ชาวบ้าน Imber กับ Tyneham ถูกรัฐบาลเบี้ยวสัญญาหลังสงครามสิ้นสุด


โบสถ์ ใน Imber  Photo credit: Ed Webster/Flickr



ราวต้นเดือนพฤศจิกายน ในปี 1943
ชาวบ้าน Imber หมู่บ้านที่ค่อนข้างเงียบสงบ
ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ Salisbury Plain
ต่างถูกเรียกไปประชุมที่โรงเรียนของหมู่บ้าน
แล้วทางการแจ้งข่าวว่า  ให้เวลาชาวบ้าน 47 วัน
เพื่อเก็บข้าวของและย้ายออกจากหมู่บ้านทุกคน
เพราะ  War Department ของอังกฤษ
ต้องการใช้สถานที่ดังกล่าวให้ทหารสัมพันธมิตรซ้อมรบ
(กองกำลังหลักทหารสัมพันธมิตรคือ สหรัฐอเมริกา)
การสู้รบในใจกลางเมืองกับพวกนาซีเยอรมันนี
ที่กำลังยึดครองยูโรปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ทั้งนี้เพื่อสร้างโอกาสที่จะม่ีชัยชนะในการยกพลขึ้นบกที่ Normandy






การบังคับชาวบ้านอพยพออกจากหมู่บ้านแบบทันทีทันใด
สร้างความโศกเศร้าเสียใจให้กับชาวบ้านจำนวนมาก
Albert Nash ช่างตีเหล็กประจำหมู่บ้านมานานกว่า 40 ปี
หัวใจสลายและตรอมใจตายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์
หลังจากทราบประกาศดังกล่าวของทางการอังกฤษ

แต่รัฐบาลอังกฤษอ้างว่าไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
นอกจากให้ชาวบ้านอพยพออกไปทั้งหมด
ขณะเดียวกันหลายปีก่อนหน้าที่จะม่ีสงครามโลกครั้งที่ 2
War Department ได้ทะยอยซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรอบ ๆ หมู่บ้าน Imber
โดยยังคงไว้ซึ่งอาคารบ้านเรือนอยู่หลายหลังมาก
เช่น โบสถ์ของหมู่บ้าน ที่พักบาทหลวง วิหาร โรงเรียน และโรงเต็ยม
ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้เป็นพื้นที่ซ้อมรบที่สำคัญสำหรับทหาร


สถานที่ฝึกการรบในเมืองส่วนหนึ่ง


ประกาศที่ทหาร





แต่ทั้งนี้  ชาวบ้านทุกคนยังมีความหวัง
เพราะชาวบ้านได้รับคำมั่นสัญญาจากทางการว่า
ทุกคนจะได้กลับคืนสู่เหย้าหลังจากสงครามสิ้นสุดลง
และในช่วงเวลานั้น สำนึกรักชาติกำลังมาแรงมาก
ทำให้ชาวบ้านหลายคนต่างรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของทุกคน
ที่จำต้องสนับสนุนการทำสงครามของรัฐบาลอังกฤษ
และต่างคิดว่าการอพยพเป็นเรื่องชั่วคราวกินเวลาไม่นานนัก
ชาวบ้านหลายคนต่างทิ้งเครื่องเรือนและสมบัติต่าง ๆ ไว้ในบ้าน
แม้กระทั่งอาหารกระป๋องไว้ในครัว
ในตอนนั้นหมู่บ้านแห่งนี้มีคนอาศัยอยู่เพียง 150 คน

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง
รัฐบาลกลับมีโครงการอื่น ๆ อีก
หมู่บ้านกลับถูกใช้เป็นสถานที่ซ้อมรบของทหาร
ทั้งนี้เพราะสถานะการณ์ทางการเมืองและสังคมใน  Northern Ireland
กำลังคุกรุ่นทั้งยังมีสงครามการเมืองและก่อการร้าย
จากกลุ่มก่อการร้าย IRA Irish Republican Army
ยิ่งทำให้รัฐบาลยิ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการหาสถานที่ซ้อมรบ
ทำให้หมู่บ้าน Imber ไม่เคยส่งมอบคืนให้ชาวบ้านอีกเลย







เพลง Zombie มีที่มาจาก
การรำลึกถึงการตายของเด็กชาย Johnathan Ball กับ Tim Parry
ที่ถูกการลอบวางระเบิดของกลุ่มก่อการร้าย IRA Irish Republican Army ใน Warrington
โดยไม่มีการประกาศเตือนล่วงหน้าแบบทุกครั้งที่เคยทำมาในอดีต
ใจความเพลงเป็นการประชดจิตสำนึกและมันสมองผู้ก่อการร้ายว่า
พวกมันไม่แตกต่างจากผีดิบซอมบี้ที่ไร้สมองไร้จิตวิญญาณ

หลังจากเพลงนี้เปิดได้ไม่นานก็โด่งดังไปทั่วประเทศ/ทั่วโลก
ในไอริชเกิดการประท้วงและสนับสนุนจากชาวบ้านให้ยุติสงครามกลางเมือง
ด้วยการกระหน่ำและเปิดเพลงนี้จนดังไปทั่วทั้งไอริช
จนกองโจร IRA ต้องออกมาขู่ว่าจะทำร้ายคนเปิดเพลงนี้
และจะวางระเบิดสถานีวิทยุทุกแห่งที่เปิดเพลงนี้เช่นกัน
แต่เรื่องนี้ ยิ่งทำให้แนวร่วมและคนสนับสนุนพวกกองโจรก่อการร้าย IRA ลดลง
ตามมาด้วยแกนนำ/หัวหน้ากองโจรก่อการร้าย IRA ในไอร์แลนด์เหนือ
ถูกยิงทิ้งและถูกจับกุมจำนวนหลายคนตามมา
จนแกนนำ/ผู้นำรุ่นสุดท้ายต้องยอมเจรจายุติศึก
ก่อนที่จะไร้ดินแดนและที่ยืนในสังคมอีกต่อไป
เพราะลึก ๆ แล้วพ่ายแพ้อย่างไร้หนทางต่อสู้อีกต่อไป






" ไม่มีใครโกรธ ท้อแท้ หรือผิดหวังในเวลานั้น
พวกเรารู้สึกว่า พวกเราได้ช่วยเหลือประเทศนี้
และช่วยเหลือทางการในการทำสงคราม
และต่างคนต่างคิดว่าจะได้กลับมาที่นี่อีก

ใช่เลย ความโกรธที่เกิดขึ้นใช้เวลานานมาก
"
Ken Mitchell มีอายุ 17 ปีในตอนที่ครอบครัวถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่

หลายปีที่ผ่านมาอาคารบ้านเรือนในหมู่บ้าน Imber
ต่างได้รับความเสียหายจากร่องรอยกระสุนและลูกระเบิด
จนมีสภาพชำรุดทรุดโทรมและปรักหักพังลง


หลังจากที่ชาวบ้านที่เคยอยู่ในหมู่บ้าน Imber
ต่างทำการประท้วงรัฐบาลหลายต่อหลายครั้งแล้ว
ทำให้รัฐบาลเห็นพ้องด้วยที่จะรักษาโบสถ์ไว้
แต่อนุญาตให้ชาวบ้านเข้าเยี่ยมชมหมู่บ้านได้เพียงปีละหนึ่งวัน
ในทุกวันเสาร์ที่ใกล้กับวันของนักบุญ Saint Giles

ชะตากรรมของชาวบ้าน Imber
ก็ไม่แตกต่างกับชาวบ้าน Tyneham ใน South Dorset
เพราะเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 1943
ชาวบ้านจำนวน 225 คนในหมู่บ้านทุกคน
ต่างได้รับหนังสือราชการจาก War Office
ระบุว่าทุกคนต้องย้ายออกภายใน 1 เดือน

" รัฐบาลขอยกย่องทุกคนว่า
นี่ไม่ใช่การเสียสละเพียงเล็กน้อยของพวกท่าน
แต่รัฐบาลมั่นใจว่าการเสียสละของพวกท่านในครั้งนี้
จะเป็นการเติมเต็มชัยชนะในสงคราม
ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นและเสียสละของพวกท่าน
"


ชาวบ้าน Tyneham ก็เช่นเดียวกับชาวบ้าน Imber
ต่างได้รับคำมั่นสัญญาว่า  ทุกคนต่างจะได้กลับบ้านหลังจากสงครามสิ้นสุดลง
ขณะที่ชาวบ้านคนหนึ่ง  ได้เขียนบันทึกบนกระดาษ
แปะไว้ที่ประตูโบสถ์ Saint Mary ว่า


" โปรดระมัดระวัง ช่วยรักษาโบสถ์และบ้านพวกเราด้วย
พวกเราได้ทิ้งที่พักอาศัยที่เคยอยู่กันมาหลายชั่วอายุคน
เพื่อช่วยให้รัฐบาลมีชัยในสงครามและปลดปล่อยทุกคนจากนาซีเยอรมันนี
พวกเราจะกลับมาในวันหน้า และขอบคุณที่รักษาหมู่บ้านพวกเราไว้เป็นนอย่างดี
"






แต่หลังจากสงครามสิ้นสุดลง
ชาวบ้าน Tyneham ต่างต้องเรียกร้องและประท้วงรัฐบาล
เพื่อให้คืนบ้านเรือนและที่ดินทำกินคืนให้กับชาวบ้าน

แต่ในปี 1948 ความหวังทั้งหมดต่างสิ้นสลายและพังทะลายลง
เพราะกองทัพใช้กฎหมายบังคับซื้อทรัพย์สินทั้งหมดจากชาวบ้าน
และใช้เป็นสถานที่ซ้อมรบของทหารนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
อาคารในหมู่บ้านหลายหล้ังต่างทรุดโทรมและปรักหักพังลง
เพราะได้รับความเสียหายจากลูกกระสุนและระเบิด
มีแต่โบสถ์และโรงเรียนที่ยังได้รับการรักษาไว้
มีเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์เพียงไม่กี่วันเท่านั้น
ที่หมู่บ้านแห่งนี้จะเปิดโอกาศให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชม



Tyneham St.Mary's Church  


Tyneham School House




ไม่ใช่มีเพียงแค่ชาวบ้าน Imber กับ Tyneham
ที่ต่างต้องสูญเสียบ้านเรือนและที่ดินทำกินในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ที่ Norfolk บนชายฝั่งตะวันออกของอังกฤษ
ชาวบ้านจำนวน 6 หมู่บ้านต่างต้องสูญเสียบ้านเรือนและที่ดินทำกิน
เพราะพื้นที่ทั้งหมดกลายเป็น Stanford Battle Area
หลังจากนั้นก็มีการเปลี่ยนชื่อเป็น Stanford Training Area
ชาวบ้านทุกคนต่างได้รับคำมั่นสัญญาที่เป็นเท็จจากรัฐบาลว่า
ทุกคนจะได้กลับบ้านหลังจากสงครามสิ้นสุดลง

หลายคนต่างสูญเสียวิถีชีวิตดั้งเดิมของพวกตน
ไม่ได้เป็นเจ้าของบ้านพร้อมที่ดินอีกเลย
รวมทั้งชาวบ้านที่ย้ายออกไปก็ได้รับค่าชดเชยน้อยมาก


Simon Knott ผู้วิจัยเรื่องโบสถ์ Norfolk เชื่อว่า
หมู่บ้านควรจะถูกละทิ้งได้แล้ว
เพราะแทบจะไม่คุ้มเลยที่จะกลับมาอยู่อาศัยและทำมาหากินอีก
มีบ้านน้อยหลังมากที่จะมีน้ำหรือไฟฟ้า
สภาพที่ดินที่จะทำการเพาะปลูกก็ไม่ดีนัก
และชาวบ้านต่างต้องดิ้นรนในการเลี้ยงชีพ

ในขณะที่ชาวบ้านที่ย้ายออกมานานแล้ว
ต่างมีที่อยู่ที่พักอาศัยที่ดีขึ้นกว่าเดิม
และมีงานการที่ดีในที่ดิน ในโรงงานและร้านค้าในตอนนี้

" ในขณะที่ พวกคุณคาดหวังว่า
ชาวบ้านจะหวนคำนึงถึงบ้านเกิดที่จากมา
แต่ความจริง มีชาวบ้านเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ที่อยากจะกลับไปใช้ชีวิตแบบเก่า " บันทึกของ Simon Knott

หมู่บ้านทั้ง 6 แห่งไม่มีสภาพหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว
นอกเหนือจากสภาพอาคารสถานที่ปรักหักพังและโบสถ์ที่หลงเหลืออยู่
อาคารส่วนที่เหลือส่วนใหญ่จะถูกรื้อถอนและทำลายลง
ส่วนอาคารสถานที่ยังเหลืออยู่ก็ใช้สำหรับการฝึกซ้อมรบสงครามกลางเมือง
เหลือไว้แต่เครื่องหมายแผ่นโลหะ  ที่ระบุสถานที่ตั้งอาคารสำคัญบางหลังของหมู่บ้าน



เรียบเรียง/ที่มา


http://bit.ly/2L8NNsq
http://bit.ly/2zGRwZJ
http://bit.ly/2NSr8iE
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่