จบแล้วจ้า หลังจากนี้ขอเวลาไปวางพล็อตเรื่องต่อไปก่อนนะ
ความเดิม
บทที่ ๑
https://pantip.com/topic/37540847
บทที่ ๗
https://pantip.com/topic/38013681
###
บทที่ ๘
รถสปอร์ตสีแดงแล่นมาตามถนนอันขรุขระ
ครั้นแล้วมันก็จอดลงที่หน้าประตูรั้วเหล็ก ผู้โดยสารสองคนที่เบาะหลังเปิดประตูก้าวลงจากรถ คนหนึ่งเดินตรงไปที่หน้าประตูรั้วนั้น อีกคนยืนลังเลอยู่
"กูเพิ่งมาดูซากรถวันนี้ จะพากูมาดูอะไรอีก" อเนชาถามเพื่อนซึ่งกำลังก้าวผ่านประตูรั้วเข้าไปในโรงเก็บซากรถ
"มาดูสาเหตุที่ทำให้กับกูต้องตายไง" เจตต์ตอบโดยไม่หันมามองเขา อเนชาจึงย่นคิ้วเดินตามเพื่อนพลางถามขึ้นอีก
"สาเหตุก็เพราะขับรถประมาทไม่ใช่เรอะ"
เจตต์ได้ยินดังนั้นจึงหยุดเดินแล้วหันกลับมาทางเขา "ก็เพราะคิดแบบนี้แหละ กูถึงต้องพามาดูหลักฐาน"
อเนชาอึ้งไป เขาหันกลับไปทางตัวแทนสามสี่เจ็ดซึ่งกำลังยืนกอดอกพิงรถสปอร์ตสีแดงอยู่ โดยที่ตัวแทนสี่เก้าแปดนั่งรออยู่ในที่นั่งคนขับ
อันที่จริงตอนที่รู้ว่าเจตต์ตาย เขาเองก็ตกใจ ไม่คิดว่าเพื่อนจะต้องมาตายในอุบัติเหตุเดียวกัน แต่เพราะยังคิดว่าเพื่อนเป็นคนทำเขาตาย ทำให้ตัวเองตาย เขาจึงรู้สึกสมน้ำหน้าอยู่หน่อยๆ
ตอนนั้นเจตต์ไม่พูดอะไรมาก บอกแค่ว่าตนเองตายหลังจากถูกส่งโรงพยาบาลแล้ว จากนั้นก็ชวนเขาขึ้นรถของตัวแทนสี่เก้าแปดโดยไม่ได้บอกว่าจะพาไปไหน สุดท้ายก็พามาถึงที่นี่
...สรุปว่ามันมีอะไรมากกว่านั้นหรือ... เขานึกสงสัย แล้วจึงเดินตามเพื่อนไปจนถึงซากรถเก๋งสีดำซึ่งยังคงจอดอยู่ที่เดิม
เจตต์ยืนเกาะอยู่ที่ข้างตัวรถฝั่งคนขับซึ่งประตูหลุดหายไป เบาะที่นั่งก็ถลอกไม่มีชิ้นดี
"ลองดูที่พื้นสิ เจออะไรบ้าง" เพื่อนบอก เขาจึงก้มดูที่พื้นรถ เห็นเศษแก้วตกอยู่หลายชิ้นจึงยืดกายขึ้นแล้วบอกออกไป
"ก็แค่เศษกระจก"
"เศษกระจกบ้านสิ! ดูดีๆ สิวะ"
ได้ยินเพื่อนตะคอกแบบนั้นเขาก็รู้สึกหงุดหงิดจนผิวร้อนกรุ่นขึ้นมาอีก แต่ก็ยังยอมก้มลงดูเศษกระจกเหล่านั้นอีกครั้ง
มันดูไม่เหมือนกระจกรถ... มันมีลักษณะโค้งและคม หากเป็นกระจกรถแตกจะต้องไม่คมและชิ้นเล็กละเอียดกว่านี้
อเนชาก้มมองที่ใต้เบาะ หยิบเศษกระจกอีกชิ้นขึ้นมาดู
"ขวดแก้ว..." เขาครางออกมาด้วยความตระหนกระคนประหลาดใจ
"เออ ขวดเบียร์ของไง มันขัดอยู่ที่เบรครถกู"
ได้ยินในที่แรก เขาก็ย่นคิ้วด้วยความสงสัย ครั้นผ่านไปชั่วอึดใจเขาก็ถึงกับนิ่งงัน ดวงตาเบิกโพลง
คืนนั้นพวกเขาไปสังสรรค์กันที่บ้านเพื่อน ตอนขากลับรถเจตต์มีปัญหา เขาจึงไปช่วยดูให้ ตอนนั้นจำได้ว่าตนเองดื่มไปพอสมควร และหยิบขวดเบียร์ที่ยังดื่มไม่หมดติดมือมาด้วย
เขาเข้าไปนั่งในที่นั่งคนขับ ทดลองติดเครื่อง ตรวจดูหน้าปัด และทำอะไรอีกหลายอย่าง แต่ตอนออกมาจากรถ ขวดเบียร์ก็ไม่ได้อยู่ในมือเขาแล้ว
เขาทำอะไรลงไป...
นึกถึงตรงนี้แล้วเขาก็ตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก คิดอะไรไม่ออก แม้แต่ความเสียใจก็ยังแทรกผ่านความแตกตื่นออกมาไม่ได้
เขานิ่งไป...อึ้งไปเนิ่นนาน ร่างกายพลันกลับเป็นท่อนไม้จนเจตต์ต้องร้องตะโกนให้สองตัวแทนบริษัทไถ่วิญญาณมาช่วย
ตัวแทนสามสี่เจ็ดควงเลื่อนปื้นโตมา เธอกำลังจะลงมือเลื่อยกลางลำตัวเขา ทว่าตัวแทนสี่เก้าแปดกลับรั้งเธอไว้ แล้วยกตัวเขายัดใส่เครื่องบดไม้แทน
เครื่องบดทำงานส่งเสียงกุกกักโครมครามก่อนจะพ่นขี้เลื่อยออกมากองบนพื้น ตัวแทนทั้งสองช่วยกันกอบขี้เลื้อยขึ้นมาปั้นๆ ตบๆ นิดหนึ่ง กองขี้เลื่อยจึงคืนรูปกลับเป็นอเนชา
เขาทรุดนั่งลงกับพื้น ยกมือลูบใบหน้าตนเอง แล้วจึงแหงนมองตัวแทนสามสี่เจ็ด
"ผมเจอแล้ว" เขาบอกเสียงเบาหวิว "ผมเจอตัวฆาตกรแล้ว...เป็นผมเอง"
หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ แล้วย่อตัวลงมาเอ่ยถามเขา "รู้แบบนี้แล้วยังคิดจะคืนชีพอยู่หรือเปล่า"
อเนชานิ่งไปครู่หนึ่ง ...อันที่จริงเขาลืมไปแล้ว ลืมความต้องการที่ผลักดันให้ตนเองพยายามตามหาตัวฆาตกรมาตั้งแต่ต้น จริงอยู่ที่ความคิดอาจจะยังฝังในหัว แต่เขาลืมความรู้สึกนั้นไปแล้ว ที่เขาตามหาเพื่ออะไรกันแน่...
เขาทบทวนความรู้สึกของตัวเอง ...นั่นสิ เขาเพียงอยากรู้ ต้องการทราบว่าเพราะเหตุใดฆาตกรจึงฆ่าเขา หากฆาตกรจงใจก็เป็นเรื่องหนึ่ง เขาอาจจะโกรธเหมือนตอนที่รู้ว่าเจตต์เป็นคนชนเขา แล้วใช้การคืนชีพเป็นข้ออ้างเพื่อระบายแค้น แต่หากมันเป็นอุบัติเหตุ เขาก็จะได้สบายใจ
ใช่แล้ว มันเป็นอุบัติเหตุ เขาไม่ได้ต้องการให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ไม่คิดว่าความสะเพร่า
ของตัวเองจะเป็นสาเหตุให้ทั้งเขาและเพื่อนต้องตาย
นึกถึงตรงนี้แล้วเขาก็รู้สึกผิด ไม่กล้าเงยขึ้นมองเจตต์ทั้งที่อยากขอโทษเพื่อน เขารู้ว่าถึงขอโทษไปก็ไม่อาจคืนชีวิตให้เพื่อนได้
"ไงล่ะ" ได้ยินเจตต์เอ่ยขึ้น "คนเขาถามยังทำเป็นนิ่งอีก"
"เออ..." เขาแสร้งส่งเสียงรำคาญ "กูรู้ว่าถึงอยากกูก็คืนชีพไม่ได้อยู่ดี กูตายมาตั้งกี่วันแล้ว เลือดบูดหมดแล้วมั้ง"
"แล้วจะไม่ถามกูหน่อยเรอะว่าทำไมกูเองก็ยังติดอยู่แถวนี้เหมือนกับ"
ดวงตาของเขาเบิกขึ้น ...นั่นสิ ทำไมล่ะ
"อยากคืนชีพเหมือนกันรึไง เสียใจด้วย กูเองก็ตาย" เขาบอกเพื่อนไปแบบนั้นเพราะไม่รู้จะพูดอะไรให้ดีไปกว่านี้
"ไอ้เวร" เจตต์สบถพร้อมกับตบหัวเขาฉาดหนึ่ง "กูรู้อยู่แล้วว่าตาย กูแค่กลัวว่าจะร้องไห้เสียใจที่ทำให้กูตาย ก็เลยจะมาบอกว่ากูให้อภัย รีบไปที่ชอบๆ ซะ"
เขาเงยหน้าขึ้นมองเพื่อน ปากเผยอด้วยความแปลกใจ ทั้งกึ่งดีใจกึ่งซาบซึ้ง
"ขอบใจเพื่อน แล้วก็...ขอโทษ"
---
อเนชาซ้อนรถช็อปเปอร์ซึ่งมีคนขับเป็นหญิงสาวในชุดสูทกลับมายังดินแดนอันเวิ้งว้าง ณ จุดที่เขาพบว่าตนเองตาย
ครั้นลงจากรถแล้ว เขาก็กวาดตามองดินทรายอันแห้งแล้งไร้ชีวิต
ทุกสิ่งเป็นเหมือนความฝัน เหมือนหลับไปตื่นหนึ่ง เพียงแต่พอตื่นขึ้นมาแล้ว เขากลับเหลือแค่เพียงวิญญาณ
"คุณรู้อยู่แล้วใช่รึเปล่า" เขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ตัวแทนสามสี่เจ็ดจึงส่งเสียงหือแทนคำถาม
"คุณรู้อยู่แล้วว่าผม...เป็นคนทำให้ตัวเองตายใช่รึเปล่า" เขาถามอีกครั้ง พร้อมกับหันไปทางหญิงสาว
ตัวแทนสามสี่เจ็ดไม่ได้ยอมรับ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
"แล้วทำไมคุณถึงยังช่วยผมตามหาฆาตกร ทำไมยังบอกให้เขาเอาเลือดเขามาชุบชีวิต"
เธอยังคงไม่ตอบ
"หรือว่า...การคืนชีพอะไรนั่นเป็นเรื่องโกหก มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วใช่ไหม"
หญิงสาวถอนหายใจแรงๆ แล้วจึงบอกออกมา "มันเป็นสิ่งที่คุณต้องการได้ยิน"
"หมายความว่ายังไง"
"ก็คุณจำไม่ได้ว่าตัวเองตายได้ยังไง" เธอบอก พลางชี้มาที่เขา "จิตใต้สำนึกของคุณบอกว่าเป็นคนใกล้ตัว คุณอาจจะคิดว่าเป็นเจตต์ หรือรู้ว่าเป็นตัวเอง อันนี้ฉันก็ไม่แน่ใจ แต่คุณต้องการข้ออ้างเพื่อหาสาเหตุการตายของตัวเอง ฉันก็เลยบอกคุณไปแบบนั้น" ว่าแล้วเธอก็กอดอกพร้อมกับหันมองไปทางอื่น
คราวนี้อเนชาถอนหายใจออกมาบ้าง
"สุดท้าย ทุกอย่างก็เป็นเพราะผมเอง" ว่าแล้วเขาก็ก้มหน้ายอมรับความผิดของตน
ตัวแทนสามสี่เจ็ดชำเลืองมองเขา จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นเบาๆ "อย่าให้ความรู้สึกผิดกัดกินใจจนเรียกตัวฉุดลากมาอีกล่ะ ฉันขี้เกียจพาคุณหนีแล้ว"
วิญญาณหนุ่มฟังแล้วก็ได้แต่หัวเราะกลบเกลื่อน เขาเกือบรู้สึกหนาวขึ้นมาจริงๆ นั่นละ
"รู้ตัวแล้วก็ให้อภัยตัวเองเสียสิ" เธอกล่าวขึ้นอีก "เพื่อนคุณยังยกโทษให้คุณได้ ทำไมคุณจะยกโทษได้ตัวเองบ้างไม่ได้ล่ะ"
อเนชาได้ยินดังนั้นแล้วก็กะพริบตามองเธอ ครู่ต่อมารอยยิ้มจางจึงค่อยปรากฏที่มุมปาก ...จริงสิ ทุกทั้งที่ทำผิด หากไม่พยายามกลบเกลื่อนเขาก็จะมัวแต่โทษตัวเอง รู้ทั้งรู้อยู่ว่าสิ่งที่ควรทำคืออะไร
รู้ตัว ยอมรับ ให้อภัย แก้ไขและปรับปรุง... ใครๆ ก็บอกแบบนี้ แต่มีสักกี่คนที่มีสติพอจะเตือนตัวเองเช่นนั้นได้
นึกถึงตรงนี้แล้วตัวเขาก็รู้สึกเบาขึ้น สักครู่หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นแสงสว่างที่ขอบฟ้า แสงนั้นกำลังลอยใกล้เข้ามา
"ถึงเวลาไปที่ชอบๆ แล้วล่ะคุณ" ตัวแทนสามสี่เจ็ดบอก ทั้งที่สายตายังไม่ละจากแสงนั้น
ไม่นานแสงนั้นก็ลอยเข้ามาใกล้จนเห็นได้ชัดว่ามันเป็นยานหน้าตาคล้ายเครื่องบินสเตลธบอมเบอร์ คือเป็นสามเหลี่ยมป้าน หัวแหลม และมีปีกยื่นออกไปทางด้านหลัง แต่ทั่วทั้งลำเป็นสีขาวปลอดเด่นชัดจนไม่น่าเอาไปใช้ในกองทัพได้
ยานนั้นร่อนมาลอยเหนือพื้นดินตรงหน้าเขา จากนั้นใต้ท้องมันก็เปิดและมีบันไดยื่นลงมา
"ขึ้นไปสิ" หญิงสาวบอก
"ไปไหน"
"ที่ชอบไง" เธอยังคงประชดไม่เลิก แต่พอเห็นเขาทำหน้าไม่เข้าใจจริงๆ เธอจึงว่า "สวรรค์น่ะสวรรค์ ไม่ชอบรึไง"
เขาย่นคิ้วนิดหนึ่ง เขามองไปที่ยานนั้นสลับกับหันมาทางตัวแทนสามสี่เจ็ด ยังคงลังเลอยู่ ครั้นเห็นเธอทำท่าไล่ให้เขาขึ้นไปเร็วๆ เขาจึงปีนบันไดขึ้นไปแบบงงๆ
พอเขาเข้าไปในตัวยานซึ่งขาวสะอาดไม่มีอะไรเลยนอกจากหน้าต่าง ยานนั้นก็ขยับลอยขึ้นโดยที่เขาแทบไม่รู้สึกตัว
อเนชาก้าวไปที่หน้าต่างยานนั้น ครั้นมองลงไปเขาก็เห็นตัวแทนสามสี่เจ็ดยังคงยืนอยู่ที่เดิ
ม และกำลังแหงนมองขึ้นมาเช่นกัน
...ขอบคุณนะ...ขอบคุณมาก... เขาบอกเธอในใจ ไม่ทราบว่าเธอจะรู้หรือไม่ เขาเห็นเธอยิ้มตอบมา
---
เสียงฝีเท้าก้าวไปตามทางเดินสีขาว
ผู้มามีสองคน พวกเขาก้าวเข้าไปในห้องที่เป็นสีขาวสว่าง เต็มไปด้วยจอมอนิเตอร์มากมาย บนจอฉายภาพเหตุการณ์ต่างๆ ของบุคคลแต่ละคนไม่ซ้ำกัน
ตรงกลางห้องมีเก้าอี้ตัวใหญ่วางหันหลังอยู่ เก้าอี้ตัวใหญ่มากจนมองไม่เห็นคนที่นั่งบนเก้าอี้ เห็นเพียงแสงสีขาวสว่างเรืองรองจากด้านหลังเท่านั้น คาดว่าแสงนั้นเองที่ทำให้ห้องซึ่งเป็นสีขาวอยู่แล้วดูสว่างไสวแต่ไม่แสบตา
หญิงสาวในชุดสูทสีดำก้าวออกมาก้าวหนึ่ง แล้วจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงขรึม เต็มไปด้วยความเคารพ
"เรียบร้อยแล้วค่ะท่าน"
หลังจากเว้นระยะนิดหนึ่ง เธอก็หันไปทางชายที่มาพร้อมกับเธอ เขาเองก็อยู่ในชุดสูทสีดำเรียบร้อยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ครั้นเห็นเธอพยักเพยิดให้ เขาก็เอ่ยขึ้นบ้าง
"ทางผมก็เรียบร้อยเช่นกันครับ"
ทั่วทั้งห้องเงียบไปพักหนึ่ง จากนั้นจึงได้ยินคนที่หลังเก้าอี้กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันนุ่มนวลเปี่ยมเมตตา
"ยินดีด้วยที่ช่วยไว้ได้ทันทั้งสองคน"
ครั้นแล้วจอมอนิเตอร์ที่อยู่ใกล้กับสองตัวแทนบริษัทไถ่วิญญาณก็กะพริบนิดหนึ่ง ดึงพวกเขาหันไปมองหน้าจอนั้น
ภาพที่ฉายอยู่เป็นภาพชายหนุ่มสองคนยืนตรวจดูรถเก๋งสีดำซึ่งจอดอยู่หน้าอาคารห้องพักแห่งนึ่ง เหนือศีรษะของชายทั้งสองนั้นมีเงาดำคลุมจนดำทะมึนไปหมด ครั้นพวกเขาร่ำลาและแยกย้าย เงาดำนั้นก็แยกเป็นสองกลุ่ม ติดตามพวกเขาไป
###
[จบ]
Who is the Killer? บทที่ ๘
ความเดิม
บทที่ ๑ https://pantip.com/topic/37540847
บทที่ ๗ https://pantip.com/topic/38013681
###
บทที่ ๘
รถสปอร์ตสีแดงแล่นมาตามถนนอันขรุขระ
ครั้นแล้วมันก็จอดลงที่หน้าประตูรั้วเหล็ก ผู้โดยสารสองคนที่เบาะหลังเปิดประตูก้าวลงจากรถ คนหนึ่งเดินตรงไปที่หน้าประตูรั้วนั้น อีกคนยืนลังเลอยู่
"กูเพิ่งมาดูซากรถวันนี้ จะพากูมาดูอะไรอีก" อเนชาถามเพื่อนซึ่งกำลังก้าวผ่านประตูรั้วเข้าไปในโรงเก็บซากรถ
"มาดูสาเหตุที่ทำให้กับกูต้องตายไง" เจตต์ตอบโดยไม่หันมามองเขา อเนชาจึงย่นคิ้วเดินตามเพื่อนพลางถามขึ้นอีก
"สาเหตุก็เพราะขับรถประมาทไม่ใช่เรอะ"
เจตต์ได้ยินดังนั้นจึงหยุดเดินแล้วหันกลับมาทางเขา "ก็เพราะคิดแบบนี้แหละ กูถึงต้องพามาดูหลักฐาน"
อเนชาอึ้งไป เขาหันกลับไปทางตัวแทนสามสี่เจ็ดซึ่งกำลังยืนกอดอกพิงรถสปอร์ตสีแดงอยู่ โดยที่ตัวแทนสี่เก้าแปดนั่งรออยู่ในที่นั่งคนขับ
อันที่จริงตอนที่รู้ว่าเจตต์ตาย เขาเองก็ตกใจ ไม่คิดว่าเพื่อนจะต้องมาตายในอุบัติเหตุเดียวกัน แต่เพราะยังคิดว่าเพื่อนเป็นคนทำเขาตาย ทำให้ตัวเองตาย เขาจึงรู้สึกสมน้ำหน้าอยู่หน่อยๆ
ตอนนั้นเจตต์ไม่พูดอะไรมาก บอกแค่ว่าตนเองตายหลังจากถูกส่งโรงพยาบาลแล้ว จากนั้นก็ชวนเขาขึ้นรถของตัวแทนสี่เก้าแปดโดยไม่ได้บอกว่าจะพาไปไหน สุดท้ายก็พามาถึงที่นี่
...สรุปว่ามันมีอะไรมากกว่านั้นหรือ... เขานึกสงสัย แล้วจึงเดินตามเพื่อนไปจนถึงซากรถเก๋งสีดำซึ่งยังคงจอดอยู่ที่เดิม
เจตต์ยืนเกาะอยู่ที่ข้างตัวรถฝั่งคนขับซึ่งประตูหลุดหายไป เบาะที่นั่งก็ถลอกไม่มีชิ้นดี
"ลองดูที่พื้นสิ เจออะไรบ้าง" เพื่อนบอก เขาจึงก้มดูที่พื้นรถ เห็นเศษแก้วตกอยู่หลายชิ้นจึงยืดกายขึ้นแล้วบอกออกไป
"ก็แค่เศษกระจก"
"เศษกระจกบ้านสิ! ดูดีๆ สิวะ"
ได้ยินเพื่อนตะคอกแบบนั้นเขาก็รู้สึกหงุดหงิดจนผิวร้อนกรุ่นขึ้นมาอีก แต่ก็ยังยอมก้มลงดูเศษกระจกเหล่านั้นอีกครั้ง
มันดูไม่เหมือนกระจกรถ... มันมีลักษณะโค้งและคม หากเป็นกระจกรถแตกจะต้องไม่คมและชิ้นเล็กละเอียดกว่านี้
อเนชาก้มมองที่ใต้เบาะ หยิบเศษกระจกอีกชิ้นขึ้นมาดู
"ขวดแก้ว..." เขาครางออกมาด้วยความตระหนกระคนประหลาดใจ
"เออ ขวดเบียร์ของไง มันขัดอยู่ที่เบรครถกู"
ได้ยินในที่แรก เขาก็ย่นคิ้วด้วยความสงสัย ครั้นผ่านไปชั่วอึดใจเขาก็ถึงกับนิ่งงัน ดวงตาเบิกโพลง
คืนนั้นพวกเขาไปสังสรรค์กันที่บ้านเพื่อน ตอนขากลับรถเจตต์มีปัญหา เขาจึงไปช่วยดูให้ ตอนนั้นจำได้ว่าตนเองดื่มไปพอสมควร และหยิบขวดเบียร์ที่ยังดื่มไม่หมดติดมือมาด้วย
เขาเข้าไปนั่งในที่นั่งคนขับ ทดลองติดเครื่อง ตรวจดูหน้าปัด และทำอะไรอีกหลายอย่าง แต่ตอนออกมาจากรถ ขวดเบียร์ก็ไม่ได้อยู่ในมือเขาแล้ว
เขาทำอะไรลงไป...
นึกถึงตรงนี้แล้วเขาก็ตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก คิดอะไรไม่ออก แม้แต่ความเสียใจก็ยังแทรกผ่านความแตกตื่นออกมาไม่ได้
เขานิ่งไป...อึ้งไปเนิ่นนาน ร่างกายพลันกลับเป็นท่อนไม้จนเจตต์ต้องร้องตะโกนให้สองตัวแทนบริษัทไถ่วิญญาณมาช่วย
ตัวแทนสามสี่เจ็ดควงเลื่อนปื้นโตมา เธอกำลังจะลงมือเลื่อยกลางลำตัวเขา ทว่าตัวแทนสี่เก้าแปดกลับรั้งเธอไว้ แล้วยกตัวเขายัดใส่เครื่องบดไม้แทน
เครื่องบดทำงานส่งเสียงกุกกักโครมครามก่อนจะพ่นขี้เลื่อยออกมากองบนพื้น ตัวแทนทั้งสองช่วยกันกอบขี้เลื้อยขึ้นมาปั้นๆ ตบๆ นิดหนึ่ง กองขี้เลื่อยจึงคืนรูปกลับเป็นอเนชา
เขาทรุดนั่งลงกับพื้น ยกมือลูบใบหน้าตนเอง แล้วจึงแหงนมองตัวแทนสามสี่เจ็ด
"ผมเจอแล้ว" เขาบอกเสียงเบาหวิว "ผมเจอตัวฆาตกรแล้ว...เป็นผมเอง"
หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ แล้วย่อตัวลงมาเอ่ยถามเขา "รู้แบบนี้แล้วยังคิดจะคืนชีพอยู่หรือเปล่า"
อเนชานิ่งไปครู่หนึ่ง ...อันที่จริงเขาลืมไปแล้ว ลืมความต้องการที่ผลักดันให้ตนเองพยายามตามหาตัวฆาตกรมาตั้งแต่ต้น จริงอยู่ที่ความคิดอาจจะยังฝังในหัว แต่เขาลืมความรู้สึกนั้นไปแล้ว ที่เขาตามหาเพื่ออะไรกันแน่...
เขาทบทวนความรู้สึกของตัวเอง ...นั่นสิ เขาเพียงอยากรู้ ต้องการทราบว่าเพราะเหตุใดฆาตกรจึงฆ่าเขา หากฆาตกรจงใจก็เป็นเรื่องหนึ่ง เขาอาจจะโกรธเหมือนตอนที่รู้ว่าเจตต์เป็นคนชนเขา แล้วใช้การคืนชีพเป็นข้ออ้างเพื่อระบายแค้น แต่หากมันเป็นอุบัติเหตุ เขาก็จะได้สบายใจ
ใช่แล้ว มันเป็นอุบัติเหตุ เขาไม่ได้ต้องการให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ไม่คิดว่าความสะเพร่า
ของตัวเองจะเป็นสาเหตุให้ทั้งเขาและเพื่อนต้องตาย
นึกถึงตรงนี้แล้วเขาก็รู้สึกผิด ไม่กล้าเงยขึ้นมองเจตต์ทั้งที่อยากขอโทษเพื่อน เขารู้ว่าถึงขอโทษไปก็ไม่อาจคืนชีวิตให้เพื่อนได้
"ไงล่ะ" ได้ยินเจตต์เอ่ยขึ้น "คนเขาถามยังทำเป็นนิ่งอีก"
"เออ..." เขาแสร้งส่งเสียงรำคาญ "กูรู้ว่าถึงอยากกูก็คืนชีพไม่ได้อยู่ดี กูตายมาตั้งกี่วันแล้ว เลือดบูดหมดแล้วมั้ง"
"แล้วจะไม่ถามกูหน่อยเรอะว่าทำไมกูเองก็ยังติดอยู่แถวนี้เหมือนกับ"
ดวงตาของเขาเบิกขึ้น ...นั่นสิ ทำไมล่ะ
"อยากคืนชีพเหมือนกันรึไง เสียใจด้วย กูเองก็ตาย" เขาบอกเพื่อนไปแบบนั้นเพราะไม่รู้จะพูดอะไรให้ดีไปกว่านี้
"ไอ้เวร" เจตต์สบถพร้อมกับตบหัวเขาฉาดหนึ่ง "กูรู้อยู่แล้วว่าตาย กูแค่กลัวว่าจะร้องไห้เสียใจที่ทำให้กูตาย ก็เลยจะมาบอกว่ากูให้อภัย รีบไปที่ชอบๆ ซะ"
เขาเงยหน้าขึ้นมองเพื่อน ปากเผยอด้วยความแปลกใจ ทั้งกึ่งดีใจกึ่งซาบซึ้ง
"ขอบใจเพื่อน แล้วก็...ขอโทษ"
---
อเนชาซ้อนรถช็อปเปอร์ซึ่งมีคนขับเป็นหญิงสาวในชุดสูทกลับมายังดินแดนอันเวิ้งว้าง ณ จุดที่เขาพบว่าตนเองตาย
ครั้นลงจากรถแล้ว เขาก็กวาดตามองดินทรายอันแห้งแล้งไร้ชีวิต
ทุกสิ่งเป็นเหมือนความฝัน เหมือนหลับไปตื่นหนึ่ง เพียงแต่พอตื่นขึ้นมาแล้ว เขากลับเหลือแค่เพียงวิญญาณ
"คุณรู้อยู่แล้วใช่รึเปล่า" เขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ตัวแทนสามสี่เจ็ดจึงส่งเสียงหือแทนคำถาม
"คุณรู้อยู่แล้วว่าผม...เป็นคนทำให้ตัวเองตายใช่รึเปล่า" เขาถามอีกครั้ง พร้อมกับหันไปทางหญิงสาว
ตัวแทนสามสี่เจ็ดไม่ได้ยอมรับ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
"แล้วทำไมคุณถึงยังช่วยผมตามหาฆาตกร ทำไมยังบอกให้เขาเอาเลือดเขามาชุบชีวิต"
เธอยังคงไม่ตอบ
"หรือว่า...การคืนชีพอะไรนั่นเป็นเรื่องโกหก มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วใช่ไหม"
หญิงสาวถอนหายใจแรงๆ แล้วจึงบอกออกมา "มันเป็นสิ่งที่คุณต้องการได้ยิน"
"หมายความว่ายังไง"
"ก็คุณจำไม่ได้ว่าตัวเองตายได้ยังไง" เธอบอก พลางชี้มาที่เขา "จิตใต้สำนึกของคุณบอกว่าเป็นคนใกล้ตัว คุณอาจจะคิดว่าเป็นเจตต์ หรือรู้ว่าเป็นตัวเอง อันนี้ฉันก็ไม่แน่ใจ แต่คุณต้องการข้ออ้างเพื่อหาสาเหตุการตายของตัวเอง ฉันก็เลยบอกคุณไปแบบนั้น" ว่าแล้วเธอก็กอดอกพร้อมกับหันมองไปทางอื่น
คราวนี้อเนชาถอนหายใจออกมาบ้าง
"สุดท้าย ทุกอย่างก็เป็นเพราะผมเอง" ว่าแล้วเขาก็ก้มหน้ายอมรับความผิดของตน
ตัวแทนสามสี่เจ็ดชำเลืองมองเขา จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นเบาๆ "อย่าให้ความรู้สึกผิดกัดกินใจจนเรียกตัวฉุดลากมาอีกล่ะ ฉันขี้เกียจพาคุณหนีแล้ว"
วิญญาณหนุ่มฟังแล้วก็ได้แต่หัวเราะกลบเกลื่อน เขาเกือบรู้สึกหนาวขึ้นมาจริงๆ นั่นละ
"รู้ตัวแล้วก็ให้อภัยตัวเองเสียสิ" เธอกล่าวขึ้นอีก "เพื่อนคุณยังยกโทษให้คุณได้ ทำไมคุณจะยกโทษได้ตัวเองบ้างไม่ได้ล่ะ"
อเนชาได้ยินดังนั้นแล้วก็กะพริบตามองเธอ ครู่ต่อมารอยยิ้มจางจึงค่อยปรากฏที่มุมปาก ...จริงสิ ทุกทั้งที่ทำผิด หากไม่พยายามกลบเกลื่อนเขาก็จะมัวแต่โทษตัวเอง รู้ทั้งรู้อยู่ว่าสิ่งที่ควรทำคืออะไร
รู้ตัว ยอมรับ ให้อภัย แก้ไขและปรับปรุง... ใครๆ ก็บอกแบบนี้ แต่มีสักกี่คนที่มีสติพอจะเตือนตัวเองเช่นนั้นได้
นึกถึงตรงนี้แล้วตัวเขาก็รู้สึกเบาขึ้น สักครู่หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นแสงสว่างที่ขอบฟ้า แสงนั้นกำลังลอยใกล้เข้ามา
"ถึงเวลาไปที่ชอบๆ แล้วล่ะคุณ" ตัวแทนสามสี่เจ็ดบอก ทั้งที่สายตายังไม่ละจากแสงนั้น
ไม่นานแสงนั้นก็ลอยเข้ามาใกล้จนเห็นได้ชัดว่ามันเป็นยานหน้าตาคล้ายเครื่องบินสเตลธบอมเบอร์ คือเป็นสามเหลี่ยมป้าน หัวแหลม และมีปีกยื่นออกไปทางด้านหลัง แต่ทั่วทั้งลำเป็นสีขาวปลอดเด่นชัดจนไม่น่าเอาไปใช้ในกองทัพได้
ยานนั้นร่อนมาลอยเหนือพื้นดินตรงหน้าเขา จากนั้นใต้ท้องมันก็เปิดและมีบันไดยื่นลงมา
"ขึ้นไปสิ" หญิงสาวบอก
"ไปไหน"
"ที่ชอบไง" เธอยังคงประชดไม่เลิก แต่พอเห็นเขาทำหน้าไม่เข้าใจจริงๆ เธอจึงว่า "สวรรค์น่ะสวรรค์ ไม่ชอบรึไง"
เขาย่นคิ้วนิดหนึ่ง เขามองไปที่ยานนั้นสลับกับหันมาทางตัวแทนสามสี่เจ็ด ยังคงลังเลอยู่ ครั้นเห็นเธอทำท่าไล่ให้เขาขึ้นไปเร็วๆ เขาจึงปีนบันไดขึ้นไปแบบงงๆ
พอเขาเข้าไปในตัวยานซึ่งขาวสะอาดไม่มีอะไรเลยนอกจากหน้าต่าง ยานนั้นก็ขยับลอยขึ้นโดยที่เขาแทบไม่รู้สึกตัว
อเนชาก้าวไปที่หน้าต่างยานนั้น ครั้นมองลงไปเขาก็เห็นตัวแทนสามสี่เจ็ดยังคงยืนอยู่ที่เดิ
ม และกำลังแหงนมองขึ้นมาเช่นกัน
...ขอบคุณนะ...ขอบคุณมาก... เขาบอกเธอในใจ ไม่ทราบว่าเธอจะรู้หรือไม่ เขาเห็นเธอยิ้มตอบมา
---
เสียงฝีเท้าก้าวไปตามทางเดินสีขาว
ผู้มามีสองคน พวกเขาก้าวเข้าไปในห้องที่เป็นสีขาวสว่าง เต็มไปด้วยจอมอนิเตอร์มากมาย บนจอฉายภาพเหตุการณ์ต่างๆ ของบุคคลแต่ละคนไม่ซ้ำกัน
ตรงกลางห้องมีเก้าอี้ตัวใหญ่วางหันหลังอยู่ เก้าอี้ตัวใหญ่มากจนมองไม่เห็นคนที่นั่งบนเก้าอี้ เห็นเพียงแสงสีขาวสว่างเรืองรองจากด้านหลังเท่านั้น คาดว่าแสงนั้นเองที่ทำให้ห้องซึ่งเป็นสีขาวอยู่แล้วดูสว่างไสวแต่ไม่แสบตา
หญิงสาวในชุดสูทสีดำก้าวออกมาก้าวหนึ่ง แล้วจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงขรึม เต็มไปด้วยความเคารพ
"เรียบร้อยแล้วค่ะท่าน"
หลังจากเว้นระยะนิดหนึ่ง เธอก็หันไปทางชายที่มาพร้อมกับเธอ เขาเองก็อยู่ในชุดสูทสีดำเรียบร้อยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ครั้นเห็นเธอพยักเพยิดให้ เขาก็เอ่ยขึ้นบ้าง
"ทางผมก็เรียบร้อยเช่นกันครับ"
ทั่วทั้งห้องเงียบไปพักหนึ่ง จากนั้นจึงได้ยินคนที่หลังเก้าอี้กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันนุ่มนวลเปี่ยมเมตตา
"ยินดีด้วยที่ช่วยไว้ได้ทันทั้งสองคน"
ครั้นแล้วจอมอนิเตอร์ที่อยู่ใกล้กับสองตัวแทนบริษัทไถ่วิญญาณก็กะพริบนิดหนึ่ง ดึงพวกเขาหันไปมองหน้าจอนั้น
ภาพที่ฉายอยู่เป็นภาพชายหนุ่มสองคนยืนตรวจดูรถเก๋งสีดำซึ่งจอดอยู่หน้าอาคารห้องพักแห่งนึ่ง เหนือศีรษะของชายทั้งสองนั้นมีเงาดำคลุมจนดำทะมึนไปหมด ครั้นพวกเขาร่ำลาและแยกย้าย เงาดำนั้นก็แยกเป็นสองกลุ่ม ติดตามพวกเขาไป
###
[จบ]