คืออันนี้เป็นปัญหาที่เจอมากับตัวนะครับ เรื่องคือบ้านเรามีพี่น้องสามคนอยู่กับแม่ครับอยู่มาวันนึงบ้านที่อยู่เจ้าของที่เค้าขอที่คืนเราก็ต้องหาบ้านใหม่ซึ่งพี่สาวคนโตเค้าก็มีครอบครัวเค้าก็ย้ายไปอยู่ของเค้าอันนี้เป็นเรื่องปกติพอรับได้ค่ะ แต่พี่สาวอีกคนไม่รู้จะเอายังไงเหมือนจะหาบ้านใหม่อยู่ด้วยกันแต่ไม่ได้เดินเรื่องทำอะไรเลยมีแต่ผมที่วิ่งหาบ้านเพื่อให้แม่อยู่ เราก็พยายามหาบ้านที่ราคาไม่แพงมากเพราะเงินเดือนเราก็ไม่ได้มากมายอะไรเอาแค่เรากับแม่พออยู่ได้ ซึ่งพอผมพาแม่ไปดูบ้านแม่ก็โอเค แกบอกว่าชอบดูโปร่งดีแล้วแกก็บอกว่าแล้วคุยกับพี่เค้ายังลูกผมก็บอกว่ายังครับเพราะไม่ค่อยได้คุยกันเลิกงานมาก็ต่างคนต่างเข้าห้องไม่ได้คุยกันเลย จนตอนเย็นแม่ก็เรียกมาคุยกันพี่สาวก็บอกว่าบ้านเล็กไปอยู่ลำบากให้หาบ้านที่ใหญ่กว่านี้อีกนิดนึงแล้วช่วยกันผ่อนผมก็โอเควันหยุดถัดมาเราก็วิ่งหาใหม่ดูจากในเว็บบ้างถามเพื่อนบ้างที่ดูโอเคเราก็วิ่งไปดูเองเลยว่าดีไหมถ้าดีค่อยพาแม่มาดู
ผ่านไปเดือนกว่าผมหาบ้านได้ไม่ห่างจากบ้านเดิมมากนักพอเดินทางไปทำงานได้ไม่ลำบาก(ผมไม่มีรถต้องนั่งรถประจำทาง) ผมพาแม่ไปดูแม่โอเคเรียกพี่สาวไปดูบอกไม่ว่างติดงานพอวันหยุดกลับไปเที่ยวกับแฟนคืออันนี้ผมงงมากเวลาเรามีจำกัดทำไมไม่รีบมาทำให้เสร็จเอาแต่ตัวเองจนผมอยากจะกลับไปเอาที่แรกที่ผมดูแล้วโอเคผ่อนไหวแต่พอพูดไปแม่ก็บอกว่าแล้วพี่ล่ะ.....ผมก็ทำอะไรไม่ได้ในเมื่อแม่ห่วงพี่สาวผมก็คงต้องรอต่อไป
ผ่านไปอีกสามอาทิตย์ถึงจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาไปยื่นเอกสารกู้เพื่อซื้อบ้านอยู่วันนี้ไปกันครบครับเอาเอกสารที่ต้องใช้ไปยื่นให้กับเซลล์เพื่อยื่นธนาคาร
ผ่านไปอีกประมาณ5วันก็มีเจ้าหน้าที่ธนาคารติดต่อกลับมาซึ่งมี 2 ธนาคารให้เลือกเราก็ถามพี่สาวไปว่า"เฮ้ยเจ้แบงค์ไหนดีว่ะ ดอกเบี้ยต่างกันไหมอ่ะ" คำตอบที่ได้กลับมาคือ "จะไปรู้เรอะมันก็เหมือน ๆ กันนั่นแหละ" คือคำตอบแบบนี้มันเหมือนแบบว่า..... คือที่ถามไม่ใช่อะไรนะครับคิดว่าพี่สาวคงจะรู้เพราะทำงานธนาคารน่าจะคำนวนเรื่องดอกเบี้ยหรือดูผลประโยชน์ออกบ้างว่าธนาคารไหนดีกว่ากันก็นั่นแหละครับเรื่องก็จบลงและผ่านไปเราก็ต้องเป็นคนตัดสินใจเลือกเองว่าจะทำกับธนาคารไหน ซึ่งพอถึงวันเซ็นต์สัญญาปรากฎว่าไปกันไม่ครบเพราะพี่สาวติดงาน(งานอะไรไม่รู้ครับแต่ถ่ายรูปลง facebook ไปเล่นน้ำ) ผมกับแม่ต้องไปทำเรื่องที่หมู่บ้านเพราะนัดกับพนักงานธนาคารไว้ซึ่งเค้าก็บอกว่ายังไม่ครบธนาคารก็ยังไม่อนุมัติให้เราตามพี่สาวมาเซ็นต์ซึ่งถ้าว่างวันไหนให้เราโทรไปนัดเค้าเราก็กลับมาบ้าน พอพี่สาวกลับมาเราก็บอกว่าเนี่ยเจ้ต้องไปเซ็นต์นะขาดเจ้นี่แหละเลยยังไม่ผ่านคำตอบคือ "เอาเอกสารมาเซ็นต์ที่บ้านได้ไหมไม่สะดวกไป" งงเลยครับแล้วทำไมไปเที่ยวXXไปได้ว่ะผมก็เลยจบครับไม่ทำอะไรต่อคิดในใจว่าไม่ต้องผ่านนะเพราะดูแล้วอยู่กันคงไปไม่รอด
อีกสองอาทิตย์แบงค์ก็อนุมัติผ่านซึ่งได้เงินกู้ส่วนต่อเติมมาอีกนิดหน่อยเราก็เอาไว้ต่อเติมครัวกับทำหน้าบ้านซึ่งพอย้ายบ้านมาเราก็ต้องซื้อของเข้าบ้านใหม่หมดซึ่งของในบ้านผมก็ช่วยแม่ออกส่วนนึงเพราะแกไม่ได้มีรายได้มีแต่เงินเก็บตอนแกทำงานซึ่งพี่สาวก็ช็อปกระจายครับซื้อเตียงซื้อตู้เหมือนตัวเองออกเงินเองซะทุกอย่างแต่ตอนจ่ายเงินหายไปไหนไม่รู้ ซึ่งนิสัยนี้เป็นมานานแล้วครับแม่เค้าก็ไม่พูดอะไรเราก็กลัวแกไม่มีเงินใช้เลยถอนเงินมาหมดบัญชีมีเหลืออีกแค่ 2-3 หมื่นก็ให้แกเก็บไว้ผมยังทำงานหาได้อีก
ในที่สุดหลังจากตกแต่งบ้านเสร็จเอาเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้านครบแล้วเราก็ย้ายมาอยู่บ้านใหม่เดือนแรกเราก็อยู่กันแบบไม่มีอะไรครับถึงกำหนดจ่ายเราก็บอกให้พี่สาวเอาเงินมาเดี๋ยวเราเอาเงินไปเข้าบัญชีเองเพราะบัญชีที่ใช้หักเป็นบัญชีของผม ผมก็จ่ายอย่างนี้ไปได้สักปีกว่า ๆ ตอนนี้ครอบครัวผมใหญ่ขึ้นภาระมากขึ้นเพราะมีภรรยาและลูก เราอาจจะไม่มีเวลาเอาเงินไปเข้าให้เลยบอกให้เจ้โอนเงินเองผ่านไปสองปีปัญหาก็เกิดขึ้น
เงินในบัญชีที่ผมและภรรยาเก็บไว้ให้ลูกหายไปจากบัญชี(บัญชีนี้เป็นบัญชีที่ได้เงินอุดหนุนค่าเลี้ยงดูบุตรด้วยครับ) ผมช่วยกันเก็บเงินสองคนได้ตกเดือนละ 3,500 + เงินเลี้ยงดูบุตร 600 = เดือน ๆ นึงเราจะมีเงินเก็บในบัญชี 4,100.- ซึ่งค่าบ้านเราก็ไปฝากเข้าตรงทุกเดือนงงสิครับเลยไปขอ statement จากทางธนาคารมาเพื่อเช็คยอดเงินดูปรากฎว่าเงินที่ค่าบ้านที่เข้ามีแต่ยอดฝากเข้าแค่ยอดเดียวอีกยอดที่ต้องเป็นยอดโอนไม่มีเราก็กลับมาถามพี่สาวว่าไม่ได้โอนเงินค่าบ้านเหรอเกิดอะไรขึ้น นางก็ดราม่าเลยครับบอกว่าเห็นเจ้เป็นคนยังไงเจ้โอนทุกเดือน (แล้วทำไมใน statement ไม่มียอด tranfer ครับ)
มีการมาบอกว่าอันนี้ก็น้องอันนี้ก็หลานไม่โกงหรอก พอแม่เห็นร้องไห้แม่ก็ถามเราว่าเราลืมเข้าเองรึป่าวผมฟังแล้วก็อึ้งพูดไม่ออกโอเคเรื่องนี้จบไป
แต่เงินผมที่หายไปล่ะครับก็คงต้องตัดใจเก็บใหม่ให้กับลูกผมเองผมกับแฟนก็อยู่กันตามประสาครอบครัวครับอยู่ด้วยกันตลอดส่วนใหญ่จะอยู่กับแม่ไม่ค่อยทิ้งแกอยู่คนเดียวเวลาไปเที่ยวก็พาแกไปด้วยจนผมตัดสินใจซื้อรถมือสองเพราะว่าเงินเรามีไม่เยอะที่มีก็โดนโกงไปหมด
พอมาปีที่แล้ว ปี60 ช่วงสงกรานต์แม่อยากกลับบ้านเราก็โอเคผมก็พาแกกลับเอาลูกเอาแฟนไปด้วยพี่สาวบอกไปไม่ได้ต้องหาลูกค้า(คือธนาคารมันต้องหาลูกค้าตลอดเลยเหรอครับหรือว่าติดเที่ยวเฉย ๆ อันนี้คือผมไม่รู้จริง ๆ นะครับ) เราก็โอเคตัดภาระไปอีก 1 เพราะไปไหนเราก็ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากเค้าเลยอยู่แล้วน้ำมันก็จ่ายเองซ่อมก็ซ่อมเอง แต่ติดรถไปได้ทุกวัน
กลับจากต่างจังหวัดมาสิ้นเดือนบิลค่าไฟมาตกใจครับพุ่งขึ้นเกือบ 3,000 งงเลยครับรีบหาคำตอบด่วนทันทีเอาบิลของเก่ามาเทียบก็เห็นว่าต่อหน่วยเพิ่มขึ้นจริงแต่ไม่ได้มากมายอะไรแต่ที่เพิ่มขึ้นมาเยอะคือหน่วยที่ใช้ สิ่งที่ผมเห็นก่อนที่จะไปต่างจังหวัดคือ โทรศัพท์ชาร์จทั้งวันเต็มก็ถอดโทรศัพท์แต่ไม่ได้ถอดปลั๊กออกพัดลมบนห้องก็เปิดทิ้งไว้เดินไปคุยกับเพื่อนบ้านบอกแปปเดียวแต่ไปตอน 4 โมง กลับ ทุ่มหน่อย ๆ แปปมากครับ ห้องนางแอร์เย็นมากบอกปิดตอนตี 5 เดินผ่าน 10 โมงยังเย็นอยู่เลยครับ(ชั้นบนไม่มีคนอยู่นะครับนางอยู่คนเดียวเพราะครอบครัวผมอยู่ข้างล่างกับแม่ทั้งวัน)เดินไปหยิบหมอนให้ลูกเดินผ่านเท้าเย็นมากพอเราพูดก็บอกว่าเราคนเยอะกว่าถามว่า คน 4 คน กับคน 1 คน ที่ดูทีวี เปิดพัดลม(หรือเปิดแอร์) ชาร์จโทรศัพท์
แม่ ผม ลูกและแฟนดูทีวีข้างล่างพัดลมตัวเดียว กับนางที่ดูทีวีและเปิดพัดลม(หรือแอร์ไม่รุ้)บวกกับสายชาร์จที่เสียบกะหวังให้มันช็อตมั้งครับเพราะไม่เคยถอดเลยสักครั้งใครใช้เปลืองกว่ากันครับ
เวลามีญาติมาหาหรือไปคุยกับผู้ใหญ่ที่รู้จักนางมักจะพูดเสมอว่า อยากให้แม่สบายถึงได้มาซื้อบ้าน คือตอนเดินเรื่องคุณก็ไปเที่ยว
วันเซ็นต์สัญญาก็บอกไม่ว่างให้เอามาเซ็นต์ที่บ้านได้ไหม นี่เหรอที่คุณบอกว่าอยากให้แม่สบายหรือพูดเอาหน้าให้ดูดีก็ไม่รู้
แต่เคยมีวันนึงเราก็นึกขำในใจเพราะว่ามีคนโทรมาถามว่าตอนซื้อบ้านทำยังไง เงื่อนไขดอกเบี้ยแบบไหนดีกว่า ธนาคารไหนดีกว่า นางตอบไม่ได้ขำสิครับ
พูดดีมาตลอดเลยว่าเป็นคนทำเรื่องเหนื่อย อยากให้แม่สบายถึงได้มาซื้อบ้านให้อยู่พักบ้าง
ผมบางทีก็อึดอัดเพราะว่าพูดอะไรไปแม่ก็ให้ท้ายเพียงเพราะแกชอบบอกว่าเจ้มันทำอะไรไม่เป็นหรอกทิ้งมันก็ทำอะไรไม่ได้
อันนี้ผมก็เข้าใจครับ 30 กว่าแล้วทำงานธนาคารลาหยุดแบบไร้สาระลาได้ลาหยุดแบบจำเป็นลาไม่ได้ต้องให้ที่บ้านลาทำไปเพื่อ
ทุกวันนี้เราก็ยังอยู่แบบนี้กันครับ อยู่แบบผ่านไปวัน ๆ ไม่รู้จะทำยังไงกับคนแบบนี้พูดไปก็ไม่สำนึก
ถ้าคุณเป็นแบบผม อยากทราบครับว่าคุณจะทำยังไงครับ
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นนะครับ
มีใครเคยเจอคนแบบนี้มั่งไหมครับ อยากรู้ว่าเราต้องทำตัวยังไง
ผ่านไปเดือนกว่าผมหาบ้านได้ไม่ห่างจากบ้านเดิมมากนักพอเดินทางไปทำงานได้ไม่ลำบาก(ผมไม่มีรถต้องนั่งรถประจำทาง) ผมพาแม่ไปดูแม่โอเคเรียกพี่สาวไปดูบอกไม่ว่างติดงานพอวันหยุดกลับไปเที่ยวกับแฟนคืออันนี้ผมงงมากเวลาเรามีจำกัดทำไมไม่รีบมาทำให้เสร็จเอาแต่ตัวเองจนผมอยากจะกลับไปเอาที่แรกที่ผมดูแล้วโอเคผ่อนไหวแต่พอพูดไปแม่ก็บอกว่าแล้วพี่ล่ะ.....ผมก็ทำอะไรไม่ได้ในเมื่อแม่ห่วงพี่สาวผมก็คงต้องรอต่อไป
ผ่านไปอีกสามอาทิตย์ถึงจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาไปยื่นเอกสารกู้เพื่อซื้อบ้านอยู่วันนี้ไปกันครบครับเอาเอกสารที่ต้องใช้ไปยื่นให้กับเซลล์เพื่อยื่นธนาคาร
ผ่านไปอีกประมาณ5วันก็มีเจ้าหน้าที่ธนาคารติดต่อกลับมาซึ่งมี 2 ธนาคารให้เลือกเราก็ถามพี่สาวไปว่า"เฮ้ยเจ้แบงค์ไหนดีว่ะ ดอกเบี้ยต่างกันไหมอ่ะ" คำตอบที่ได้กลับมาคือ "จะไปรู้เรอะมันก็เหมือน ๆ กันนั่นแหละ" คือคำตอบแบบนี้มันเหมือนแบบว่า..... คือที่ถามไม่ใช่อะไรนะครับคิดว่าพี่สาวคงจะรู้เพราะทำงานธนาคารน่าจะคำนวนเรื่องดอกเบี้ยหรือดูผลประโยชน์ออกบ้างว่าธนาคารไหนดีกว่ากันก็นั่นแหละครับเรื่องก็จบลงและผ่านไปเราก็ต้องเป็นคนตัดสินใจเลือกเองว่าจะทำกับธนาคารไหน ซึ่งพอถึงวันเซ็นต์สัญญาปรากฎว่าไปกันไม่ครบเพราะพี่สาวติดงาน(งานอะไรไม่รู้ครับแต่ถ่ายรูปลง facebook ไปเล่นน้ำ) ผมกับแม่ต้องไปทำเรื่องที่หมู่บ้านเพราะนัดกับพนักงานธนาคารไว้ซึ่งเค้าก็บอกว่ายังไม่ครบธนาคารก็ยังไม่อนุมัติให้เราตามพี่สาวมาเซ็นต์ซึ่งถ้าว่างวันไหนให้เราโทรไปนัดเค้าเราก็กลับมาบ้าน พอพี่สาวกลับมาเราก็บอกว่าเนี่ยเจ้ต้องไปเซ็นต์นะขาดเจ้นี่แหละเลยยังไม่ผ่านคำตอบคือ "เอาเอกสารมาเซ็นต์ที่บ้านได้ไหมไม่สะดวกไป" งงเลยครับแล้วทำไมไปเที่ยวXXไปได้ว่ะผมก็เลยจบครับไม่ทำอะไรต่อคิดในใจว่าไม่ต้องผ่านนะเพราะดูแล้วอยู่กันคงไปไม่รอด
อีกสองอาทิตย์แบงค์ก็อนุมัติผ่านซึ่งได้เงินกู้ส่วนต่อเติมมาอีกนิดหน่อยเราก็เอาไว้ต่อเติมครัวกับทำหน้าบ้านซึ่งพอย้ายบ้านมาเราก็ต้องซื้อของเข้าบ้านใหม่หมดซึ่งของในบ้านผมก็ช่วยแม่ออกส่วนนึงเพราะแกไม่ได้มีรายได้มีแต่เงินเก็บตอนแกทำงานซึ่งพี่สาวก็ช็อปกระจายครับซื้อเตียงซื้อตู้เหมือนตัวเองออกเงินเองซะทุกอย่างแต่ตอนจ่ายเงินหายไปไหนไม่รู้ ซึ่งนิสัยนี้เป็นมานานแล้วครับแม่เค้าก็ไม่พูดอะไรเราก็กลัวแกไม่มีเงินใช้เลยถอนเงินมาหมดบัญชีมีเหลืออีกแค่ 2-3 หมื่นก็ให้แกเก็บไว้ผมยังทำงานหาได้อีก
ในที่สุดหลังจากตกแต่งบ้านเสร็จเอาเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้านครบแล้วเราก็ย้ายมาอยู่บ้านใหม่เดือนแรกเราก็อยู่กันแบบไม่มีอะไรครับถึงกำหนดจ่ายเราก็บอกให้พี่สาวเอาเงินมาเดี๋ยวเราเอาเงินไปเข้าบัญชีเองเพราะบัญชีที่ใช้หักเป็นบัญชีของผม ผมก็จ่ายอย่างนี้ไปได้สักปีกว่า ๆ ตอนนี้ครอบครัวผมใหญ่ขึ้นภาระมากขึ้นเพราะมีภรรยาและลูก เราอาจจะไม่มีเวลาเอาเงินไปเข้าให้เลยบอกให้เจ้โอนเงินเองผ่านไปสองปีปัญหาก็เกิดขึ้น
เงินในบัญชีที่ผมและภรรยาเก็บไว้ให้ลูกหายไปจากบัญชี(บัญชีนี้เป็นบัญชีที่ได้เงินอุดหนุนค่าเลี้ยงดูบุตรด้วยครับ) ผมช่วยกันเก็บเงินสองคนได้ตกเดือนละ 3,500 + เงินเลี้ยงดูบุตร 600 = เดือน ๆ นึงเราจะมีเงินเก็บในบัญชี 4,100.- ซึ่งค่าบ้านเราก็ไปฝากเข้าตรงทุกเดือนงงสิครับเลยไปขอ statement จากทางธนาคารมาเพื่อเช็คยอดเงินดูปรากฎว่าเงินที่ค่าบ้านที่เข้ามีแต่ยอดฝากเข้าแค่ยอดเดียวอีกยอดที่ต้องเป็นยอดโอนไม่มีเราก็กลับมาถามพี่สาวว่าไม่ได้โอนเงินค่าบ้านเหรอเกิดอะไรขึ้น นางก็ดราม่าเลยครับบอกว่าเห็นเจ้เป็นคนยังไงเจ้โอนทุกเดือน (แล้วทำไมใน statement ไม่มียอด tranfer ครับ)
มีการมาบอกว่าอันนี้ก็น้องอันนี้ก็หลานไม่โกงหรอก พอแม่เห็นร้องไห้แม่ก็ถามเราว่าเราลืมเข้าเองรึป่าวผมฟังแล้วก็อึ้งพูดไม่ออกโอเคเรื่องนี้จบไป
แต่เงินผมที่หายไปล่ะครับก็คงต้องตัดใจเก็บใหม่ให้กับลูกผมเองผมกับแฟนก็อยู่กันตามประสาครอบครัวครับอยู่ด้วยกันตลอดส่วนใหญ่จะอยู่กับแม่ไม่ค่อยทิ้งแกอยู่คนเดียวเวลาไปเที่ยวก็พาแกไปด้วยจนผมตัดสินใจซื้อรถมือสองเพราะว่าเงินเรามีไม่เยอะที่มีก็โดนโกงไปหมด
พอมาปีที่แล้ว ปี60 ช่วงสงกรานต์แม่อยากกลับบ้านเราก็โอเคผมก็พาแกกลับเอาลูกเอาแฟนไปด้วยพี่สาวบอกไปไม่ได้ต้องหาลูกค้า(คือธนาคารมันต้องหาลูกค้าตลอดเลยเหรอครับหรือว่าติดเที่ยวเฉย ๆ อันนี้คือผมไม่รู้จริง ๆ นะครับ) เราก็โอเคตัดภาระไปอีก 1 เพราะไปไหนเราก็ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากเค้าเลยอยู่แล้วน้ำมันก็จ่ายเองซ่อมก็ซ่อมเอง แต่ติดรถไปได้ทุกวัน
กลับจากต่างจังหวัดมาสิ้นเดือนบิลค่าไฟมาตกใจครับพุ่งขึ้นเกือบ 3,000 งงเลยครับรีบหาคำตอบด่วนทันทีเอาบิลของเก่ามาเทียบก็เห็นว่าต่อหน่วยเพิ่มขึ้นจริงแต่ไม่ได้มากมายอะไรแต่ที่เพิ่มขึ้นมาเยอะคือหน่วยที่ใช้ สิ่งที่ผมเห็นก่อนที่จะไปต่างจังหวัดคือ โทรศัพท์ชาร์จทั้งวันเต็มก็ถอดโทรศัพท์แต่ไม่ได้ถอดปลั๊กออกพัดลมบนห้องก็เปิดทิ้งไว้เดินไปคุยกับเพื่อนบ้านบอกแปปเดียวแต่ไปตอน 4 โมง กลับ ทุ่มหน่อย ๆ แปปมากครับ ห้องนางแอร์เย็นมากบอกปิดตอนตี 5 เดินผ่าน 10 โมงยังเย็นอยู่เลยครับ(ชั้นบนไม่มีคนอยู่นะครับนางอยู่คนเดียวเพราะครอบครัวผมอยู่ข้างล่างกับแม่ทั้งวัน)เดินไปหยิบหมอนให้ลูกเดินผ่านเท้าเย็นมากพอเราพูดก็บอกว่าเราคนเยอะกว่าถามว่า คน 4 คน กับคน 1 คน ที่ดูทีวี เปิดพัดลม(หรือเปิดแอร์) ชาร์จโทรศัพท์
แม่ ผม ลูกและแฟนดูทีวีข้างล่างพัดลมตัวเดียว กับนางที่ดูทีวีและเปิดพัดลม(หรือแอร์ไม่รุ้)บวกกับสายชาร์จที่เสียบกะหวังให้มันช็อตมั้งครับเพราะไม่เคยถอดเลยสักครั้งใครใช้เปลืองกว่ากันครับ
เวลามีญาติมาหาหรือไปคุยกับผู้ใหญ่ที่รู้จักนางมักจะพูดเสมอว่า อยากให้แม่สบายถึงได้มาซื้อบ้าน คือตอนเดินเรื่องคุณก็ไปเที่ยว
วันเซ็นต์สัญญาก็บอกไม่ว่างให้เอามาเซ็นต์ที่บ้านได้ไหม นี่เหรอที่คุณบอกว่าอยากให้แม่สบายหรือพูดเอาหน้าให้ดูดีก็ไม่รู้
แต่เคยมีวันนึงเราก็นึกขำในใจเพราะว่ามีคนโทรมาถามว่าตอนซื้อบ้านทำยังไง เงื่อนไขดอกเบี้ยแบบไหนดีกว่า ธนาคารไหนดีกว่า นางตอบไม่ได้ขำสิครับ
พูดดีมาตลอดเลยว่าเป็นคนทำเรื่องเหนื่อย อยากให้แม่สบายถึงได้มาซื้อบ้านให้อยู่พักบ้าง
ผมบางทีก็อึดอัดเพราะว่าพูดอะไรไปแม่ก็ให้ท้ายเพียงเพราะแกชอบบอกว่าเจ้มันทำอะไรไม่เป็นหรอกทิ้งมันก็ทำอะไรไม่ได้
อันนี้ผมก็เข้าใจครับ 30 กว่าแล้วทำงานธนาคารลาหยุดแบบไร้สาระลาได้ลาหยุดแบบจำเป็นลาไม่ได้ต้องให้ที่บ้านลาทำไปเพื่อ
ทุกวันนี้เราก็ยังอยู่แบบนี้กันครับ อยู่แบบผ่านไปวัน ๆ ไม่รู้จะทำยังไงกับคนแบบนี้พูดไปก็ไม่สำนึก
ถ้าคุณเป็นแบบผม อยากทราบครับว่าคุณจะทำยังไงครับ
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นนะครับ