ทำไมอักษรไทนถึงแยกเป็น สูง กลางต่ำ

เคยเห็นคลิปที่ฝรั่งพูดว่าอักษรไทยเป็นอักษรที่ซับซ้อน ผิดจากตรรกะพื้นฐาน
คืออักษรสูงบางตัวเกิดขึ้นเพราะการที่ภาษาไทยไม่สามารถออกเสียงโฆษะได้จึงทำให้เป็นอักษรสูง
อย่างเช่น อักษรที่ออกเสียง ท. มี6ตัว ท. ฑ.  ฐ. ฒ. ธ. ถ. โดยที่ในภาษาบาลีและสันสกฤต ทั้ง6ตัวนี้มีเสียงที่ไม่เหมือรกัน
โดยที่อักษรสูง  ฐ ถ เป็นเสียงคล้าย ท. ที่ออกเสียงแบบโฆษะ
และอักษรต่ำ ท. ฑ. ฒ. ธ. เป็นอักษรที่ออกเสียงอโฆษะ
แล้วทำไมต้องเป็นเสียงต่ำ และอักษรสูงตัวอื่นๆเกิดขึ้นได้อย่างไร
ขอบคุณครับ
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 2
อักษรไทยเป็นระบบการเขียนที่มีวรรณยุกต์ครับ ความเป็นมายาวนานซับซ้อนพอสมควร จะค่อยๆเล่าให้ฟังเป็น step นะครับ ค่อยๆตามมากันนะ

มาที่ต้นกำเนิด ห- นำ

ก่อนจะเริ่มต้องทวนพื้นฐานก่อน

ทำไมอักษรบางตัวต้องมี ห-นำ? เหตุผลคือ เพื่อให้อักษรต่ำที่ไม่มีคู่อักษรสูงผันได้ครบ 5 เสียง

อย่าเพิ่งงง ดูนี่ก่อนครับ

อักษรต่ำบางตัวจะมีอักษรสูง เป็นคู่กันอยู่

เช่น ข/ค , ผ/พ , ฉ/ช

ขา,ข่า,ข้า / คา,ค่า,ค้า จับคู่แบบนี้ทำให้เสียง kh ผันได้ครบ 5 เสียงวรรณยุกต์ โดยมีเสียงซ้ำต่างรูปคือ ข้า=ค่า

แต่บางตัวไม่มีคู่ครับ

เช่น ย/น/ร/ล/ว ---> พวกนี้ต้องเอา ห- มาช่วยเพื่อให้ผันครบ 5 เสียง

นา,น่า,น้า / หนา,หน่า,หน้า

ได้แล้ว! ครบวรรณยุกต์ 5 เสียง

แต่ถามว่า "ทำไมต้องใช้ ห- " อะไรคือเหตุผล? มันพิเศษยังไงไอ้ตัว ห- เนี้ย

ต้องย้อนเวลากันสักหน่อย.....

สมัยก่อนการแบ่งอักษรเป็น 3 กลุ่ม (ที่ปัจจุบันเรียกว่า อักษรกลาง สูง ต่ำ)  "ไม่ได้" เป็นตัวแบ่งการผันเสียงวรรณยุกต์ครับ

ต้นกำเนิดคือ....

เป็นแบ่งกลุ่มการออกเสียง
อักษรไม่มีลม
อักษรมีลม
อักษรมีลมเยอะ(มาก)

ตัวอย่าง
เสียงลมน้อย เช่น ก.  (ปัจจุบันคืออักษรกลาง)
เสียงมีลม เช่น ค. (ปัจจุบันคืออักษรต่ำ)
เสียงลมเยอะ เช่น ข. (ปัจจุบันคืออักษรสูง)

(อันนี้คือเสียงโบราณนะครับ ปัจจุบันคือ ข = ค ออกเสียงเหมือนกันคือมีลมเท่ากัน)

ฉะนั้นการเติม ห- ในสมัยก่อนจึงเป็นการ "เพิ่มลม"  ในการออกเสียงตัวนั้นๆครับ

หน- / หย- / หม- จึงเข้ากลุ่มเดียวกับ พวกเสียงมีลมเยอะ (ปัจจุบันเรียกว่าอักษรสูง)

อย่าเพิ่มมึนครับ จะสรุปให้ฟัง

น- vs หน-
ม- vs หม-

ฉะนั้นสมัยก่อน น่า กับ หน้า จึงออกเสียง "ต่างกัน" ครับ คือ น่า ลมน้อยกว่า หน้า

ส่วนเสียงอื่นที่มีคู่ของมันไม่จำเป็นต้องใช้ ห เช่น

ข- vs ค-
ส- vs ซ-

ฉะนั้นสมัยก่อน ข้า กับ ค่า จึงออกเสียงต่างกันคับ คือ ข้า ลมเยอะ ส่วน ค่า แค่มีลมเฉยๆ

นี่คือต้นกำเนิดของ ห- นำครับ

เข้าใจส่วนนี้อ่านต่อ ยังไม่เข้าใจพักก่อน แล้วค่อยอ่านต่อก็ได้ครับ555

ต่อมา....
"การใส่วรรณยุกต์สมัยโบราณ"
สมัยก่อนยังไม่มีกฏการผันวรรณยุกต์ครับ ว่าใส่ใส่ไม้เอกจะเป็นเสียงวรรณยุกต์นี้ ใส่ไม้โท จะเป็นเสียงวรรณยุกต์นั้น

อ้าวแล้วใส่เพื่อ?????

คำตอบ.-
ใส่เพื่อบอก "ลำดับการใช้บ่อย" ของคำที่สะกดแบบเดียวกันครับ เช่น

ขา ใช้บ่อยกว่า ข่า และ ข้า มีการใช้น้อยที่สุด
คา - ค่า - ค้า คือลำดับการใช้บ่อยเท่านั้นครับ ไม่ได้แทนเสียงวรรณยุกต์อย่างแท้จริง

(มาทำความเข้าใจตรงนี้ก่อน บางคนอาจแย้งว่า ข้า น่าจะใช้มากกว่า ข่า ไม่ใช่เหรอ???? - - คืองี้นะครับ สมัยก่อนสำเนียงวรรณยุกต์ต่างๆไม่เหมือนสมัยนี้ เขียนว่า ข่า อาจแปลว่า ขา leg ในปัจจุบันก็ได้ครับ)

เกิดอะไรขึ้นกับระบบนี้ -- เข้าใจว่าน่าจะทำให้สับสนพอสมควร เพราะต้องจำว่า ขา กับ ข้า ตัวไหนแปลว่า leg ตัวไหนแบบว่า ข้าแบบข้าทาส กันน้าาาา เพราะไม่ได้บอกเสียงวรรณยุกต์ แล้วคำ leg กับ ข้าทาสอันไหนใช้บ่อยกว่าล่ะ (บางทีตอนอ่านก็คงจะมีงงๆ)

เอาล่ะ!!! เปลี่ยนดีกว่า!! ทำการผันให้อ่านง่ายขึ้นละกัน!!

จากไม้เอกโทตรีจัตวา ที่ใช้แทนความบ่อยในการใช้ เอามาบอกเสียงวรรณยุกต์เลยล่ะกัน!!!

ปัญหาคงไม่เกิดครับ ถ้าท่านนักปราชญ์ที่คิดเปลี่ยน สร้างกฏอย่างตรงไปตรงมาว่า

ไม่ใส่วรรณยุกต์ = เสียงสามัญ
ใส่ไม้เอก = เสียงเอก
ใส่ไม้โท = เสียงโท
ใส่ไม้ตรี = เสียงตรี
ใส่ไม้จัตวา = เสียงจัตวา

แต่ท่านเหล่านั้นสร้างกฏไตรยางค์แบ่งการผันวรรณยุกต์ตามกลุ่มทั้งสามที่เคยว่าไว้ครับโดยอ้างอิงจากการใส่วรรณยุกต์ตามความบ่อยแบบเดิมบ้างได้เป็นกฏว่า

อักษรไม่มีลมมีคำใช้เยอะ เช่น ปาป่าป้าป๊าป๋า มีความหมายทุกคำ เป็นอักษรชุดที่มีวรรณยุกต์ครบ คือ เอก-โท-ตรี-จัตวา = พัฒนาเป็น "อักษรกลาง"

อักษรมีลม และอักษรลมเยอะ มีใช้คำไม่เยอะ เช่น คา ค่า ค้า / ขา ข่า ข้า มีแค่นี้ จึงผันได้แค่ 3 เสียง คือ สามัญ เอก โท = พัฒนาเป็น "อักษรสูง/ต่ำ"

แต่ผันแตกต่างกัน

"คา" เสียงสามัญ
ส่วน "ขา" ไม่มีรูปวรรณยุกต์แต่เสียงจัตวา

"ค่า" ใส่ไม้เอกแต่เป็นเสียงโท
ส่วน "ข่า" เสียงเอกตามรูป

กลายเป็นกฏการผันที่เราต้องมานั่งเรียนกันนี่แหละครับ!!  55

**อีกรอบนะครับ เผื่อใครสงสัย สมัยโบราณการเรียงเสียงวรรณยุกต์ยังไม่เหมือนปัจจุบันนะครับ ฉะนั้นการเขียนว่า ขา สมัยก่อนอาจออกเสียงแล้วแบบว่า ข่า ในปัจจุบันก็ได้ครับ เพราะสมัยนั้นสำเนียงยังอิงตามท้องถิ่นแตกต่างกันตามสมัยด้วย สุโขทัยก็อย่างนึง อยุธยาก็อย่างนึง มาผันแบบปัจจุบันก็มาสมัยหลังๆ ร.5 แล้วครับ**

ท้ายสุด เกิดความเปลี่ยนแปลงกับเสียงกลุ่มอักษรลมเยอะ คือ ลมน้อยลงขนเท่ากับกลุ่มเสียงมีลมปกติ ปัจจุบันอักษรสูงกับต่ำ เลยมีความต่างกันแค่การผันเท่านั้นครับ

ยาวมากกกก 555 ถ้ามีข้อผิดพลาดหรือข้อมูลแย้ง เมนท์ได้เลยนะครับ นี่เล่าจากความรู้ที่ได้มาจากการไปอบรมด้านภาษาศาสตร์ครับ อาจมีตกหล่นอะไรไปบ้างก็ต้องขออภัยครับบบ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่