ความผิดพลาดในชีวิต

สวัสดีครับ ผมชื่อโย อายุ 25 ปีครับ
ผมจะเขียนรวดเดียวจบ และจะไม่กลับมาอ่านอีกซักพัก
ผมแค่ต้องการที่ระบาย เพราะไม่อยากโพสต์ลงโซเชี่ยล รู้สึกไม่อยากเรียกร้องความสนใจ

ผมได้แต่นั่งโทษตัวเองซ้ำไปซ้ำมา เรื่องที่จะเล่ามันมีหลายปัญหามาก
สุดท้ายทุกปัญหาก็เหมือนจะเป็นจิกซอว์ที่ค่อย ๆ ปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน
จนกลายมาเป็นตัวผมในปัจจุบัน ที่ได้แต่นั่งนึกย้อนไปถึงอดีต ผมค่อย ๆ แก้ทีละปัญหา และพยายามจะก้าวต่อไปครับ

เรื่องราวมันคงเริ่มต้นมาจากการเริ่มเรียนมหาลัย ผมเรียนมหาวิทยาลัยใกล้บ้าน ชื่อดังแถบอุบลฯ
เลือกเรียนคณะ รัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการปกครอง ด้วยความที่ ที่บ้านเป็นข้าราชการ จึงเบิกค่าเทอมได้
ผมจึงไม่เคยใส่ใจเรื่องเงินเท่าไหร่นัก คุณพ่อโอนเงินมาให้เฉพาะค่ากิน เข้าเรียนบ้าง ไม่เข้าบ้าง
ยิ่งเรียนไป ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางของตัวเอง แต่ยังไม่ทราบว่าตนเองชอบอะไร
เคยสนใจเรื่องการถ่ายรูป แต่พอได้กล้องมาถ่ายก็ไม่ได้เก่งจึงพักไป

ตอนนั้นผมมีแฟนครับ เรียนคนละคณะกัน
พอมาถึงปี 2 เกรดผมตก เพราะผมไม่ได้ชอบเรียนคณะนี้แต่ก็ตอบตัวเองไม่ได้อยากทำอะไร
ผมจึงได้แอบลาออกแบบเงียบ ๆ และรอแอดมิชชั่นใหม่ ผมแอดเข้าคณะเดิมแต่เปลี่ยนสาขา
ตั้งใจใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยใหม่ แต่สุดท้ายเหมือนเดิมครับ ผมไม่ได้ชอบคณะนี้ และอีกเช่นกันไม่ทราบตัวเองชอบอะไร
อาจะเพราะตอนเด็ก ไม่เคยได้ตัดสินใจอะไร เลยเป็นคนไม่มั่นใจ คณะทุกช้อย พ่อกับแม่เป็นคนตั้งมาให้ แล้วให้เลือก
โดยตั้งจากบริบทสังคมรอบ ๆ ตัว ซึงท่านเป็นข้าราชการ ข้อนี้ผมว่า พ่อกับแม่ผมรักผม แต่ไม่รู้จักผมเลยซักนิด
ผมจึงตัดสินใจบอกพ่อกับแม่ไปตรง ๆ ว่า เรียนไม่ไหวและขอลาออกมา

ผมเล่นเฟสบุ๊คไปเรื่อย ๆ และลืมไปว่าช่วงนึงตัวเองกดเข้ากลุ่ม Shutterstockcontributor Thailand
มีข้อความสอนถ่ายรูปจากพี่สมาชิกท่านนึงเด้งขึ้น ผมอ่านอย่างตั้งใจ คงเพราะตอนนั้นเบื่อไม่รู้จะทำอะไรครับ
พี่เค้าสอนเทคนิคการตัดต่อรูปต้นไม้ ให้มีพื้นหลังขาว ผมก็คว้ากล้องออกไปทำตามเลย
ปรากฏว่าทำได้ครับ แต่ภาพไม่ได้มาตรฐานเว็บ ผมก็ลองผิดลองถูกอยู่นานมากครับ ประมาณ 3 เดือนได้
ถึงจะสามารถส่งรูปเข้าไปขายได้ ที่ต้องเล่าเพราะรายได้ Shutterstock นี่แหละครับ ที่ยังทำให้ผมมีเงินใช้ (แค่พอกิน)

ณ ตอนนั้นผมใช้เงินอย่างไม่ไตร่ตรอง ส่วนใหญ่จะหมดไปกับการกิน และอุปกรณ์กล้อง และคอมพิวเตอร์
ผมไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขใด ๆ ทั้งสิ้น วัน ๆ อยู่แต่ห้องจึงไม่ค่อยมีเพื่อนมหาวิทยาลัย มีแค่แฟน
เงินที่ได้ก็ได้จากครอบครัวจำนวนนึง และจากขายภาพอีกนิดหน่อย
ใช้ชีวิตอยู่แบบนี้มา 2 ปี จนกระทั่งถึงวันที่แฟนใกล้จะเรียนจบ ตอนนั้นผมก็ยังไม่ตระหนักถึงอนาคต (ของตัวเอง)
จำได้ว่าผมเริ่มรู้ตัวแล้วว่าตัวผมชอบการถ่ายรูป ผมชอบเรียนสายวิชาชีพ ชอบทำมากกว่าการไปนั่งฟัง จด ๆ ท่องจำ
ไม่ใช่ทางของผมเลยซักนิด แต่ผมไม่กล้าที่จะไปเรียนที่อื่น ผมไม่มีความกล้าตัดสินใจ ไม่มีการวางแผนอนาคต
และเอาชีวิตตัวเองไปผูกไว้กับคนอื่น

ผมกับแฟนตัดสินใจเข้ากรุงเทพเพื่อไปหางานทำ
แฟนผมได้งานเป็นแอร์กราวน์ที่สุวรรณภูมิ ส่วนผมก็มีรายได้นิดหน่อยจากการขายรูป
ตอนนั้นผมถ่ายคนไม่เป็นครับ เพราะไม่เคยเรียน ไม่มีประสบการณ์ เคยถ่ายรับปริญญาให้รุ่นพี่
ผลงานผมห่วยแตกมากเลยไม่กล้าถ่ายคนอีก ผมจึงเข็ดกับการถ่ายรูปคนมาก ๆ
แต่พอมาอยู่กรุงเทพ งานรับปริญญาเป็นงานที่มือสมัครเล่นใครก็มาถ่ายได้ขอแค่มีโปรไฟล์ดี ๆ
ผมมีความรู้พื้นฐานการถ่ายรูปทุกอย่าง แต่ผมไม่มีประสบการณ์ ผมจึงตัดสินใจเลือกเพจถ่ายรูปรับปริญญา
โทนภาพที่ชอบและตัดสินใจทักเจ้าของเพจไปแบบหน้าด้าน ๆ เลยว่า ขอไปดูพี่ถ่ายรูปได้ไหมครับ
วันแรกที่ผมไป ผมไม่ได้เอากล้องไปเลย ผมตั้งใจไปดูพี่เค้าถ่าย และคิดทุกอย่างทำไมถึงเลือกถ่ายแบบนี้
ผมว่าการไปดูมืออาชีพทำงาน สิ่งนึงที่ทราบเลยคือ มาตรฐานการทำงาน การพูดคุย การเลือกจุด
มันทำให้ผมไปได้ไวมาก เพราะมีพื้นฐานอยู่แล้ว ลองผิดลองถูกมาแล้ว ผมเตรียมคำถามในใจไป
และได้คำตอบกลับมาครบถ้วน ผ่านไปหลายวันพี่เค้าติดต่อให้มาช่วยถือของ ผมก็ดีใจยกใหญ่
ไปช่วยเค้าอย่างเต็มที่ และปัญหาถัดมาก็เริ่มขึ้น

ผมเป็นนักกีฬาบาสประจำจังหวัดครับ และก็มีอาการบาดเจ็บข้อเท้าพลิกเรื้อรัง
และไม่เคยได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีและต่อเนื่อง พลิกหนัก ๆ 5 วันก็ไปซ้อม เล่นต่อแล้ว รวม ๆ พลิกไป 20 กว่ารอบได้
ปัญหานี้เริ่มก่อตัวขึ้นตอนผมอายุ 20 ผมเริ่มเดินได้น้อยลง 2 ชม . ก็เดินกะเผลกแล้ว
ด้วยตอนที่เล่นบาสผมหนัก 75 แต่ตอนมหาวิทยาลัยผมกินอย่างเดียวจึงหนัก 95
น้ำหนัก ที่เพิ่มขึ้นมาเริ่มทำให้ผมใช้ชีวิตประจำวันลำบาก

พี่ที่ถ่ายรับปริญญาให้ผมไปช่วยถือของเต็มวันที่จุฬา ผมดีใจมากวันนั้นบอกเลย
ผมตั้งใจช่วยเค้าถือของเต็มที่มาก และอาการข้อเท้าก็เริ่มมา ผมเดินสอง ชม. ผมก็กะเผลกแล้วครับ
มันคงเป็นความตื่นเต้นมั้ง ผมจึงฝืนเดินตั้งแต่เช้า ยันเย็น จนผมรู้ตัวว่าเดินไม่ไหว
ผมลงน้ำหนักไม่ได้ พี่เค้าเห็นสีหน้าอาการผมแล้ว เลยให้พัก จริง ๆ พี่เค้าอยากจะจ้างวันพรุ่งนี้อีกวัน
เลยถามว่าพรุ่งนี้มาได้มั้ยเนี่ย ผมไม่ได้คิดไตร่ตรองอะไร และรีบตอบไปว่า ได้ครับพี่ไปได้
วันนั้นผมต้องนั่ง BTS ไปพญาไท และต่อแอร์พอร์ตไปสุวรรณภูมิเพื่อกลับห้อง ด้วยช่วงเวลาคนเลิกงาน
และความอยากกลับบ้าน ผมต้องยืนเบียดกับคนในรถไฟฟ้าที่โยกไปมา การยืนเบียดและต้องคุมตัวเอง
ไม่ให้ไปพิงใครต้องใช้ข้อเท้าเยอะมาก ผมถึงห้องพร้อมกับอาการข้อเท้าบวมเป่ง เหมือนตอนมันพลิก
พอถึงห้องรีบทำการประคบน้ำแข็ง และนอนเลย เพื่อหวังว่ามันจะหาย พอตีห้าผมตื่นมาดูอาการ
ข้อเท้าเป็นสีม่วง บวมและไม่สามารถเดินได้เลย ผมรีบโทรไปแจ้งพี่ถ่ายรูปว่าไปไม่ได้ครับ
พี่เค้าไม่พอใจอย่างมาก ซึ่งผมก็รู้ตัวเองดีว่าผมผิด ไม่รักษาคำพูด ผมจึงไม่ได้รับการติดต่อใด ๆ อีกเลย
มีแค่โพสเดียวที่พี่เค้ามาเม้นคือ มาโพสแขวะตอนที่ผมเอารูปที่ผมไปถ่าย (บัณฑิตคนละคนกับพี่เค้า) มาลงโซเชี่ยล
ผมได้แต่เสียใจกับเรื่องในวันนั้น

ต่อมาเมื่อผมมั่นใจเต็มที่แล้ว ผมจึงได้ทักน้องคนรู้จักไปว่า จะถ่ายรูปรับปริญญาให้ฟรีมาช่วยพี่ที
ผมทำการบ้านมาดีมาก ดูมุม (จากพี่คนนั้น นั่งวิเคราะห์ทุกรูป) ใช้กล้องรุ่นเดียวกันเป๊ะ ๆ คือตั้งใจว่าต้องมีมาตรฐานตามเค้าก่อน
แล้วค่อยแตกไปเป็นของตัวเอง บอกตรง ๆ พอเสร็จงานรูปที่ออกมา ได้ตามที่ผมต้องการเป๊ะ  ผมรู้สึกดีมาก
เพราะที่ผ่านมา ผมไม่เคยทำอะไรได้เลย แถมเคยเข็ดจากการถ่ายรูปรับปริญญามาด้วย
หลังจากนั้นผมก็ใช้โปรไฟล์นี้ในการหางาน งานมีเข้ามาเยอะมาก มีรายได้เข้ามาต่อเดือนถือว่าสูงมาก ๆ
และจิ๊กซอว์ตัวเก่าก็กลับมากัดกินทีละนิด โดยที่ผมไม่รู้ตัว นั่นคือผมมีเงินเท่าไหร่ ก็ใช้ไป ไม่เคยตระหนักถึงอนาคต

เมื่อหมดช่วงฤดูรับปริญญาไป ผมใช้เงินที่หามาได้จนหมด และไม่สำรอง ประกอบกับรายได้การขายภาพลดลง
ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายปัจจุบันของผมไม่พอใช้ ผมเริ่มโทษตัวเอง ต้องยืมเงินแฟนเดือนต่อเดือน
ทำให้แฟนผมก็เริ่มมีท่าทีเปลี่ยนไป และตัดสินใจบอกเลิกผม
ผมกลับไปอยู่บ้านด้วยความรู้สึกท้อแท้ หมดไฟ เรียนไม่จบ ไม่มีเงิน ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่คิดถึงอนาคต
ผมอยู่บ้านและรู้ตัวแล้วว่า อยู่แบบนี้ผมไม่มีอนาคตแน่นอน จึงตัดสินใจมาพักกับพี่สาวผมที่กรุงเทพอีกครั้ง

ผมกับพี่สาวอายุห่างกันสิบปี ผมอยู่ป.6 พี่ก็ย้ายเข้ามหาวิทยาลัยไปแล้ว ทำให้ผมกับพี่ ไม่ได้สนิทกันเท่าไหร่นัก
และด้วยความที่ไลฟ์สไตล์ผมกับพี่ไม่ตรงกัน จึงโดนบ่นอยู่บ่อยครั้ง เวลาอยู่ร่วมกัน
ตอนนั้นผมมีภาวะซึมเศร้า โทษทุกเรื่องที่ผ่านมา เรื่องเรียนไม่จบ เรื่องไม่มีเงินใช้ เรื่องขอเงินครอบครัวมาเรียน แต่ก็ไม่ได้อะไร
พ่อกับแม่ผิดหวังกับผม แต่ก็พยายามช่วยในแบบวิธีของเค้า ซึ่งทำให้ผมอึดอัด
เป็นอยู่อย่างนั้นมาสองเดือน จึงตัดสินใจไปพบจิตแพทย์ ตอนนั้นรอคิวโรงพยาบาลรัฐไม่ไหว ผมเบื่อโลก และหดหู่สุด ๆ จึงเข้าโรงพยาบาลเอกชน
เล่าทุกอย่างให้แพทย์ฟัง จำได้ว่าค่าใช้จ่ายแพงมาก แพงเกินกว่าที่ผมจะจ่ายได้ก็ขอเงินที่บ้านมา
ผมตัดสินใจเล่าทุกอย่างให้ที่บ้านฟัง ที่บ้านก็พยายามรับฟังในแบบของแกอีกเช่นเคย
แต่ทุกคำพูดนั่นคือทุกคนยังผิดหวังลึก ๆ ในใจ และก็ได้ตัดสินใจตัดผมออกไปแล้ว
ผมรับรู้ได้จากการที่ แกไม่เคยถามอีกเลยว่า ผมอยากเรียนต่อมั้ย เแต่เอาเงินที่ได้ไปซื้อที่ดิน
ไม่ใช่แค่กับผม กับพี่สาวผมจะเห็นได้ชัดเจนกว่า เพราะพี่อยากเรียนต่อโท และเรียนเก่งกว่าผมมาก
แต่ก็ไม่ได้เรียน เพราะที่บ้านไม่ส่งให้ ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงคิดว่าการเอาเงินไปซื้อที่มันได้ประโยชน์
อย่างน้อยไม่ส่งผมไปเรียน ก็ส่งพี่ก็ได้ คงเป็นเพราะว่า แกอยากให้เป็นข้าราชการ
พอลูก ๆ ไม่ตัดสินใจจะเป็นข้าราชการ แกก็เลยทิ้งเลยอะไรทำนองนี้ ให้เลือกทางเดินเอง โดยไม่สนับสนุน
ซึ่งสภาพสังคมไทย มนุษย์เงินเดือนตัวคนเดียว เงินเดือน 17,000 ของพี่ผม มันเรียนโทไม่ได้แน่ ๆ

กลับมาที่ตัวผม เมื่อผมตัดสินใจเล่าทุกอย่างให้ฟัง พ่อกับแม่เลยเข้าใจ ในแบบแค่แก้ไขเฉพาะหน้าแค่นั้น
ใจลึก ๆ ผมอยากเรียนต่อด้านการถ่ายภาพ หรือไม่ก็วีดีโอ แต่ค่าเทอมแพงมาก และก็ไม่มั่นใจในตัวเอง
คือผมรู้สึกว่า แม้แต่พ่อกับแม่ก็ยังตัดผมแล้ว ไม่มั่นใจในตัวผม ผมจะกล้าเรียนได้ยังไง
เวลาก็ล่วงเลยมาเรื่อย ๆ ก็กลับมาสู่ฤดูถ่ายรูปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมมีบทเรียน
ผมใช้จ่ายประหยัดขึ้น แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะมีเงินเก็บ ปัญหาเก่าที่ยังไม่คลี่คลาย
แต่แค่เหมือนถูกพักชะลอเอาไว้ ผมทำงานมาเรื่อย ๆ จนถึงเดือนมีนาคม 2561
ซึ่งช่วงนี้จะเริ่มหมดฤดูรับปริญญาแล้ว ผมจึงวางแผนกับพี่ว่าจะซื้อรถยนต์ เพื่อมาขับแกร็บคาร์ เป็นรายได้สองทาง
นั่นก็คือขายภาพหนึ่งทาง และขับแกร็บคาร์อีกหนึ่งทางเป็นรายได้เสริม
เงินผมเริ่มหมด และไม่ได้บอกกับพี่สาว ตอนนั้นคอมที่ใช้ทำงานดันมาพัง ผมจึงต้องเอาเงินเก็บไปซื้อคอมใหม่โดยมีเงินพี่ผมนิดหน่อย
ผมเริ่มไม่มีตังจ่ายค่าห้อง และไม่มีตังใช้หนี้คอมให้พี่  เพราะไม่มีงาน ภาวะหดหู่ในใจกลับมา เพราะไม่มีตัง
นอนจมเป็นผักที่ห้อง ตอนนั้นผมเอาเงินแฟลชไดรฟ์ลูกค้ามาใช้กินข้าว จนไม่มีเงินส่งแฟลชไดรฟ์รูปรับปริญญา
ได้แต่ส่งเป็นไฟล์อัพโหลดออนไลน์ไปให้ ซึ่งมีทุกรูปที่ถ่ายแหละครับ แต่อัพโหลดไว้ในเว็บ
กำหนดส่งแฟลชไดรฟ์ปลายเดือนพฤษภา แต่ผมพึ่งจะได้มาส่งเมื่อวานนี้ เพราะเงินขายรูปพึ่งเข้า
ผมไม่กล้าบอกลูกค้าไปตรง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น บอกไปแค่อ้อม ๆ ว่า ช่วงนี้ผมมีภาวะซึมเศร้า ผมขอส่งงานออนไลน์ไปก่อนนะครับ

พอเดือนมิถุนานี้ผมได้รถมาขับ ก็หัดขับอยู่พักนึงให้ชินทางในกทม และลองไปสมัครแกร็บคาร์ดู
ซึ่งปัญหาใหม่อีกหนึ่งปัญหาคือ เรื่องการใช้รถพี่สาวผมเป็นคนซื้อรถ ตอนแรกผมบอกพี่ว่าจะผ่อนเอง
เราตกลงกันไม่ได้ว่าใครจะใช้ยังไง เพราะเหมือนกับใจนึงพี่สาวผมเป็นเจ้าของรถ แต่ขับรถไม่เป็นเลย
ส่วนผมเป็นคนขอให้พี่ซื้อรถให้ โดยที่ผมขอผ่อนเอง โดยใช้รายได้จากแกร็บ ปัญหามันเกิดที่ว่า
พี่สาวผมอยากขับรถเป็นไว ๆ เพราะคนรอบตัว เพื่อนพี่ผมขับรถเป็นหมด และก็ถามตลอดว่า
ซื้อมาแต่ขับไม่เป็น ซื้อมาทำไม ส่วนผมขับรถเป็น แต่ก็ความรู้สึกหดหู่ในใจ แถมรายจ่ายก็จ่อตัวมาติด ๆ
และความที่รู้สึกไม่ดีกับพี่มาซักพักนึงแล้ว จึงไม่ได้อยากสอนเท่าไหร่
ปัญหาเรื่องการผ่อน เคยอยากบอกไปว่า ไม่เอารถแล้วถ้าพี่จะใช้ ก็ใช้ไปเลย
ขับ ๆ รถอยู่ พี่โทรมาตามให้เอารถไปคืน เพราะจะเอาไปหัดขับกับเพื่อน ผมได้แต่อึดอัดในใจ
เพราะพูดอะไรไปก็จะสวนกลับมาผมเป็นคนบอกให้แกซื้อ
รายได้แกร็บผมจึงได้แค่พอกินข้าวไปได้วัน ๆ และมีเก็บนิดหน่อย เพราะวิ่งได้ไม่เต็มวัน
1 อาทิตย์ผ่านไป พี่ผมเอารถไปชน พี่ไม่เป็นอะไร แต่รถ หน้าพังยับ ต้องซ่อมราว ๆ 2 เดือนได้
ผมขาดรายได้เงินที่ไว้กินไปตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนา รอคอยรายได้จากการขายภาพอย่างเดียว
สาเหตุที่ผมไม่กล้าขอเงินที่บ้านเพราะ ช่วงต้นเดือนมิถุนา พอได้รับรถมา ผมก็ขับรถกลับไปหาคุณพ่อ
แต่ตอนนั้นไม่มีตังมากนัก จึงได้ขอตังพ่อตอนที่ถึงบ้านเป็นค่าน้ำมัน 1,000 บาท พอกลับมาถึงกรุงเทพ
แม่โทรมาบอกว่า พ่อไม่พอใจที่ผมกลับบ้านไปแล้วไปขอเงินพ่อ นั่นแหละครับสาเหตุที่ผมไม่กล้าขอเงิน
ปัจจุบันปัญหาเก่า ๆ ผมก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข และทำยังไงถึงจะมีรายได้เลี้ยงตัวเองไปจนแก่
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่