ควรถามใครดี ควรถามอะไรบ้าง

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ตอนจบ ม.6 ผมได้สิทธิ์เลือกว่าจะทำงานหรือเรียนมหาลัย ซึ่งผมเลือกเรียนมหาลัยด้วยเหตุผลต่างๆนาๆ เช่น คนอื่นเค้าก็คงเรียนกันถ้าเราไม่มีที่เรียนคงแย่ แต่เหตุผลหลักเลยคือต้องการหนีงาน ผมเห็นมาตลอดว่าแม่ทำงานหนักและผมกลัวที่จะต้องทำงานหนักแบบแม่ ตั้งแต่เล็กพ่อแม่สอนผมมาตลอดด้วยสูตรตั้งใจเรียนๆให้สูงๆจบออกมาจะได้เป็นเจ้าคนนายคน และท้ายด้วยตัวอย่าง ดูอย่างพ่อกับแม่สิถ้าลูกเรียนมาน้อยก็ต้องลำบากแบบพ่อกับแม่นี่แหละ ในตอนนั้นผมเข้าใจไปเลยว่าถ้าผมไม่ได้ใบปริญญาชีวิตผมต้องแย่มากแน่ๆ ผมต้องเหนื่อยทำงานหนักมากๆๆๆ แต่มีเงินไม่พอกินพอใช้ ผมคงต้องอดตายถ้าไม่ได้ใบปริญญา แต่เอาจริงๆเหตุผลหลักก็คือการหนีงานอยู่ดีนะ สมัยเรียนมัธยมผมขายกับข้าวทุกวัน(ขายอย่างเดียวไม่ได้ทำส่วนอื่น) ซึ่งผมรู้สึกเหนื่อยมากพอบ่นออกมาแม่ก็จะบอกว่า โอ้ยทำแค่นี้ก็บ่นแล้วถ้าแกไปทำงานข้างนอกนะยิ่งกว่านี้อีก ผมก็มีคำถามในใจว่า เหยดจริงเหรอว่ะงานประจำข้างนอกยิ้มต้องโหดมากแน่ๆ งั้นคนอ่อนแอแบบกูถ้าออกจากบ้านไป ต้องอดตายแน่เลย แต่ยังย้ำว่าเหตุผลหลักในตอนนั้นคือกลัวต้องออกมาทำงานนะ มีอีก2เรื่องที่ผมคิดว่าควรจะบอกนะคือ ผมไม่มีความฝันไม่เคยฝันเลยว่าโตขึ้นมาอยากทำงานอะไรหรือมีชีวิตแบบไหนไม่เคยมองอนาคตจริงๆจังๆเลย และสุดท้ายคือผมติดเกม ในตอนที่จะจบ ม.6 ผมก็ได้ยินครูสอนเคมีบอกว่า วิศวโยธาเงินดีมาก และก่อนหน้านั้นผมก็ได้ยินน้าบอกว่าที่บริษัทที่น้าทำงานกำลังขาดวิศวคอมฯ สุดท้ายผมก็เลือก2อย่างที่ว่าแล้วก็ได้เรียนวิศวคอมฯ พอไปเรียนเทอมแรกผมก็พบเลยว่าผมไม่ได้ชอบเขียนโปรแกรมเลยเลขก็เรียนไม่รู้เรื่องเลย จากนั้นผมก็ดรอปทั้ง2วิชา สิ่งที่คิดได้ตอนนั้นคือผมจะเรียน8ปี แม่คงเลี้ยงผมสบายมากจริงๆ ผมคงอ่อนแอมากจริงๆ ในตอนนั้นผมคิดว่าแม่คงไม่ว่าอะไร ซึ่งคนปกติคงไม่คิดแบบนั้น(คนปกติคงไม่ดรอปด้วยซ้ำ) แม่คงตามใจผมมามากจริงๆ ก็เลยมีประเด็นเกิดขึ้นมาคือใครจะไปส่งแกเรียน 8 ปี ผมก็เลยตัดสินใจว่างั้นถ้าเกิน4ปีๆถัดจากนั้นผมจะออกค่าเทอมเอง หลังจากนั้นทุกช่วงปิดเทอมผมก็จะทำกับข้าวขาย ที่เคยทำมาก็มี ทอดมันหมู ปูจ๋า ล่าสุดก็ หมูแดดเดียวกับซี่โครงอบน้ำผึ้ง ในช่วงตอนผมขึ้นปีหนึ่งในตอนนั้นแม่ยังค้าขายกำไรดีอยู่ แม่ก็ผ่อนบ้านหลังนึงอยู่หลังตลาด แล้วก็เช่าแผงขายของที่ตลาดนั้นด้วย ต่อมาพ่อผู้ขี้เมาและหน้าโตก็อยากมีรถไปอวดชาวบ้านชาวช่อง แม่ก็ผ่อนรถอีก แถมแม่ยังผ่อนที่ดินอีกสองที่ด้วย(ผมไม่รู้ว่าระหว่างที่ดินกับรถอะไรมาก่อน)บอกว่าเป็นมรดกให้ลูกๆ บ้านหลังตลาดจะให้ผม ที่ดินอีกสองที่ให้พี่อีกสองคน(ผมลูกคนเล็กอะนะ) ตอนประมาณปี2ผมก็ได้รู้ว่าแม่ตั้งใจให้ผมผ่อนบ้านต่อหลังผมเรียนจบผมก็บ่นประมาณว่าทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้ แม่ก็บอกกลับมาว่าบอกแล้วแต่แกไม่เข้าใจเอง ผมบอกได้เลยว่าแม่ไม่ได้ตั้งใจบอก ถ้ามันเป็นอะไรที่แม่ตั้งใจบอกแม่จะพูดเกือบทุกวันจนผมรำคาญไปเลย ที่ผมบ่นเพราะแม่ผ่อนบ้านหลังนี้ตั้งแต่ผม ป.6 ประเด็นคือตอนเรียนมัธยมพี่คนกลางของผมอยากได้มอเตอร์ไซ แม่ก็หาอาชีพให้ทำแล้วก็ถามผมว่า A ก็ทำง่ายนะเบจะทำด้วยมั้ย ซึ่งถ้าผมรู้ตั้งแต่ตอนนั้นผมก็มีเวลาเก็บเงินอีกตั้งหลายปี(หมายถึงเก็บเงินล่วงหน้าอะนะ) เวลาผ่านไป B ก็ทำง่ายนะ C ก็ทำง่ายนะ แต่ผมไม่เคยสนใจจะทำมัน ผมไม่อยากได้เงินเพิ่มขึ้นที่ได้ไปโรงเรียนก็เหลือตลอด ไปโรงเรียนกลับบ้านขายของที่ตลาดกลับบ้าน ไปโรงเรียนกลับบ้านขายของที่ตลาดกลับบ้าน ไปโรงเรียนกลับบ้านขายของที่ตลาดกลับบ้าน ผมไม่เคยอยากไปเที่ยวที่ไหน มีแต่แม่พาไปนานๆครั้ง ผมไม่ชอบแต่งตัวไม่ชอบซื้อเสื้อผ้าจนหลายๆครั้งแม่ทนไม่ไหวซื้อมาให้แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาบ่นประโยคเดิมคือ ทำไมแต่งตัวแบบนี้ซื้อผ้าดีๆซื้อมาให้ตั้งเยอะแยะดูมันแต่งตัว...ไปเปลี่ยนเลยนะ ผมไม่รักสวยรักงาม นั่นทำให้หน้าตาผมดูมอมแมมจนแม่ทนไม่ไหวซื้อเครื่องสำอางมาให้ใช้ แต่สุดท้ายด้วยความขี้เกียจผมก็ทนใช้ได้แค่ไม่กี่วัน ด้วยนิสัยพวกนี้ตอนจบมัธยมต้นผมมีเงินเป็นหมื่นแค่จากเงินเก็บอย่างเดียวไม่ได้เอาไปลงทุนอะไรทั้งนั้น แต่แปลกผมกลับเชื่อว่าผมจะอดตายถ้าไม่ได้ใบปริญญา กลับมาที่การเรียนของผม อันที่จริงในตอนปีหนึ่งการซิ่วก็เป็นตัวเลือกที่ยอมรับได้ แต่ก็อย่างที่บอกอีกเหมือนกันคือผมไม่มีความฝันผมไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ดังนั้นถ้ามองที่ตัวเลือกซิ่วก็จะแบบ ถ้าซิ่วแล้วกูจะไปเรียนอะไรว่ะ ถ้าเลิกเรียนออกไปทำงานในตอนนั้นผมก็ยังกลัวการทำงานอยู่พ่อแม่ขู่เอาไว้เยอะ สุดท้ายก็เลยทู่ซี้เรียนต่อไป แต่ก็อย่างที่บอกอีกเหมือนกันผมไม่ได้อยากเรียนจริงๆแค่หนีการทำงานเท่านั้น สิ่งที่ผมทำก็คือลงวิชาช่วยไปมากมายและไม่ได้ใส่ใจกับวิชาคณะ เรียนไปเรื่อยๆพอสอบกลางภาคเสร็จก็ไปดรอปวิชาภาคหรือหลายๆครั้งก็ F มา ผมยังคงขายกับข้าวอยู่เรื่อยๆ(ตอนเปิดเทอมขายของแม่) แต่เวลานอกจากนั้นก็ดูหนังฟังเพลงดูการ์ตูนเล่นเกมฟังยูทูป

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นตอนนี้ผมเรียนปี 4 เทอม 1 ยังไม่จ่ายค่าเทอม ผมไม่เชื่ออีกต่อไปแล้วว่าผมจะอดตายถ้าไม่ได้ปริญญา ผมรู้ว่าเราสามารถคุยกับธนาคารเพื่อขอลดเงินที่ต้องส่งต่องวดในระยะเวลาหนึ่งได้ ผมรู้ว่าถ้าเปลี่ยนชื่อคนส่งค่าบ้านเป็นผมจะมีโอกาสยืดระยะเวลาผ่อนได้ซึ่งค่าผ่อนต่อเดือนจะลดลง หรือถ้าวิธีการด้านบนไม่เวิร์ค ผมรู้ว่าเราสามารถขายบ้านได้ แม้จะยังผ่อนไม่หมด สิ่งที่เกิดต่อมาคือผมบอกกับแม่ว่าผมไม่อยากเรียนอีกต่อไปแล้ว
ผมคิดว่าแม่ของผมขี้บ่น แต่หลังๆมานี้เศรษฐกิจไม่ดีแม่ก็บ่นหนักเลย ผมคิดหลายครั้งว่าออกมาเป็นทหารดีมั้ย(ไม่ได้อยากเป็นนะแต่ลืมไปรายงานตัว)
และมีบางครั้งผมถามว่าให้ลาออกมั้ย ที่แม่บอกกลับมาคือ ไหนว่าจะเรียนให้จบแค่เรียนแค่นี้ยังไม่ได้ทำอะไรก็ไม่รอดหรอก
เรื่องต่อไปนี้อาจจะฟังดูงี่เง่ามากๆแต่ผมก็จะเล่าอยู่ดี วันนี้(24ส.ค.61)เมื่อกลางวันตอนที่พี่กับแม่ทำงานอยู่ ไม่รู้ว่ามันเริ่มต้นขึ้นได้ยังไงแต่พี่กับแม่ทะเลาะกัน พี่บอกว่าทำความสะอาดบ้านทีไรก็มีแต่คนทำรก(น่าจะประมาณนี้) แม่ก็บอกกลับมาว่าพี่เองก็ไม่ได้ทำสะอาดมากมาย เถียงกันไปเถียงกันมา สุดท้ายที่ผมจำได้คือ แม่บอกว่าทำงานตั้งมากตั้งมายไม่มีเวลาทำความสะอาดบ้าน ได้ยินประโยคนี้ความคิดนึงก็ที่แวบเข้ามาในหัวผมเลยคือ เงินอีกแล้วเหรอว่ะ
ผมก็ถามแม่ไปรู้มั้ยถึงบ้านยังผ่อนไม่หมดก็ขายได้ สุดท้ายก็เข้าสูตรเดิมแม่ตั้งใจจะกอดหนี้ทุกก้อนไว้ ผมก็เลยถามงั้นให้เบออกมาทำงานมั้ย ที่แม่ตอบคือ ไม่เรียนและ? ไม่อยากเรียนแล้วเหรอ ผมตอบใช่ไม่อยากเรียนแล้ว แม่ได้ยินก็เข้าไปบอกพี่ส่วนผมก็แบ่งแกงต่อ(แบ่งแกงที่ต้มใส่ถาดไปขายอีกส่วนนึงใส่ถุงไว้เติม) ซักพักพี่ก็ออกมาถาม ทำไมถึงจะเลิกเรียน ผมก็บอกไปตามไอ้ความคิดที่แวบเข้ามาตอนนั้นคือถ้าผมมาทำงานแม่ก็ควรจะมีภาระหนี้น้อยลงและควรจะมีเวลาเพิ่มขึ้น พี่ก็บอกว่าเหตุผลนั้นมันไม่ okay แต่สุดท้ายคือพี่แนะนำให้ไปหาจิตแพทย์บอกศรีธัญญาใกล้ๆ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ดังนั้นคำถามของผมก็คือผมควรปรึกษาจิตแพทย์จริงๆใช่มั้ย ถ้าใช่ต้องไปที่แผนกไหน แล้วผมควรถามอะไรบ้างเพื่อให้รู้ว่าผมไม่อยากเรียนแล้วจริงๆมั้ยและรู้ว่าผมควรเลิกเรียนหรือป่าว หรือถ้าคนที่ต้องปรึกษาไม่ใช่จิตแพทย์ ผมควรปรึกษาใครและควร ถามอะไรบ้างเพื่อให้รู้ว่าผมไม่อยากเรียนแล้วจริงๆมั้ยและรู้ว่าผมควรเลิกเรียนหรือป่าว

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ต่อไปนี้คือเหตุผลของแม่และแม่ค้าร้านข้างๆ
แม่อยู่กับเบไม่นาน(ตาย) คนอื่นอยากเรียนไม่ได้เรียน  คนอื่นพยายาม แต่เบไม่พยายาม มีโอกาสแต่ไม่คว้า แม่โรคเยอะ แม่ตายเบทำงานไม่ได้(น่าจะหมายถึงทำได้ไม่เท่าแม่) มีลูกเมียเอาตัวรอดไม่ได้ เสียดายเวลา อนาคตของเบ(น่าจะหมายถึงถ้าเรียนจบแล้วจะมีอนาคตที่ดีกว่า) มีความรู้ประดับไว้ก็ไม่เสียหาย มีทางเลือกเพิ่ม(น่าจะหมายถึงการงานอาชีพ)

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

นี่คือความคิดของผม
1.แม่อยู่กับเบไม่นาน(ตาย) แม่โรคเยอะ แม่ตายเบทำงานไม่ได้(น่าจะหมายถึงทำได้ไม่เท่าแม่)
ผมไม่จำเป็นต้องทำได้เท่าแม่เพราะหนี้ผมไม่ได้เยอะเท่าแม่
2.คนอื่นอยากเรียนไม่ได้เรียน  คนอื่นพยายาม แต่เบไม่พยายาม มีโอกาสแต่ไม่คว้า
เรื่องของคนอื่น
3.มีลูกเมียเอาตัวรอดไม่ได้
ทำไมถึงชอบจินตนาการกรณีที่เลวร้ายที่สุด ถ้าคิดแบบนี้ต่อให้รวยแค่ไหนชีวิตก็เจ็บปวดอยู่ดี คืออะไรทำไมเอาตัวรอดไม่ได้ หน้าตาแบบนี้นิสัยแบบนี้ผู้หญิงที่ไหนจะเอา เมียกูพิการเหรอทำไมปล่อยให้กูหาเงินอยู่คนเดียวงง
4.มีทางเลือกเพิ่ม(น่าจะหมายถึงการงานอาชีพ)
จริงเหรอ ตอนนี้ถ้าเกิดว่าผมลงเต็มหน่วยกิจทุกเทอมและไม่ F เลยจะจบตอนปี 6 ซึ่งผมไม่เชื่อว่าตัวเองจะทำได้ยังไงก็คง 7-8 ปี
หรือต่อให้ผมจบปี 6 จริงๆแล้วหน่วยงานไหนจะรับเข้าทำงานเหรอ เค้าก็มองผมเป็นคนไร้สักยถาพคนนึงรึป่าว มันมีทางเลือกมากกว่าจริงๆเหรอ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่