แมวจรจัดไม่มีสิทธิมีชีวิตหรอ? P.1

กระทู้คำถาม
ขอใช้แทนตัวเองว่าเรานะคะ และช่วยอ่านเรื่องราวของเราด้วยนะ อาจจะเป็นการช่วยเราหาทางออกจากเรื่องนี้ได้
    เรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวเรา ซึ่งเป็นพนักงานของโรงแรมแห่งหนึ่ง ในพัทยา เราย้ายมาประจำสาขานี้ได้ประมาณเดือน ก็สังเกตุเห็นสิ่งมีชีวิตน้อยๆ นั่นคือ แมว .แมวจรจัดสองตัวน่าจะโดนแม่ทิ้ง หรือตายจากไปแล้ว เพราะปกติแม่มันน่าจะคาบไปไหนมาไหนด้วย แต่สักสามสี่วันหลังนี้ เดินผ่านไปมา เห็นน้องออกมาเงี้ยวๆ หา ผอมซูบมาก ทีแรกก็ไม่สนใจหรอกเพราะทุกที่ ก็มีแมวจรจัดทั้งนั้น...
   จากนั้นเราก็อดคิดไม่ได้ ถ้ามันได้กินอาหาร มันคงไม่ออกมาข้างนอกกันลำพัง เราเลยเริ่มจะสนใจ มีเอานมไปเททิ้งไว้ให้บ้าง เอาปลาไปโยนไว้บ้าง ผ่านไปเป็นอาทิตย์ เริ่มมีความผูกพันธ์น้องๆเริ่มออกมานั่งรอที่เดิมที่เราเคยให้อาหารและไม่ส่งเสียงเงี้ยวๆ แต่ยังไม่สนิทใจตอนวางของให้กิน เราจะวางน้ำ นม อาหารไว้ และออกมาจากบริเวณนั้น ยืนแอบมอง..น้องๆก็ค่อยมากิน
   2 เดือนผ่านไป กลายเป็นว่าชีวิตประจำวันของเราเริ่มเปลี่ยนไป..เราจะต้องแวะซื้ออาหารมาฝากน้องทุกวัน  และเริ่มจะตั้งชื่อให้
ไข่ต้ม(สีลายส้ม) ไข่ตุ๋น(วิเชียรมาศ) น้องๆออกมาหาเราทุกวัน จนเราสามารถจับน้องได้
เราสังเกตุว่ามีการเปลี่ยนแปลง ไข่ต้ม เติบโตปกติ แต่..ไข่ตุ๋น ไม่โตขึ้นเลย และมีอาการซึมๆ น่าจะป่วย จากนั้นเราก็แอบตั้งกล่องบริจาคค่าอาหารแมว และพูดกับตุ๋นว่า สิ้นเดือนจะพาไปหาหมอนะ
   ไข่ตุ๋น ..มีสุขภาพแข็งแรง ดูจากภายนอกน้องสามารถเดินไกลขึ้นและ ยกขาเลียขนตัวเองได้แล้ว เริ่มมีเสียงเถียง เวลาเราจับมาหาหมัด  พอถึงต้นเดือนมิถุนาฯ เราจึงยังไม่พาน้องไปหาหมอ และตั้งใจจะดูแลน้องไปเรื่อยๆ

   ล่วงเลยมาช่วง 15 มิถุนาฯ มีการเปลี่ยนแปลงในที่ทำงานของเรา.. มีการส่งผู้จัดการ รร. คนใหม่มาดูแลความเรียบร้อยที่นี่ และเรื่องก็เกิดขึ้น เนื่องจากมีการบอกว่า มีพนักงานเลี้ยงแมว ในที่ทำงาน ปัญหาจึงเกิดขึ้น มีการคุยเป็นการส่วนตัวกับเรา และเรายอมรับว่า เราเองที่ให้อาหาร
"ใครให้อาหารแมว?"
"หนูเองค่ะ"
"เลิกให้นะคะ เราจะไม่เลี้ยงแมวที่นี่นะคะ"
"...ค่ะ"
  จากนั้นกลายเป็นว่า..เราต้องแอบเอาอาหารไปให้น้องแทน และคุยกับคนทำความสะอาดว่า เราจะช่วยเขาดูแลบริเวณนั้น
      เหมือนจะคุยกันรู้เรื่อง แต่เปล่า..  เขาเก็บชามข้าว น้ำน้องทิ้ง อันนั้นเราเข้าใจว่าเป็นหน้าที่ และอาจจะโดนสั่งมา เราก็ยังแอบเอาไปให้เหมือนเดิม แต่ซ่อนๆ ถ้วยไว้ไม่ให้เตะตา
เกินไป
    เรื่องราวแย่ลง หลังจากที่เราต้องหยุดและข้ามวันไปเข้างานตอนค่ำ ตอนที่เรามาทำงานเราเห็นน้องตุ๋นนอนนิ่ง นึกว่าโดนวางยา แต่น้องลืมตาและหายใจเบาๆ เราเลยจับขึ้นมา เหมือนว่าน้องจะไม่สบายหนักเพราะนอนทับฉี่ตัวเอง คือ..ไม่เดินไปกินอาหารและน้ำเลย
เรายอมรับว่า เราเริ่มถูกกดดันและจับผิด ในทุกๆด้าน พวกเขาบอกกับเราว่า
"เลี้ยงแมว ..อีกหน่อยก็วิ่งว่อนใน รร."  
   บอกก่อนว่าน้องๆไม่เชื่องกับคนอื่นเลยค่ะ น้องจะหวาดระแวงตลอดเวลา และไม่เข้าใกล้คนอื่น นอกจากเรา และคนที่มาให้อาหารน้องเหมือนเรา มีสามคนที่น้องกล้าเข้าใกล้
    เราเริ่มรู้สึกว่าตุ๋นอาการแย่ เราเลยแอบปิดร้าน(มินิมาร์ท) และพาน้องไป รพ. สัตว์
หมอบอกว่าน้องแย่มากเลย น่าจะขาดน้ำมาหลายวัน มีอาการอ่อนเพลียมาก
เราคุยกับหมอและให้หมอฉีดน้ำเกลือ ให้นอน รพ.คืนนึง เดียวตอนเช้าเราจะเข้ามาหาใหม่
เราคิดว่าน้องน่าจะดีขึ้นถ้าได้พักผ่อน และมีคนดูแล
   ผ่านมาสอง ชม. 23 มิถุนาฯ หมอโทรหาเราว่าน้องเกิดอาการช้อค หมอพยายามปั้มหัวใจแล้ว แต่น้องน่าจะไม่คืน ด้วยร่างกายอ่อนแอมาแต่แรกด้วย
  เรายอมปิดร้านหนีงานไปหาน้องอีกรอบ ที่ รพ. คือตอนนั้นเรากลัวทุกอย่าง ที่จะบอกใคร แม้แต่ ผจก. เราแอบไปคนเดียว และน้อง...เสียชีวิต หมอบอกกับเราว่า
"ถ้าพาน้องมาเร็วกว่านี้น่าจะดี น้องมีภาวะโรคเลือดจางด้วย ถ้าได้ถ่ายเลือดอาจจะดีกว่านี้ หมอมีแมวที่แข็งแรงน่าจะช่วยได้  หมอเสียใจด้วยนะ แต่เราทำดีแล้วล่ะ  "
เราจุกมาก เราพูดไม่ออกเราตื้อไปหมด น้องขาดน้ำ และทรุดหนัก ก่อนหน้านี้น้องโอเค มาตลอด แต่เราไม่รู้เลยว่า น้องต้องต่อสู้กับอาการเหล่านี้มานาน ตั้งแต่เจอกับเราครั้งแรกแล้ว 4เดือนที่เหมือนจะดี แต่...กลายเป็นว่าทั้งที่ทำงานและคนอื่นในที่ทำงานก็พลอยไม่ชอบเรา เก็บชามข้าว น้ำน้องทิ้ง เราเลยไม่รู้ว่าที่เราเอาไปวางน้องได้กินแค่ไหน
"เราทำให้น้องตาย"
ทั้งเรื่องไม่พามาหาหมอตั้งแต่ที่สัญญากันไว้ และรั้นที่จะขัดคำสั่งเขา
  เช้าวันเสาร์ 23 เราเอาศพน้องไปฝังที่วัด เราคิดแค่ว่า..เราไม่อยากเสียต้มไปอีก และเราจะปกป้องน้องยังไงต่อ เราเริ่มมีปากเสียงกับคนทำความสะอาด และคนที่สั่งเรา รวมถึงพนักงานฟร้อนท์ ที่เราไปถามหาคนที่เอาชามน้องไปทิ้ง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่