Who is the Killer? บทที่ ๘

กระทู้สนทนา
จบแล้วจ้า หลังจากนี้ขอเวลาไปวางพล็อตเรื่องต่อไปก่อนนะ

ความเดิม
บทที่ ๑ https://pantip.com/topic/37540847
บทที่ ๗ https://pantip.com/topic/38013681

###

บทที่ ๘

รถสปอร์ตสีแดงแล่นมาตามถนนอันขรุขระ

ครั้นแล้วมันก็จอดลงที่หน้าประตูรั้วเหล็ก ผู้โดยสารสองคนที่เบาะหลังเปิดประตูก้าวลงจากรถ คนหนึ่งเดินตรงไปที่หน้าประตูรั้วนั้น อีกคนยืนลังเลอยู่

"กูเพิ่งมาดูซากรถวันนี้ จะพากูมาดูอะไรอีก" อเนชาถามเพื่อนซึ่งกำลังก้าวผ่านประตูรั้วเข้าไปในโรงเก็บซากรถ

"มาดูสาเหตุที่ทำให้กับกูต้องตายไง" เจตต์ตอบโดยไม่หันมามองเขา อเนชาจึงย่นคิ้วเดินตามเพื่อนพลางถามขึ้นอีก

"สาเหตุก็เพราะขับรถประมาทไม่ใช่เรอะ"

เจตต์ได้ยินดังนั้นจึงหยุดเดินแล้วหันกลับมาทางเขา "ก็เพราะคิดแบบนี้แหละ กูถึงต้องพามาดูหลักฐาน"

อเนชาอึ้งไป เขาหันกลับไปทางตัวแทนสามสี่เจ็ดซึ่งกำลังยืนกอดอกพิงรถสปอร์ตสีแดงอยู่ โดยที่ตัวแทนสี่เก้าแปดนั่งรออยู่ในที่นั่งคนขับ

อันที่จริงตอนที่รู้ว่าเจตต์ตาย เขาเองก็ตกใจ ไม่คิดว่าเพื่อนจะต้องมาตายในอุบัติเหตุเดียวกัน แต่เพราะยังคิดว่าเพื่อนเป็นคนทำเขาตาย ทำให้ตัวเองตาย เขาจึงรู้สึกสมน้ำหน้าอยู่หน่อยๆ

ตอนนั้นเจตต์ไม่พูดอะไรมาก บอกแค่ว่าตนเองตายหลังจากถูกส่งโรงพยาบาลแล้ว จากนั้นก็ชวนเขาขึ้นรถของตัวแทนสี่เก้าแปดโดยไม่ได้บอกว่าจะพาไปไหน สุดท้ายก็พามาถึงที่นี่

...สรุปว่ามันมีอะไรมากกว่านั้นหรือ... เขานึกสงสัย แล้วจึงเดินตามเพื่อนไปจนถึงซากรถเก๋งสีดำซึ่งยังคงจอดอยู่ที่เดิม

เจตต์ยืนเกาะอยู่ที่ข้างตัวรถฝั่งคนขับซึ่งประตูหลุดหายไป เบาะที่นั่งก็ถลอกไม่มีชิ้นดี

"ลองดูที่พื้นสิ เจออะไรบ้าง" เพื่อนบอก เขาจึงก้มดูที่พื้นรถ เห็นเศษแก้วตกอยู่หลายชิ้นจึงยืดกายขึ้นแล้วบอกออกไป

"ก็แค่เศษกระจก"

"เศษกระจกบ้านสิ! ดูดีๆ สิวะ"

ได้ยินเพื่อนตะคอกแบบนั้นเขาก็รู้สึกหงุดหงิดจนผิวร้อนกรุ่นขึ้นมาอีก แต่ก็ยังยอมก้มลงดูเศษกระจกเหล่านั้นอีกครั้ง

มันดูไม่เหมือนกระจกรถ... มันมีลักษณะโค้งและคม หากเป็นกระจกรถแตกจะต้องไม่คมและชิ้นเล็กละเอียดกว่านี้

อเนชาก้มมองที่ใต้เบาะ หยิบเศษกระจกอีกชิ้นขึ้นมาดู

"ขวดแก้ว..." เขาครางออกมาด้วยความตระหนกระคนประหลาดใจ

"เออ ขวดเบียร์ของไง มันขัดอยู่ที่เบรครถกู"

ได้ยินในที่แรก เขาก็ย่นคิ้วด้วยความสงสัย ครั้นผ่านไปชั่วอึดใจเขาก็ถึงกับนิ่งงัน ดวงตาเบิกโพลง

คืนนั้นพวกเขาไปสังสรรค์กันที่บ้านเพื่อน ตอนขากลับรถเจตต์มีปัญหา เขาจึงไปช่วยดูให้ ตอนนั้นจำได้ว่าตนเองดื่มไปพอสมควร และหยิบขวดเบียร์ที่ยังดื่มไม่หมดติดมือมาด้วย

เขาเข้าไปนั่งในที่นั่งคนขับ ทดลองติดเครื่อง ตรวจดูหน้าปัด และทำอะไรอีกหลายอย่าง แต่ตอนออกมาจากรถ ขวดเบียร์ก็ไม่ได้อยู่ในมือเขาแล้ว

เขาทำอะไรลงไป...

นึกถึงตรงนี้แล้วเขาก็ตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก คิดอะไรไม่ออก แม้แต่ความเสียใจก็ยังแทรกผ่านความแตกตื่นออกมาไม่ได้

เขานิ่งไป...อึ้งไปเนิ่นนาน ร่างกายพลันกลับเป็นท่อนไม้จนเจตต์ต้องร้องตะโกนให้สองตัวแทนบริษัทไถ่วิญญาณมาช่วย

ตัวแทนสามสี่เจ็ดควงเลื่อนปื้นโตมา เธอกำลังจะลงมือเลื่อยกลางลำตัวเขา ทว่าตัวแทนสี่เก้าแปดกลับรั้งเธอไว้ แล้วยกตัวเขายัดใส่เครื่องบดไม้แทน

เครื่องบดทำงานส่งเสียงกุกกักโครมครามก่อนจะพ่นขี้เลื่อยออกมากองบนพื้น ตัวแทนทั้งสองช่วยกันกอบขี้เลื้อยขึ้นมาปั้นๆ ตบๆ นิดหนึ่ง กองขี้เลื่อยจึงคืนรูปกลับเป็นอเนชา

เขาทรุดนั่งลงกับพื้น ยกมือลูบใบหน้าตนเอง แล้วจึงแหงนมองตัวแทนสามสี่เจ็ด

"ผมเจอแล้ว" เขาบอกเสียงเบาหวิว "ผมเจอตัวฆาตกรแล้ว...เป็นผมเอง"

หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ แล้วย่อตัวลงมาเอ่ยถามเขา "รู้แบบนี้แล้วยังคิดจะคืนชีพอยู่หรือเปล่า"

อเนชานิ่งไปครู่หนึ่ง ...อันที่จริงเขาลืมไปแล้ว ลืมความต้องการที่ผลักดันให้ตนเองพยายามตามหาตัวฆาตกรมาตั้งแต่ต้น จริงอยู่ที่ความคิดอาจจะยังฝังในหัว แต่เขาลืมความรู้สึกนั้นไปแล้ว ที่เขาตามหาเพื่ออะไรกันแน่...

เขาทบทวนความรู้สึกของตัวเอง ...นั่นสิ เขาเพียงอยากรู้ ต้องการทราบว่าเพราะเหตุใดฆาตกรจึงฆ่าเขา หากฆาตกรจงใจก็เป็นเรื่องหนึ่ง เขาอาจจะโกรธเหมือนตอนที่รู้ว่าเจตต์เป็นคนชนเขา แล้วใช้การคืนชีพเป็นข้ออ้างเพื่อระบายแค้น แต่หากมันเป็นอุบัติเหตุ เขาก็จะได้สบายใจ

ใช่แล้ว มันเป็นอุบัติเหตุ เขาไม่ได้ต้องการให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ไม่คิดว่าความสะเพร่า
ของตัวเองจะเป็นสาเหตุให้ทั้งเขาและเพื่อนต้องตาย

นึกถึงตรงนี้แล้วเขาก็รู้สึกผิด ไม่กล้าเงยขึ้นมองเจตต์ทั้งที่อยากขอโทษเพื่อน เขารู้ว่าถึงขอโทษไปก็ไม่อาจคืนชีวิตให้เพื่อนได้

"ไงล่ะ" ได้ยินเจตต์เอ่ยขึ้น "คนเขาถามยังทำเป็นนิ่งอีก"

"เออ..." เขาแสร้งส่งเสียงรำคาญ "กูรู้ว่าถึงอยากกูก็คืนชีพไม่ได้อยู่ดี กูตายมาตั้งกี่วันแล้ว เลือดบูดหมดแล้วมั้ง"

"แล้วจะไม่ถามกูหน่อยเรอะว่าทำไมกูเองก็ยังติดอยู่แถวนี้เหมือนกับ"

ดวงตาของเขาเบิกขึ้น ...นั่นสิ ทำไมล่ะ

"อยากคืนชีพเหมือนกันรึไง เสียใจด้วย กูเองก็ตาย" เขาบอกเพื่อนไปแบบนั้นเพราะไม่รู้จะพูดอะไรให้ดีไปกว่านี้

"ไอ้เวร" เจตต์สบถพร้อมกับตบหัวเขาฉาดหนึ่ง "กูรู้อยู่แล้วว่าตาย กูแค่กลัวว่าจะร้องไห้เสียใจที่ทำให้กูตาย ก็เลยจะมาบอกว่ากูให้อภัย รีบไปที่ชอบๆ ซะ"

เขาเงยหน้าขึ้นมองเพื่อน ปากเผยอด้วยความแปลกใจ ทั้งกึ่งดีใจกึ่งซาบซึ้ง

"ขอบใจเพื่อน แล้วก็...ขอโทษ"

---

อเนชาซ้อนรถช็อปเปอร์ซึ่งมีคนขับเป็นหญิงสาวในชุดสูทกลับมายังดินแดนอันเวิ้งว้าง ณ จุดที่เขาพบว่าตนเองตาย

ครั้นลงจากรถแล้ว เขาก็กวาดตามองดินทรายอันแห้งแล้งไร้ชีวิต

ทุกสิ่งเป็นเหมือนความฝัน เหมือนหลับไปตื่นหนึ่ง เพียงแต่พอตื่นขึ้นมาแล้ว เขากลับเหลือแค่เพียงวิญญาณ

"คุณรู้อยู่แล้วใช่รึเปล่า" เขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ตัวแทนสามสี่เจ็ดจึงส่งเสียงหือแทนคำถาม

"คุณรู้อยู่แล้วว่าผม...เป็นคนทำให้ตัวเองตายใช่รึเปล่า" เขาถามอีกครั้ง พร้อมกับหันไปทางหญิงสาว

ตัวแทนสามสี่เจ็ดไม่ได้ยอมรับ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ

"แล้วทำไมคุณถึงยังช่วยผมตามหาฆาตกร ทำไมยังบอกให้เขาเอาเลือดเขามาชุบชีวิต"

เธอยังคงไม่ตอบ

"หรือว่า...การคืนชีพอะไรนั่นเป็นเรื่องโกหก มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วใช่ไหม"

หญิงสาวถอนหายใจแรงๆ แล้วจึงบอกออกมา "มันเป็นสิ่งที่คุณต้องการได้ยิน"

"หมายความว่ายังไง"

"ก็คุณจำไม่ได้ว่าตัวเองตายได้ยังไง" เธอบอก พลางชี้มาที่เขา "จิตใต้สำนึกของคุณบอกว่าเป็นคนใกล้ตัว คุณอาจจะคิดว่าเป็นเจตต์ หรือรู้ว่าเป็นตัวเอง อันนี้ฉันก็ไม่แน่ใจ แต่คุณต้องการข้ออ้างเพื่อหาสาเหตุการตายของตัวเอง ฉันก็เลยบอกคุณไปแบบนั้น" ว่าแล้วเธอก็กอดอกพร้อมกับหันมองไปทางอื่น

คราวนี้อเนชาถอนหายใจออกมาบ้าง

"สุดท้าย ทุกอย่างก็เป็นเพราะผมเอง" ว่าแล้วเขาก็ก้มหน้ายอมรับความผิดของตน

ตัวแทนสามสี่เจ็ดชำเลืองมองเขา จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นเบาๆ "อย่าให้ความรู้สึกผิดกัดกินใจจนเรียกตัวฉุดลากมาอีกล่ะ ฉันขี้เกียจพาคุณหนีแล้ว"

วิญญาณหนุ่มฟังแล้วก็ได้แต่หัวเราะกลบเกลื่อน เขาเกือบรู้สึกหนาวขึ้นมาจริงๆ นั่นละ

"รู้ตัวแล้วก็ให้อภัยตัวเองเสียสิ" เธอกล่าวขึ้นอีก "เพื่อนคุณยังยกโทษให้คุณได้ ทำไมคุณจะยกโทษได้ตัวเองบ้างไม่ได้ล่ะ"

อเนชาได้ยินดังนั้นแล้วก็กะพริบตามองเธอ ครู่ต่อมารอยยิ้มจางจึงค่อยปรากฏที่มุมปาก ...จริงสิ ทุกทั้งที่ทำผิด หากไม่พยายามกลบเกลื่อนเขาก็จะมัวแต่โทษตัวเอง รู้ทั้งรู้อยู่ว่าสิ่งที่ควรทำคืออะไร

รู้ตัว ยอมรับ ให้อภัย แก้ไขและปรับปรุง... ใครๆ ก็บอกแบบนี้ แต่มีสักกี่คนที่มีสติพอจะเตือนตัวเองเช่นนั้นได้

นึกถึงตรงนี้แล้วตัวเขาก็รู้สึกเบาขึ้น สักครู่หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นแสงสว่างที่ขอบฟ้า แสงนั้นกำลังลอยใกล้เข้ามา

"ถึงเวลาไปที่ชอบๆ แล้วล่ะคุณ" ตัวแทนสามสี่เจ็ดบอก ทั้งที่สายตายังไม่ละจากแสงนั้น

ไม่นานแสงนั้นก็ลอยเข้ามาใกล้จนเห็นได้ชัดว่ามันเป็นยานหน้าตาคล้ายเครื่องบินสเตลธบอมเบอร์ คือเป็นสามเหลี่ยมป้าน หัวแหลม และมีปีกยื่นออกไปทางด้านหลัง แต่ทั่วทั้งลำเป็นสีขาวปลอดเด่นชัดจนไม่น่าเอาไปใช้ในกองทัพได้

ยานนั้นร่อนมาลอยเหนือพื้นดินตรงหน้าเขา จากนั้นใต้ท้องมันก็เปิดและมีบันไดยื่นลงมา

"ขึ้นไปสิ" หญิงสาวบอก

"ไปไหน"

"ที่ชอบไง" เธอยังคงประชดไม่เลิก แต่พอเห็นเขาทำหน้าไม่เข้าใจจริงๆ เธอจึงว่า "สวรรค์น่ะสวรรค์ ไม่ชอบรึไง"

เขาย่นคิ้วนิดหนึ่ง เขามองไปที่ยานนั้นสลับกับหันมาทางตัวแทนสามสี่เจ็ด ยังคงลังเลอยู่ ครั้นเห็นเธอทำท่าไล่ให้เขาขึ้นไปเร็วๆ เขาจึงปีนบันไดขึ้นไปแบบงงๆ

พอเขาเข้าไปในตัวยานซึ่งขาวสะอาดไม่มีอะไรเลยนอกจากหน้าต่าง ยานนั้นก็ขยับลอยขึ้นโดยที่เขาแทบไม่รู้สึกตัว

อเนชาก้าวไปที่หน้าต่างยานนั้น ครั้นมองลงไปเขาก็เห็นตัวแทนสามสี่เจ็ดยังคงยืนอยู่ที่เดิ
ม และกำลังแหงนมองขึ้นมาเช่นกัน

...ขอบคุณนะ...ขอบคุณมาก... เขาบอกเธอในใจ ไม่ทราบว่าเธอจะรู้หรือไม่ เขาเห็นเธอยิ้มตอบมา

---

เสียงฝีเท้าก้าวไปตามทางเดินสีขาว

ผู้มามีสองคน พวกเขาก้าวเข้าไปในห้องที่เป็นสีขาวสว่าง เต็มไปด้วยจอมอนิเตอร์มากมาย บนจอฉายภาพเหตุการณ์ต่างๆ ของบุคคลแต่ละคนไม่ซ้ำกัน

ตรงกลางห้องมีเก้าอี้ตัวใหญ่วางหันหลังอยู่ เก้าอี้ตัวใหญ่มากจนมองไม่เห็นคนที่นั่งบนเก้าอี้ เห็นเพียงแสงสีขาวสว่างเรืองรองจากด้านหลังเท่านั้น คาดว่าแสงนั้นเองที่ทำให้ห้องซึ่งเป็นสีขาวอยู่แล้วดูสว่างไสวแต่ไม่แสบตา

หญิงสาวในชุดสูทสีดำก้าวออกมาก้าวหนึ่ง แล้วจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงขรึม เต็มไปด้วยความเคารพ

"เรียบร้อยแล้วค่ะท่าน"

หลังจากเว้นระยะนิดหนึ่ง เธอก็หันไปทางชายที่มาพร้อมกับเธอ เขาเองก็อยู่ในชุดสูทสีดำเรียบร้อยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ครั้นเห็นเธอพยักเพยิดให้ เขาก็เอ่ยขึ้นบ้าง

"ทางผมก็เรียบร้อยเช่นกันครับ"

ทั่วทั้งห้องเงียบไปพักหนึ่ง จากนั้นจึงได้ยินคนที่หลังเก้าอี้กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันนุ่มนวลเปี่ยมเมตตา

"ยินดีด้วยที่ช่วยไว้ได้ทันทั้งสองคน"

ครั้นแล้วจอมอนิเตอร์ที่อยู่ใกล้กับสองตัวแทนบริษัทไถ่วิญญาณก็กะพริบนิดหนึ่ง ดึงพวกเขาหันไปมองหน้าจอนั้น

ภาพที่ฉายอยู่เป็นภาพชายหนุ่มสองคนยืนตรวจดูรถเก๋งสีดำซึ่งจอดอยู่หน้าอาคารห้องพักแห่งนึ่ง เหนือศีรษะของชายทั้งสองนั้นมีเงาดำคลุมจนดำทะมึนไปหมด ครั้นพวกเขาร่ำลาและแยกย้าย เงาดำนั้นก็แยกเป็นสองกลุ่ม ติดตามพวกเขาไป

###
[จบ]
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่