมือนเดินอยู่บนเส้นด้ายที่แกว่งไปมา บางวันฉันก็ดูเหมือนจะร่าเริงและมีความสุขมากขึ้น แต่บางวันความเศร้าก็กลับมากัดกินลึกกว่าเดิม ความคิดที่จะจบชีวิตตัวเองแวบเข้ามาทักทายในสมองอยู่บ่อยครั้งเหมือนเงาตามตัว เพียงแต่ในตอนนั้น มันยังไม่ถึงจุดที่ฉันอยากจะลงมือทำมันจริง ๆ จนกระทั่งฉันเรียนจบจากกรงขังมัธยม และสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งได้... ใคร ๆ ต่างก็คิดว่านั่นคือความสำเร็จและจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ แต่สำหรับฉัน การเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่กลับกลายเป็นความเคว้งคว้างอย่างถึงที่สุด ในโลกใบใหม่ที่มีแต่คนเก่งรายล้อม ทุกคนรอบตัวดูมีความมั่นใจ มีทักษะ มีสกิลเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์และเปล่งประกาย ในขณะที่ฉันกลับรู้สึกว่าตัวเองช่างว่างเปล่า ไม่รู้อะไรเลย และเข้ากลุ่มกับใครไม่ได้เหมือนเคย ความกดดันและโรคแอสเพอร์เกอร์ทำให้ฉันแปลกแยกหนักกว่าเดิม จนในที่สุด เคมีในสมองก็ดิ่งฮวบลงสู่จุดต่ำสุดที่ความอดทนของฉันจะแบกรับไหว
ในค่ำคืนที่มืดมิดและเงียบสงัด คืนที่สมองของฉันชัตดาวน์ความหวังทุกอย่างลง ฉันตัดสินใจหยิบยารักษาจำนวนหนึ่งขึ้นมา แล้วกลืนพวกมันทั้งหมดลงคอไป หวังเพียงเพื่อจะหยุดยั้งความทรมานที่ไม่มีวันสิ้นสุดนี้เสียที แต่หลังจากที่ยาเหล่านั้นเริ่มออกฤทธิ์ และสติสัมปชัญญะของฉันกำลังจะหลุดลอยไปในความมืด สัญชาตญาณสุดท้ายในส่วนลึกของหัวใจกลับตะโกนขึ้นมา ร่างกายของฉันอาจจะอยากตาย... แต่ส่วนลึกของจิตวิญญาณยังโหยหาความรัก ฉันใช้แรงเฮือกสุดท้ายกดโทรศัพท์หาแม่ ฉันไม่ได้ร้องไห้อย่างฟูมฟาย แต่ฉันเอ่ยคำบอกลาด้วยน้ำเสียงที่พยายามเค้นออกมาจากลำคอ

“แม่... ฉันคงทนต่อไปไม่ไหวแล้วนะ... ถ้าชาติหน้ามีจริง ขอให้เรามาเป็นแม่ลูกกันอีกนะแม่...”

ปลายสายของแม่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและเสียงร้องไห้ แต่ก่อนที่สติของฉันจะดับวูบไป เสียงลูกบิดประตูห้องก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างของพี่ชายที่เปิดพังประตูเข้ามาในจังหวะเวลานั้นพอดี แม่ยังคงอยู่ในสายโทรศัพท์ที่หลุดมือไปแล้ว ส่วนพี่ชายถลาเข้ามากอดร่างที่แทบไร้เรี่ยวแรงของฉันเอาไว้แน่น อ้อมกอดของพี่ชายในวินาทีนั้นอบอุ่นและแน่นหนา ราวกับเขากำลังพยายามจะยื้อเศษเสี้ยววิญญาณของฉันไม่ให้หลุดลอยไปกับความตาย เขาประคองฉันไว้ กระซิบที่ข้างหูด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่เต็มไปด้วยความมั่นคงว่า

“พี่อยู่ตรงนี้แล้วนะ... ไม่เป็นไรนะ... ไปโรงพยาบาลกันก่อนนะ”

คำว่า ‘พี่อยู่ตรงนี้แล้วนะ’ คือแสงสว่างสุดท้ายที่ส่องทะลุความมืดเข้ามาในสมองของฉัน ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะตัดเป็นสีดำ ฉันรอดชีวิตมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ ฟื้นขึ้นมาพร้อมกับสายระโยงระยางในโรงเรียนแพทย์ ฉันรอดตาย... แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายที่เพิ่งผ่านพ้นมา คือความจริงหลังจากนั้น เพราะหลังจากคืนนั้นเป็นต้นไป ปริมาณยาและชนิดของยาเคมีในสมองของฉันถูกปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายภาคต่อที่ชื่อว่า "การเป็นมนุษย์ที่ถูกควบคุมด้วยเคมี"
 
(มีต่อ)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่