ประเทศไทยในระดับเอเชียถือว่าเป็นชาติมหาอำนาจได้มั้ยครับ

ถ้านับเฉพาะทวีปเอเชียทั้งหมดเลยไม่ว่ทจะจีนแขกอะไรก็ตามประเทศไทยเราพอจะเป็นชาติมหาอำนาจมีอำนาจในการต่อรองต่างชาติได้มั้ยครับตลอดจนทางการเมือง  เศรษฐกิจการทหารหรือกีฬาบ้านเราพอจะเป็นชาติมหาอำนาจเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำด้านพวกนี้พอจะได้มั้ยครับในปัจจุบัน
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 8
ไม่มั้งคะ มหาอำนาจทางการเมืองก็จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลี อิหร่าน คิดง่าย ๆ ก็ผู้นำชาติยุโรปกับอเมริกาบินมาด้วยตัวเองบ่อย ๆ เจรจานั่นนี่ทำข้อตกลงนั่นนี่ หารือนั่นนี่
หรือมีบทบาทระดับข่าวต่างประเทศอเมริกาต้องลงข่าวสั้นทันที ถ้าประเทศเหล่านี้มีการเคลื่อนไหว
ทางทหาร จีน อินเดีย ญี่ปุ่น สองเกาหลี หรือแม้แต่ปากีสถานที่มีขีปนาวุธ

ทางกีฬา จีน ญี่ปุ่น เกาหลี รองลงมา อิหร่าน ดูโอลิมปิกเกมส์ เอเชียนเกมส์เป็นหลัก กลุ่มประเทศเหล่านี้ยึดหัวตารางตลอด

ด้านขนาดเศรษฐกิจ ดูจาก GDP nominal จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลี อินโดนีเซีย (GDP เกิน 1 trillion ทุกประเทศ)

ความร่ำรวย ดูจาก GDP per capita มาเก๊า กาตาร์ สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น กาหลีใต้ บรูไนดารุสซาลาม คูเวต ไต้หวัน บาห์เรน ซาอุดิอารเบีย (GDP nominal per capita เกิน 20,000 USD / คน / ปี)

ความเจริญ ดูจาก HDI ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ UAE กาตาร์ บรูไนฯ ซาอุฯ บาห์เรน โอมาน คุเวต มาเลเซีย คาซัคสถาน (กลุ่มประเทศที่มี HDI ระดับสูงมาก เกิน 0.800 ซึ่งเป็นกลุ่มสูงสุดของโลก)

ไทยอยู่กลาง ๆ ถ้าเป็นนักเรียนก็นั่งกลางห้อง บางวิชาก็ค่อนไปทางท้าย ๆ
เห็นภาพไหมคะ ว่าเรามีอำนาจอะไรต่อรอง
ด้านกีฬา ถ้าไทยเก่งกีฬาสากลให้ได้แบบเกาหลี ซึ่งมีประชากรน้อยกว่าไทยแต่เป็นชาติที่ได้เหรียญโอลิมปิกติดอยู่ในตารางตลอด
เอเชียนเกมส์ก็ไม่หลุด 3 อันดับแรก ก็คงถือว่าเป็นมหาอำนาจได้
ทุกวันนี้ เก่งแบบเป็นชนิด ๆ ไป ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นชาติมหาอำนาจทางกีฬาเหมือนจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้

ขนาดเศรษฐกิจ ไทยเป็นชาตินึงที่อัตราการเติบโตน้อย และ GDP ก็พึ่งพาการท่องเที่ยวและภาคบริการถึงร้อยละ 20 ของ GDP ของประเทศ
ซึ่งแบบนี้อันตรายมาก เพราะมันผันผวนง่ายมาก ภัยธรรมชาติ ปัญหาระหว่างประเทศ แค่นี้นักท่องเที่ยวก็ลดแล้ว
รายได้ที่เหลือมาจากรับจ้างผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รับจ้างเขาผลิตและส่งออกต่างประเทศ แต่ตัวเองไม่มี know how ไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีอะไร
ที่เหลือเป็นภาคอุตสาหกรรมและการเกษตร

สิงคโปร์ถมทะเลสร้างเขตอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ใกล้กับสนามบินชางงี ตอนนี้ใกล้เสร็จแล้ว
และจริง ๆ เขาเริ่มผลิตออกมาขายแล้ว ทั้งลิ้นหัวใจ ข้อต่อ กระจกตาเทียม สารผลิตกระดูกในงานทันตกรรม สารอุดฟัน อมัลกัม รากฟันเทียม
TDRI เคยทำรายงาน รากฟันเทียม 1 ชิ้นที่สิงคโปร์ทำขาย มูลค่าเท่ากับข้าวของไทย 1.5 ตัน
หรือสารสร้างกระดูกยึดรากฟัน 1 กล่อง มูลค่าเท่ากับกล้วยหอม 1 คันรถบรรทุก
สิงคโปร์เลือกทำกลุ่มนี้เพราะเป็นชิ้นเล็กแต่มีมูลค่าสูง ใช้คนน้อยกว่า และสามารถเป็นเจ้าของเทคโนโลยีการผลิตได้
ต่างกับการจ้างผลิตรถยนต์หรืองานใหญ่ ๆ ที่ไม่มีพื้นที่และไม่ถนัด ต้องใช้แรงงานคนเยอะ

สิงคโปร์ซื้อข้าวกิน ซื้อน้ำดื่ม ซื้อกล้วย ซื้อผลิตภัณฑ์เกษตรได้แบบถูก ๆ เพราะตลาดกลางราคาสินค้าอยู่ที่เขา
แล้วเขาไม่เสียเวลามาทำของมูลค่าน้อย ๆ เขาซื้อเอา และเอาเวลาไปผลิตคนป้อนทำผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่นหัวกะทิจาก NUS - NTU
คาดการณ์กันว่าอีกไม่เกิน 5 ปี สิงคโปร์ จะมีรายได้ต่อหัว (PPP) เกิน 120,000 USD / คน / ปี ซึ่งสูงมาก ๆ สูงแบบหัวแถวของโลก

มาเลเซียตอนนี้เปิดเขตอุตสาหกรรมมูลค่าสูงแล้วขายจริงตั้งแต่ปีที่แล้ว
ขายชิ้นส่วนเครื่องบินให้ Boeing - Airbus - ATR และผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน - robotics แทนการผลิตสินค้ามูลค่าต่ำ
ลดความสำคัญของการท่องเที่ยว ตั้งเป้าเหลือแค่ 5 - 7 % ของ GDP แต่จะเพิ่มการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ให้ได้ 35-45 % แทน
คาดการณ์ว่า มาเลเซียจะมีรายได้ต่อหัว (PPP) อยู่ที่ 40,000 USD / คน / ปี ภายใน 5 ปีนี้ ซึ่งแซงหลายประเทศในยุโรปไปแล้ว

ไทยมีจะรายได้ต่อหัวราว 24,000 / คน / ปี (PPP) ในอีก 5 ปีข้างหน้า

อินโดนีเซีย เจอปัญหาเงินเฟ้อและเงินรูเปียอ่อนค่า ทำให้เศรษฐกิจในประเทศเสียหาย
แต่สิ่งที่อินโดพยายามทำคือการเป็นเจ้าของเทคโนโลยี เครื่องบิน เรือรบ เรือพาณิชย์ รถไฟ รถไฟฟ้า ซึ่งมีฐานใหญ่ที่เกาะสุมาตรา
แนวคิดนี้ต่างกับไทย ไทยบอกซื้อเอาถูกกว่าไม่ต้องเสียเงิน R&D ผลิตเองต้นทุนสูงกว่า ซื้อเอาง่ายกว่า ถูกกว่า (คนซื้ออาจได้เงินทอนด้วย)
รถไฟฟ้าที่ใช้ ๆ กัน ก็จ้างตุรกีต่อมาให้ ของอินโด วิโดโด บอกว่า ผลิตเองดีกว่า เพราะประเทศใหญ่ ผลิตเยอะ ๆ ยังไงก็ดีกว่าซื้อเขาแถมมีเทคโนโลยีของตัวเองด้วย
ก็ต่างคนต่างมุม
อีก 5 ปี อินโดนีเซียจะมีรายได้ต่อหัว (PPP) ประมาณ 18,000 USD / คน / ปี

ฟิลิปปินส์ ตั้งเป้าจะส่งออกคนไปทำงานต่างประเทศ ส่งเงินกลับประเทศ คิดเป็นร้อยละ 40 ของ GDP ประเทศ
และเพิ่มกิจการธุรกิจรับจ้างบริหารระบบธุรกิจ (Business Process Outsourcing: BPO) ให้มากขึ้น
แต่มีปัญหาตรง 77% ของ BPO ในฟิลิปปินส์เป็นอเมริกัน ซึ่งตูเตอเต้เพิ่งแตกหักไป
ก็รอดูว่า Amazon, American Express, Citibank กับอีกสารพัดบริษัทอเมริกันจะย้ายไปไหม
เเพราะคู่แข่งฟิลิปปินส์เรื่อง BPO คืออินเดีย แต่อินเดียก็เพิ่งระหองระแหงกับเมกันเรื่องซื้ออาวุธจากรัสเซีย
อีก 5 ปี ฟิลิปปินส์จะมีรายได้ราว 13,000 USD / คน / ปี
และที่หลายคนเข้าใจผิดว่าฟิลิปปินส์จะมีประชากรเพิ่มไปเรื่อย ๆ เพราะคุมกำเนิดเป็นบาป ขัดกับศาสนจักรโรมันคาธอลิก
จริง ๆ ศาลสูงสุดของฟิลิปปิน์ผ่านกฎหมายอนุญาตการคุมกำเนิดตั้งแต่ปี 2012 แล้ว
นั่นหมายความว่าการทำหมันการคุมกำเนิดประเภทต่าง ๆ ถูดต้องตามกฎหมายและข้อบังคับศาสนจักรแล้ว

เรื่อง startup สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย มีดาวรุ่ง startup ระดับยูนิคอร์นมากที่สุดของอาเซียน
ยูนิคอร์นคือธุรกิจสตาร์ทอัพ 3-5 ปี ที่มีมูลค่าเกิน 1 พันล้านเหรียญ (1 billion) หรือ 3 หมื่นล้านบาทขึ้นไป
และที่ไหนมียูนิคอร์น ก็ชี้วัดได้ว่าที่นั่นมีเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เติบโต
อินโดนีเซีย จะมียูนิคอร์น 6 ตัว
มาเลเซีย 2 สิงคโปร์ 2 เวียดนาม 1 ฟิลิปปินส์ 1 รวมยูนิคอร์น 12 ตัวในอาเซียน
ที่น่าตกใจคือไม่มียูนิคอร์นสัญชาติไทยเลยสักตัว จนบางคนบอก่าไทยถนัดแต่เป็นลูกจ้างเขา ทำงานแลกค่าจ้างเป็นวัน ๆ
ขนาดรัฐบาลสนับสนุนเงินทุนรายละเป็นแสน สตาร์ทอัพไทยก็ล้มระเนระนาด ไม่มีดาวรุ่งขึ้นไประดับแนวหน้าได้เลย
สตาร์ทอัพไทยที่มีมากที่สุดคือ น้ำสมุนไพร กาแฟ ชา เสื้อผ้าแฟชั่น รองเท้า วน ๆ อยู่ประมาณนี้
ที่ร่วงก็ล้มหายตายจากไป ที่เข้ามาใหม่ก็วน ๆ กับน้ำสมุนไพร กาแฟ ชา เสื้อผ้าแฟชั่น รองเท้า เหมือนรุ่นพี่ที่ตายไปก่อนหน้า
ส่วนสตาร์ทอัพประเทศอื่นในอาเซียนจะหลากหลายกว่า
ส่วนที่รุ่งจริง ๆ คือกลุ่มเกม โซเชียลมีเดีย แอปพลิเคชั่น เว็บไซต์ สื่อสาร เกมออนไลน์ e-wallet และ อีคอมเมิร์ซ
บริการเรียกรถ (ride-hailing service) บริการจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรม อสังหาริมทรัพย์

จะเห็นว่าแม้แต่ในอาเซียนเอง ไทยก็ไม่ใช่มหาอำนาจในทุกมิติ เราอยู่ต้นแถวในเรื่องการท่องเที่ยว
แต่ก็พึงระลึกไว้ว่า เงินจากการท่องเที่ยวนั้นไม่ยั่งยืนและต้องแลกกับทรัพยากรธรรมชาติในประเทศ
การปล่อยให้ประเทศพึ่งพิงการท่องเที่ยวและเป็นร้อยละ 20 ของ GDP ประเทศนั้นอันตรายมาก

ดิฉันเป็นคนนึงที่ทำงานด้านการวิจัย และตอนนี้ย้ายมาทำงานต่างประเทศ
จะบอกว่าไทยลงทุนด้าน R&D เพียง 0.6% ของ GDP
(ยังต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศผู้นำด้านนวัตกรรมอย่างเกาหลีใต้ที่ลงทุนด้าน R&D สูงถึง 4.3% ของ GDP)
ไม่ต้องไปเทียบชาติชั้นนำของเอเชียหรอก เห็นตัวเลขเขาแล้วจะตกใจเอาเปล่า ๆ หรือเทียบกับชาติอาเซียนด้วยกันอย่างมาเลเซียเราก็แพ้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่