แนวทางของสมอง
คนเรามีประสิทธิภาพทางสมองแตกต่างกันไป หลายคนจำในรอบเดียว หลายคนจำเฉพาะความสนใจจดจ่อในสิ่งนั้น คุกกี้น่าจะเป็นอย่างหลัง
แต่ถ้ารับน้อยแล้วชีวิตรอด คะแนนดี ไม่ต้องรับครับ ยกเว้นนิติศาสตร์เป็นแนวที่ไม่ค่อยท่องคงจะไม่ใช่
การใช้พลังของคนที่รับเข้าต่ำ ลองเริ่มแนวทางต่อไปนี้
1.อาหารที่เป็นประโยชน์ จากการศึกษาคุกกี้ว่าใครมีเงินซื้อข้าวเติมพลังหน่อยจะได้มีแรงเรียนรู้ อาหารนั้นตามนิยายนักสืบ ใช้กิน กินเยอะ แต่แน่นพุงนี่ไม่ใช่นะ ผลเสียเลย ไม่แนะนำเรื่องค่านิยมที่นักสืบสูบบุหรี่ที่มีผลทางลบต่อสมอง อาหารการกินเช่น หวานๆ แต่ไม่มากเกินเป็นโรคเบาหวาน ตามท้องตลาดคุกกี้ก็ซื้อชอคโกแลต น้ำอัดลม เอ็มร้อย
ใครเคยดื่มกาแฟ ช่วยได้ครับ เอาปริมาณพอเหมาะไม่มากเกิน คาเฟอิน 50-200มิลลิกรัมมีประโยชน์
อาหารไม่ใช่หวานเยอะ เราต้องรับประโยชน์ครบห้าหมู่ ถ้าสุขภาพด้านอื่นก็ไปออกกำลังกาย และร่างกายได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ
2.กระตุ้นสมองให้ใช้บ่อย แต่ถ้าใช้ในทางไร้สาระจนสมองแล่นต้องลบๆเรื่องราวนั้น ใครที่เอาสมองซีกเดียวทำงานและไม่พัก ส่งผลให้กับสติ ภาษาไม่รู้เรื่องได้ โดยส่วนตัวตอนเด็กคุกกี้ก็เรียนสูงมาก่อนแต่เป็นคนขี้เกียจ ไปไร้สาระมาก เช่น เอาแต่ฟังเพลง ให้สมองมีเพลง
3.เทคนิกเห็นภาพในการทำความเข้าใจ อย่างเช่นถ้าใครไม่อยากสับสนว่า เมล็ดหรือเมล็ดอ่อนของแตงกวาอย่างไหนเพิ่มความจำ เราจำเมล็ดอ่อนโดยมีรูปภาพเด็กทารกแทรกไว้ทำความเข้าใจ ทางฝรั่งถ้ามีโอกาสลืมชื่อโรเบิร์ต เขาก็เอาภาพหุ่น(โรบอต ออ นึกโรเบิร์ตออก)
4.ระบบประสาทต้องเอื้ออำนวย บางคนมีปัญหาสายตาเข้ามาส่งผลต่อกระบวนการรับรู้ บางคนหาเทคนิกแก้ไขปัญหาให้ตัวเอง
5.สุขภาพจิตใจรักการเรียนรู้ มีบางคนถามพ่อแม่ ทำไมผมบอกอะไรเยอะได้บางครั้ง หรือใครที่มีสมาธิสั้นจะบอกว่า ทำไมผมไม่รู้เลย พ่อแม่ก็บอกว่า ใจต้องได้ อ่านมากขึ้น ฟังมากขึ้น ธรรมชาติสร้างคนมาให้รับโดยอ่านมากกว่าหนึ่งครั้ง
6.หลีกเลี่ยงสารอบายมุข
ครับ นี่ก็เป็นแนวทางให้พวกคุณได้ทราบถึงประสิทธิภาพ ปลดลอคศักยภาพที่อยู่ในตัวคุณออกมา คุณก็จะสามารถใช้สมองทำงานได้มีประสิทธิภาพ
เปลี่ยนความกลัวเป็นสร้างคุณค่าให้ตนเอง
มนุษย์ไม่ได้เกิดมาสมบูรณ์แบบดั่งเทวดา ไม่ได้พูดทุกภาษาในโลกได้ก็เรื่องปกติจริงทีเดียว
มีเคสนึงได้รับความกดดันจากสังคม ใครไม่น่าไว้ใจก็อยากค้นหาความคิด มีใครทำแบบนี้ครับ เอาเป็นว่าถ้าคุณลองเปลี่ยนกระบวนการคิดจากกลัวสังคมเป็นสร้างคุณค่าตนในห้องเงียบๆ คนเดียว บรรยากาศไม่ต้องมืดสลัวให้กลัวผี นกร้องเพลงสักหน่อย ถ้าต่างจังหวัดก็มีเสียงทะเลละเลงคลื่น อากาศก็ดี มีคนเขาสอนผมมาเรื่องนี้ว่า สร้างค่าและปรับเปลี่ยนบางอย่าง มุมมองโลกก็เปลี่ยน พร้อมออกไปเผชิญข้างนอก
ใครกลัวคน ส่งผลเรื่องทำงานเลย อาจจะไม่ทนและเปลี่ยนงานบ่อย
ใครมีคนว่า เรารับเป็นแนวทางเรียนรู้ข้อผิดพลาด แต่ถ้าคนว่ามันไม่ปกติมันทำผิด ต้องปรึกษากับกลุ่มใช้มติร่วมถึงการตัดสินใจว่าหมอนั่นไม่ถูกจริง เจ้านายทำแบบนี้แน่ะ เธอ เออแบบนี้เราต้องร่วมกัน บลาๆ
กลุ่มคนที่เราไว้วางใจเป็นมิตรแก่กันให้ปรึกษา ไม่จำเป็นต้องเป็นหมื่นพัน ถ้าระบายได้แล้วไม่เห็นหนทาง ผู้เชี่ยวชาญทางการแก้ปัญหานี้รอคุณอยู่
อย่างคุกกี้ตอนนี้ถ้าวิตกมาก การเป็นสาธารณชนอย่างรายการทีวีจะมีแต่คนที่เป็นอย่างนั้นเลยหรือไม่ คุกกี้อาจจะหลบไปเบื้องหลัง ถ้าบทบาทดีแต่คนไม่ดูคุกกี้แอนตีอะไร คุกกี้เขียนบทให้พืธีกรที่เหมาะสมกว่า นำเสนอสิ่งที่คนไม่เห็นคุกกี้
แต่ถ้าหนีเมื่อวิตกกับเรื่องคน คำถามมันก็ เราจะเอาอะไรกับคนนับพันล้าน คุกกี้เสนอตัวออกมาดำเนินงานอย่างกล้าหาญ เพราะเราต้องเห็นคุณค่าตัวเอง
คุกกี้ก็ไม่สมบูรณ์แบบเหมือนกับคนปกติ บางทีก็ยังหน้าหม้อชอบสอนความรู้ให้กับสาวๆ คิดไปเองว่ามีคนสนิท คิดเองว่าสาวชอบพอเป็นแฟน บางทีก็ไม่มีเพื่อน แต่เมื่อพบจุดตกอับ ต่างคนมีแนวทางที่ต่างไป ทำไมคุกกี้เป็นคล้ายออทิสติกแต่ตอนนี้สอนคนขนาดนี้
คุกกี้ต้องพิเศษกว่าคนอื่นสินะ คงไม่ใช่หรอกครับ ผ่านบทเรียนชีวิตแล้วไม่มัวแต่จมทุกข์ ปัญหาชีวิตคุกกี้มีเหมือนคนธรรมดาแสนธรรมดาทั่วไปใครไม่อยู่ร่วมสังคม เสี่ยงปัญหาอย่างอื่น ไม่ว่าจะเหงามาก เหงาจนเป็นโรคซึมเศร้า จะเปลี่ยนตัวเองให้เสียสติเพื่อไม่รับรู้มันไปเลย เฮเฮ ...ตายแล้วไม่รู้ตัวเลย
ใครคิดว่าเราล้มเหลวเพราะเขาบอก จะไปทางไหน ระหว่าง เขาเก่งกว่าเราเหลือเกิน กับ ขอบคุณที่บอกถ้าเราเอาเขาเก่ง เราด้อย น้อยใจไปนั้นเราจะมีโอกาสด้อยให้ทุกคนด้วยและมันติดตัวไปตลอด เมื่อความไม่สมบูรณ์แบบเป็นทุกคน คนที่บอกว่าเรา เขาไม่ใช่เทวดาแต่รู้จักช่วยเล็กๆน้อยๆ
ใครมาจากชีวิตไม่พูดจาดี ก็คือ เขามีชีวิตผ่านพบเรื่องไม่ดี หรือเราจะเป็นเขาแล้วหรือไม่?
ก็ลองเปลี่ยนแปลงดูนะครับ เรากล้าเปลี่ยนให้ตัวเองมีดี
จากจุดเริ่มแรกๆมาดี ช่วงหลังเขียนยังไงอยู่ นี่คือบทความคุกกี้
ขอบคุณความรู้ส่วนหนึ่งจากหนังสือ ไปใช้ชีวิตซะของพี่ป๊อบ
แนวทางสมองของผู้รับเข้าน้อย + เปลี่ยนความกลัวผู้คนเป็นคุณค่าให้ตนเอง
คนเรามีประสิทธิภาพทางสมองแตกต่างกันไป หลายคนจำในรอบเดียว หลายคนจำเฉพาะความสนใจจดจ่อในสิ่งนั้น คุกกี้น่าจะเป็นอย่างหลัง
แต่ถ้ารับน้อยแล้วชีวิตรอด คะแนนดี ไม่ต้องรับครับ ยกเว้นนิติศาสตร์เป็นแนวที่ไม่ค่อยท่องคงจะไม่ใช่
การใช้พลังของคนที่รับเข้าต่ำ ลองเริ่มแนวทางต่อไปนี้
1.อาหารที่เป็นประโยชน์ จากการศึกษาคุกกี้ว่าใครมีเงินซื้อข้าวเติมพลังหน่อยจะได้มีแรงเรียนรู้ อาหารนั้นตามนิยายนักสืบ ใช้กิน กินเยอะ แต่แน่นพุงนี่ไม่ใช่นะ ผลเสียเลย ไม่แนะนำเรื่องค่านิยมที่นักสืบสูบบุหรี่ที่มีผลทางลบต่อสมอง อาหารการกินเช่น หวานๆ แต่ไม่มากเกินเป็นโรคเบาหวาน ตามท้องตลาดคุกกี้ก็ซื้อชอคโกแลต น้ำอัดลม เอ็มร้อย
ใครเคยดื่มกาแฟ ช่วยได้ครับ เอาปริมาณพอเหมาะไม่มากเกิน คาเฟอิน 50-200มิลลิกรัมมีประโยชน์
อาหารไม่ใช่หวานเยอะ เราต้องรับประโยชน์ครบห้าหมู่ ถ้าสุขภาพด้านอื่นก็ไปออกกำลังกาย และร่างกายได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ
2.กระตุ้นสมองให้ใช้บ่อย แต่ถ้าใช้ในทางไร้สาระจนสมองแล่นต้องลบๆเรื่องราวนั้น ใครที่เอาสมองซีกเดียวทำงานและไม่พัก ส่งผลให้กับสติ ภาษาไม่รู้เรื่องได้ โดยส่วนตัวตอนเด็กคุกกี้ก็เรียนสูงมาก่อนแต่เป็นคนขี้เกียจ ไปไร้สาระมาก เช่น เอาแต่ฟังเพลง ให้สมองมีเพลง
3.เทคนิกเห็นภาพในการทำความเข้าใจ อย่างเช่นถ้าใครไม่อยากสับสนว่า เมล็ดหรือเมล็ดอ่อนของแตงกวาอย่างไหนเพิ่มความจำ เราจำเมล็ดอ่อนโดยมีรูปภาพเด็กทารกแทรกไว้ทำความเข้าใจ ทางฝรั่งถ้ามีโอกาสลืมชื่อโรเบิร์ต เขาก็เอาภาพหุ่น(โรบอต ออ นึกโรเบิร์ตออก)
4.ระบบประสาทต้องเอื้ออำนวย บางคนมีปัญหาสายตาเข้ามาส่งผลต่อกระบวนการรับรู้ บางคนหาเทคนิกแก้ไขปัญหาให้ตัวเอง
5.สุขภาพจิตใจรักการเรียนรู้ มีบางคนถามพ่อแม่ ทำไมผมบอกอะไรเยอะได้บางครั้ง หรือใครที่มีสมาธิสั้นจะบอกว่า ทำไมผมไม่รู้เลย พ่อแม่ก็บอกว่า ใจต้องได้ อ่านมากขึ้น ฟังมากขึ้น ธรรมชาติสร้างคนมาให้รับโดยอ่านมากกว่าหนึ่งครั้ง
6.หลีกเลี่ยงสารอบายมุข
ครับ นี่ก็เป็นแนวทางให้พวกคุณได้ทราบถึงประสิทธิภาพ ปลดลอคศักยภาพที่อยู่ในตัวคุณออกมา คุณก็จะสามารถใช้สมองทำงานได้มีประสิทธิภาพ
เปลี่ยนความกลัวเป็นสร้างคุณค่าให้ตนเอง
มนุษย์ไม่ได้เกิดมาสมบูรณ์แบบดั่งเทวดา ไม่ได้พูดทุกภาษาในโลกได้ก็เรื่องปกติจริงทีเดียว
มีเคสนึงได้รับความกดดันจากสังคม ใครไม่น่าไว้ใจก็อยากค้นหาความคิด มีใครทำแบบนี้ครับ เอาเป็นว่าถ้าคุณลองเปลี่ยนกระบวนการคิดจากกลัวสังคมเป็นสร้างคุณค่าตนในห้องเงียบๆ คนเดียว บรรยากาศไม่ต้องมืดสลัวให้กลัวผี นกร้องเพลงสักหน่อย ถ้าต่างจังหวัดก็มีเสียงทะเลละเลงคลื่น อากาศก็ดี มีคนเขาสอนผมมาเรื่องนี้ว่า สร้างค่าและปรับเปลี่ยนบางอย่าง มุมมองโลกก็เปลี่ยน พร้อมออกไปเผชิญข้างนอก
ใครกลัวคน ส่งผลเรื่องทำงานเลย อาจจะไม่ทนและเปลี่ยนงานบ่อย
ใครมีคนว่า เรารับเป็นแนวทางเรียนรู้ข้อผิดพลาด แต่ถ้าคนว่ามันไม่ปกติมันทำผิด ต้องปรึกษากับกลุ่มใช้มติร่วมถึงการตัดสินใจว่าหมอนั่นไม่ถูกจริง เจ้านายทำแบบนี้แน่ะ เธอ เออแบบนี้เราต้องร่วมกัน บลาๆ
กลุ่มคนที่เราไว้วางใจเป็นมิตรแก่กันให้ปรึกษา ไม่จำเป็นต้องเป็นหมื่นพัน ถ้าระบายได้แล้วไม่เห็นหนทาง ผู้เชี่ยวชาญทางการแก้ปัญหานี้รอคุณอยู่
อย่างคุกกี้ตอนนี้ถ้าวิตกมาก การเป็นสาธารณชนอย่างรายการทีวีจะมีแต่คนที่เป็นอย่างนั้นเลยหรือไม่ คุกกี้อาจจะหลบไปเบื้องหลัง ถ้าบทบาทดีแต่คนไม่ดูคุกกี้แอนตีอะไร คุกกี้เขียนบทให้พืธีกรที่เหมาะสมกว่า นำเสนอสิ่งที่คนไม่เห็นคุกกี้
แต่ถ้าหนีเมื่อวิตกกับเรื่องคน คำถามมันก็ เราจะเอาอะไรกับคนนับพันล้าน คุกกี้เสนอตัวออกมาดำเนินงานอย่างกล้าหาญ เพราะเราต้องเห็นคุณค่าตัวเอง
คุกกี้ก็ไม่สมบูรณ์แบบเหมือนกับคนปกติ บางทีก็ยังหน้าหม้อชอบสอนความรู้ให้กับสาวๆ คิดไปเองว่ามีคนสนิท คิดเองว่าสาวชอบพอเป็นแฟน บางทีก็ไม่มีเพื่อน แต่เมื่อพบจุดตกอับ ต่างคนมีแนวทางที่ต่างไป ทำไมคุกกี้เป็นคล้ายออทิสติกแต่ตอนนี้สอนคนขนาดนี้
คุกกี้ต้องพิเศษกว่าคนอื่นสินะ คงไม่ใช่หรอกครับ ผ่านบทเรียนชีวิตแล้วไม่มัวแต่จมทุกข์ ปัญหาชีวิตคุกกี้มีเหมือนคนธรรมดาแสนธรรมดาทั่วไปใครไม่อยู่ร่วมสังคม เสี่ยงปัญหาอย่างอื่น ไม่ว่าจะเหงามาก เหงาจนเป็นโรคซึมเศร้า จะเปลี่ยนตัวเองให้เสียสติเพื่อไม่รับรู้มันไปเลย เฮเฮ ...ตายแล้วไม่รู้ตัวเลย
ใครคิดว่าเราล้มเหลวเพราะเขาบอก จะไปทางไหน ระหว่าง เขาเก่งกว่าเราเหลือเกิน กับ ขอบคุณที่บอกถ้าเราเอาเขาเก่ง เราด้อย น้อยใจไปนั้นเราจะมีโอกาสด้อยให้ทุกคนด้วยและมันติดตัวไปตลอด เมื่อความไม่สมบูรณ์แบบเป็นทุกคน คนที่บอกว่าเรา เขาไม่ใช่เทวดาแต่รู้จักช่วยเล็กๆน้อยๆ
ใครมาจากชีวิตไม่พูดจาดี ก็คือ เขามีชีวิตผ่านพบเรื่องไม่ดี หรือเราจะเป็นเขาแล้วหรือไม่?
ก็ลองเปลี่ยนแปลงดูนะครับ เรากล้าเปลี่ยนให้ตัวเองมีดี
จากจุดเริ่มแรกๆมาดี ช่วงหลังเขียนยังไงอยู่ นี่คือบทความคุกกี้
ขอบคุณความรู้ส่วนหนึ่งจากหนังสือ ไปใช้ชีวิตซะของพี่ป๊อบ