ถึง…ฟ้า
(เขียนเตือนใจตัวเอง และถึงใครก็ตามที่จะได้อ่านตัวอักษรที่เราเขียนต่อไปนี้)
ถ้าจะเปรียบช่วงเวลาที่ผ่านมากับอะไรสักอย่าง เราว่ามันคงเหมือนกับเรากำลังปลูกต้นไม้สักต้น
ใครๆก็ต้องการให้ต้นไม้ที่ตัวเองปลูกออกดอก
แต่ถ้าเลี้ยงผิดวิธี นอกจากต้นไม้จะไม่ออกดอกแล้ว สุดท้ายมันก็คงต้องเฉาตาย
เราเกือบจะเป็นแบบต้นนั้น..เป็นดอกไม้ที่กำลังจะเฉาตาย
ต่อให้เราจะเลี้ยงมันดีแค่ไหนก็ตาม
สุดท้ายถ้าพลาดก็เป็นเพราะเรา..แต่ขอบคุณที่ยังมีชีวิตอยู่
เราเคยคิดว่าตัวเองจะแข็งแรงตลอดไป เราเคยคิดว่าเราจะเติบโตไปจนถึงตัวเองค่อยๆแก่ชราลง
เราคิดถึงทุกอย่างยกเว้นอย่างเดียว..คือความไม่แน่นอนของร่างกาย
ก่อนหน้านี้เราเป็นคนที่รักตัวเองมาก ใช้ชีวิตทำทุกอย่างตามที่เราต้องการ ไม่ว่าจะหนักเบาแค่ไหน
ถ้าเราอยากทำ เราก็ทำหมด อย่างที่เค้าว่ากันล่ะเนอะ
เป็นวัยรุ่น ก็ต้องใช้ชีวิตให้คุ้ม
บางครั้งเราอดนอนเพื่ออ่านหนังสือหรือทำงานถึงเช้า
แน่นอนว่านั่นหมายถึงการตามมาของนิสัยการกินไม่เป็นเวลาและนาฬิการ่างกายที่ผิดเพี้ยนด้วย
แต่เรายังคงแข็งแรง อายุแค่ 21 ปี ยังมีเวลาให้พุ่งชนอีกตั้งเยอะแยะ
ใช้ชีวิตเหมือนจะตายวันพรุ่งนี้..และเราก็เกือบได้ตายซะวันพรุ่งนี้จริงๆล่ะ
ระยะที่หนึ่ง
ช่วงหลังมานี้เราเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเพลียง่ายขึ้น จากที่ถ้าอดนอนก็นอนเอาแรงสักแป๊บเดี๋ยวก็หาย กลายเป็นว่าเราต้องใช้เวลานานขึ้นเยอะมาก บางทีไม่ได้ทำอะไรหนักก็เพลียหรือป่วยซะดื้อๆ แต่เราก็คิดว่าเป็นปกติที่ต้องมีป่วยบ้าง
จนกระทั่งเรามาสังเกตว่าเราปวดท้องรุนแรงและเรื้อรังขึ้นเรื่อยๆ บางทีก็มีอาการปวดหัวที่แทรกมา และในหลายครั้งก็อาเจียนเริ่มด้วย ทั้งหมดเป็นแบบนี้มาตลอดเวลาหนึ่งเดือน จนเราเริ่มคิดว่ามันไม่ใช่แล้ว มันต้องมีอะไรที่ผิดปกติแน่ๆ
แต่เราก็ยังไม่กล้าปรึกษาใครเพราะกลัวจะโดนว่ากลับมาว่าจะคิดไปเอง
ระยะที่สอง
เริ่มแรกเราลองเสิร์ชดูตามกูเกิ้ลก่อนว่าสิ่งที่เราเป็นมันปกติหรือเปล่า มีใครเคยเป็นแบบเรามั้ย
ปรากฏว่าคำตอบที่ได้จากหลายๆเว็บคือคำว่า “มะเร็ง”
เราหน้าชาไปหมดเพราะไม่เคยคิดถึงคำนี้มาก่อน แต่ก็คิดว่าอาจจะยังไม่ใช่ก็ได้
เราถึงขั้นเข้าไปอ่านเว็บของสถาบันมะเร็งแห่งชาติทั้งวันเพื่อยืนยันข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด
เลยเถิดไปถึงตั้งกระทู้เพื่อถามให้แน่ใจที่สุด แต่ทุกอย่างมันยิ่งก่อตัวมากขึ้นและอาการก็ไม่ลดลงเลย
ว่ากันว่า ดอกไม้เชื่อมโยงกับเจ้าของของมันได้
ถ้าเจ้าของของมันใกล้ตาย ต้นไม้ก็จะเฉาตามลงไปด้วย
ดอกไม้บนโต๊ะในห้องของเราเริ่มมีจุดสีแปลกๆ และค่อยลามไปยังดอกอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกและตัวเรา
ระยะที่สาม
วันที่เท่าไหร่ไม่รู้ที่ตื่นขึ้นมาแล้วปวดท้อง ปวดหัวเกินกว่าจะลุกไหว
ไม่เข้าใจตัวเองตอนนั้นเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ยอมบอกใครเลย
ได้แต่คิดว่ามันต้องผ่านไป
แต่ความเจ็บปวดก็ไม่เคยเบาลงเลย บางทีก็ปวดมากขึ้นด้วยซ้ำ
แปลกที่เราเอาแต่นอนนิ่งๆมองดูเพดานสีขาวอยู่อย่างนั้น
เหมือนสมองไม่สั่งการอะไรแล้ว จะได้เลิกคิด เลิกกังวลสักที
ยังดีที่วันนั้นเพื่อนเราโทรมาหา เราตัดสินใจเล่าความกังวลออกไป
แต่ก็ได้คำตอบอย่างที่คิดเอาไว้ตอนแรก คือ
‘เราคงคิดมากไป’
ตอนนั้นเรารู้สึกว่า ไม่มีใครที่เข้าใจเราเลย
เราไม่เหลือใครแล้ว
นอกจากตัวเราที่ไม่ได้เป็นเจ้าของร่างกายเรา
เหมือนดอกไม้บนโต๊ะที่ตอนนี้ไม่มีเจ้าของคอยรดน้ำด้วยซ้ำ
และมันคงต้องเหี่ยวตายลงเหมือนกัน
ระยะที่สี่
เราตัดสินใจไปหาหมอ
มันเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราเลือกจะทำ ทั้งที่มันเป็นสิ่งที่เราควรต้องทำเป็นสิ่งแรกมาตั้งแต่เริ่มแล้ว
หลังจากวันนั้นที่เราได้แต่นอนนิ่งๆแล้วคิดถึงทุกอย่างที่เพื่อนพูด
รวมทั้งความรู้สึกตลอดเวลาที่ผ่านมา
สิ่งที่เรารู้สึกแย่ที่สุดกลับไม่ใช่เพราะอาการเจ็บป่วยแต่เป็นเพราะตัวเราที่กอดความกังวลไว้
จนเครียดเกินกว่าจะควบคุมความคิดหรือร่างกายของตัวเองได้
สุดท้าย ถ้ามันจะเป็น มันก็ห้ามอะไรไม่ได้แล้วอยู่ดี
สู้เอาความกังวลออกไปตอนนี้ ให้รู้กันไปเลยดีกว่า
เราเล่าให้หมอฟังทุกอย่าง ทั้งอาการ ความกังวล
เราเข้าห้องตรวจด้วยความรู้สึกว่าเราเป็นมะเร็งแน่นอน
ออกจากห้วงตรวจแล้วหมอยืนยันเมื่อไหร่ เราจะโทรบอกแม่ทันที
“ตอนนี้ยังไม่เป็น แต่ในอนาคตก็ไม่แน่”
เราจำประโยคนี้ของหมอได้ขึ้นใจ ทั้งโล่งอกแต่ก็ไม่ได้วางใจ
หมอบอกว่าเราเองมีความเสี่ยงที่จะเป็นถ้ายังไม่ปรับการใช้ชีวิต
หลังจากนี้เราต้องเปลี่ยนพฤติกรรมหลายอย่าง
รวมทั้งตรวจร่างกายเป็นประจำจะได้เผื่อไว้และวางแผนสุขภาพได้ด้วย
สิ่งที่เราอยากบอกคือ ในชีวิตยังมีหลายอย่างที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ตาม
รวมถึงสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุดอย่างร่างกาย
ถ้าเกิดใครที่ได้อ่านสิ่งที่เราเล่าแล้วกำลังเจอเรื่องแบบเดียวกัน
หรือมีคนใกล้ตัวที่กำลังรู้สึกแบบเรา
สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้คือเลิกกังวลและเผชิญหน้ากับมันค่ะ
การหาหมอหรือตรวจสุขภาพตัวเองเสมอไม่ได้น่ากลัวเลย
เพราะความคิดที่ฟุ้งซ่านของเรานั่นแหละที่น่ากลัวกว่าการเป็นมะเร็งอีก
สุดท้ายนี้
ขอบคุณอะไรก็ตาม ที่ให้โอกาสเราได้แก้ตัวเพื่อมีชีวิตอีกครั้ง
ถึงเราจะไม่ได้ป่วยเป็นอะไรร้ายแรง แต่ครั้งนี้ เรารู้สึกเหมือนได้ชีวิตใหม่เลยจริงๆ
และจะดูแลชีวิตนี้ให้ดีเลยล่ะ
ปล. แนบรูปดอกไม้บนโต๊ะมาด้วย ขอบคุณแกด้วยที่ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้แม้ว่าเราจะไม่ได้รดน้ำหรือดูแลเลย หลังจากนี้ก็ขอให้แข็งแรงและอยู่ด้วยกันนานๆนะ ขอบคุณที่ยังไม่ตาย จะรอแกออกดอกอีกครั้ง ขอบคุณจริงๆ จาก..ฟ้า
บอกตัวเองว่าฉันเคยเป็นดอกไม้ที่เหี่ยวเฉา
(เขียนเตือนใจตัวเอง และถึงใครก็ตามที่จะได้อ่านตัวอักษรที่เราเขียนต่อไปนี้)
ถ้าจะเปรียบช่วงเวลาที่ผ่านมากับอะไรสักอย่าง เราว่ามันคงเหมือนกับเรากำลังปลูกต้นไม้สักต้น
ใครๆก็ต้องการให้ต้นไม้ที่ตัวเองปลูกออกดอก
แต่ถ้าเลี้ยงผิดวิธี นอกจากต้นไม้จะไม่ออกดอกแล้ว สุดท้ายมันก็คงต้องเฉาตาย
เราเกือบจะเป็นแบบต้นนั้น..เป็นดอกไม้ที่กำลังจะเฉาตาย
ต่อให้เราจะเลี้ยงมันดีแค่ไหนก็ตาม
สุดท้ายถ้าพลาดก็เป็นเพราะเรา..แต่ขอบคุณที่ยังมีชีวิตอยู่
เราเคยคิดว่าตัวเองจะแข็งแรงตลอดไป เราเคยคิดว่าเราจะเติบโตไปจนถึงตัวเองค่อยๆแก่ชราลง
เราคิดถึงทุกอย่างยกเว้นอย่างเดียว..คือความไม่แน่นอนของร่างกาย
ก่อนหน้านี้เราเป็นคนที่รักตัวเองมาก ใช้ชีวิตทำทุกอย่างตามที่เราต้องการ ไม่ว่าจะหนักเบาแค่ไหน
ถ้าเราอยากทำ เราก็ทำหมด อย่างที่เค้าว่ากันล่ะเนอะ
เป็นวัยรุ่น ก็ต้องใช้ชีวิตให้คุ้ม
บางครั้งเราอดนอนเพื่ออ่านหนังสือหรือทำงานถึงเช้า
แน่นอนว่านั่นหมายถึงการตามมาของนิสัยการกินไม่เป็นเวลาและนาฬิการ่างกายที่ผิดเพี้ยนด้วย
แต่เรายังคงแข็งแรง อายุแค่ 21 ปี ยังมีเวลาให้พุ่งชนอีกตั้งเยอะแยะ
ใช้ชีวิตเหมือนจะตายวันพรุ่งนี้..และเราก็เกือบได้ตายซะวันพรุ่งนี้จริงๆล่ะ
ระยะที่หนึ่ง
ช่วงหลังมานี้เราเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเพลียง่ายขึ้น จากที่ถ้าอดนอนก็นอนเอาแรงสักแป๊บเดี๋ยวก็หาย กลายเป็นว่าเราต้องใช้เวลานานขึ้นเยอะมาก บางทีไม่ได้ทำอะไรหนักก็เพลียหรือป่วยซะดื้อๆ แต่เราก็คิดว่าเป็นปกติที่ต้องมีป่วยบ้าง
จนกระทั่งเรามาสังเกตว่าเราปวดท้องรุนแรงและเรื้อรังขึ้นเรื่อยๆ บางทีก็มีอาการปวดหัวที่แทรกมา และในหลายครั้งก็อาเจียนเริ่มด้วย ทั้งหมดเป็นแบบนี้มาตลอดเวลาหนึ่งเดือน จนเราเริ่มคิดว่ามันไม่ใช่แล้ว มันต้องมีอะไรที่ผิดปกติแน่ๆ
แต่เราก็ยังไม่กล้าปรึกษาใครเพราะกลัวจะโดนว่ากลับมาว่าจะคิดไปเอง
ระยะที่สอง
เริ่มแรกเราลองเสิร์ชดูตามกูเกิ้ลก่อนว่าสิ่งที่เราเป็นมันปกติหรือเปล่า มีใครเคยเป็นแบบเรามั้ย
ปรากฏว่าคำตอบที่ได้จากหลายๆเว็บคือคำว่า “มะเร็ง”
เราหน้าชาไปหมดเพราะไม่เคยคิดถึงคำนี้มาก่อน แต่ก็คิดว่าอาจจะยังไม่ใช่ก็ได้
เราถึงขั้นเข้าไปอ่านเว็บของสถาบันมะเร็งแห่งชาติทั้งวันเพื่อยืนยันข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด
เลยเถิดไปถึงตั้งกระทู้เพื่อถามให้แน่ใจที่สุด แต่ทุกอย่างมันยิ่งก่อตัวมากขึ้นและอาการก็ไม่ลดลงเลย
ว่ากันว่า ดอกไม้เชื่อมโยงกับเจ้าของของมันได้
ถ้าเจ้าของของมันใกล้ตาย ต้นไม้ก็จะเฉาตามลงไปด้วย
ดอกไม้บนโต๊ะในห้องของเราเริ่มมีจุดสีแปลกๆ และค่อยลามไปยังดอกอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกและตัวเรา
ระยะที่สาม
วันที่เท่าไหร่ไม่รู้ที่ตื่นขึ้นมาแล้วปวดท้อง ปวดหัวเกินกว่าจะลุกไหว
ไม่เข้าใจตัวเองตอนนั้นเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ยอมบอกใครเลย
ได้แต่คิดว่ามันต้องผ่านไป
แต่ความเจ็บปวดก็ไม่เคยเบาลงเลย บางทีก็ปวดมากขึ้นด้วยซ้ำ
แปลกที่เราเอาแต่นอนนิ่งๆมองดูเพดานสีขาวอยู่อย่างนั้น
เหมือนสมองไม่สั่งการอะไรแล้ว จะได้เลิกคิด เลิกกังวลสักที
ยังดีที่วันนั้นเพื่อนเราโทรมาหา เราตัดสินใจเล่าความกังวลออกไป
แต่ก็ได้คำตอบอย่างที่คิดเอาไว้ตอนแรก คือ
‘เราคงคิดมากไป’
ตอนนั้นเรารู้สึกว่า ไม่มีใครที่เข้าใจเราเลย
เราไม่เหลือใครแล้ว
นอกจากตัวเราที่ไม่ได้เป็นเจ้าของร่างกายเรา
เหมือนดอกไม้บนโต๊ะที่ตอนนี้ไม่มีเจ้าของคอยรดน้ำด้วยซ้ำ
และมันคงต้องเหี่ยวตายลงเหมือนกัน
ระยะที่สี่
เราตัดสินใจไปหาหมอ
มันเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราเลือกจะทำ ทั้งที่มันเป็นสิ่งที่เราควรต้องทำเป็นสิ่งแรกมาตั้งแต่เริ่มแล้ว
หลังจากวันนั้นที่เราได้แต่นอนนิ่งๆแล้วคิดถึงทุกอย่างที่เพื่อนพูด
รวมทั้งความรู้สึกตลอดเวลาที่ผ่านมา
สิ่งที่เรารู้สึกแย่ที่สุดกลับไม่ใช่เพราะอาการเจ็บป่วยแต่เป็นเพราะตัวเราที่กอดความกังวลไว้
จนเครียดเกินกว่าจะควบคุมความคิดหรือร่างกายของตัวเองได้
สุดท้าย ถ้ามันจะเป็น มันก็ห้ามอะไรไม่ได้แล้วอยู่ดี
สู้เอาความกังวลออกไปตอนนี้ ให้รู้กันไปเลยดีกว่า
เราเล่าให้หมอฟังทุกอย่าง ทั้งอาการ ความกังวล
เราเข้าห้องตรวจด้วยความรู้สึกว่าเราเป็นมะเร็งแน่นอน
ออกจากห้วงตรวจแล้วหมอยืนยันเมื่อไหร่ เราจะโทรบอกแม่ทันที
“ตอนนี้ยังไม่เป็น แต่ในอนาคตก็ไม่แน่”
เราจำประโยคนี้ของหมอได้ขึ้นใจ ทั้งโล่งอกแต่ก็ไม่ได้วางใจ
หมอบอกว่าเราเองมีความเสี่ยงที่จะเป็นถ้ายังไม่ปรับการใช้ชีวิต
หลังจากนี้เราต้องเปลี่ยนพฤติกรรมหลายอย่าง
รวมทั้งตรวจร่างกายเป็นประจำจะได้เผื่อไว้และวางแผนสุขภาพได้ด้วย
สิ่งที่เราอยากบอกคือ ในชีวิตยังมีหลายอย่างที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ตาม
รวมถึงสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุดอย่างร่างกาย
ถ้าเกิดใครที่ได้อ่านสิ่งที่เราเล่าแล้วกำลังเจอเรื่องแบบเดียวกัน
หรือมีคนใกล้ตัวที่กำลังรู้สึกแบบเรา
สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้คือเลิกกังวลและเผชิญหน้ากับมันค่ะ
การหาหมอหรือตรวจสุขภาพตัวเองเสมอไม่ได้น่ากลัวเลย
เพราะความคิดที่ฟุ้งซ่านของเรานั่นแหละที่น่ากลัวกว่าการเป็นมะเร็งอีก
สุดท้ายนี้
ขอบคุณอะไรก็ตาม ที่ให้โอกาสเราได้แก้ตัวเพื่อมีชีวิตอีกครั้ง
ถึงเราจะไม่ได้ป่วยเป็นอะไรร้ายแรง แต่ครั้งนี้ เรารู้สึกเหมือนได้ชีวิตใหม่เลยจริงๆ
และจะดูแลชีวิตนี้ให้ดีเลยล่ะ
ปล. แนบรูปดอกไม้บนโต๊ะมาด้วย ขอบคุณแกด้วยที่ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้แม้ว่าเราจะไม่ได้รดน้ำหรือดูแลเลย หลังจากนี้ก็ขอให้แข็งแรงและอยู่ด้วยกันนานๆนะ ขอบคุณที่ยังไม่ตาย จะรอแกออกดอกอีกครั้ง ขอบคุณจริงๆ จาก..ฟ้า