สวัสดีครับเพื่อนๆกระทู้pantipทุกคนที่แวะเข้ามา ผมขอแนะนำตัวคร่าวๆนะครับ ผมเป็นนักศึกษาปีที่ 2 คณะวิทยาศาสตร์ สาขาคณิตศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยมหิดลครับ คือเรื่องที่อยากปรึกษาทุกๆคนในกระทู้นี้ ต้องย้อนกลับไปตอนม.6เลยครับ
ตอนนั้นผมอยากเป็นครูมาก ผมอยากเข้าคณะครุศาสตร์ ของจุฬามากๆ ตอนที่ผมบอกเรื่องนี้กับที่บ้านปับครอบครัว พ่อกับแม่ไม่มีปัญหาครับ แต่คนที่มีปัญหาคือคนที่ช่วยเหลือพ่อกับแม่ผมมาตลอด(เค้าเป็นญาติฝั่งพ่อผมน่ะครับ) คือเค้าเรียกผมไปคุยที่บ้านเค้าแล้วพยายามโน้มน้าวให้ผมเรียนอย่างอื่นที่ไม่ใช่ครูเพราะเรียนครูมันไม่รวย เรียนครูแล้วมันลำบาก ไต่เต้ายาก ซึ่งพ่อผมก็นั่งอยู่ตรงนั้นด้วย คือในใจผมอยากด่าเค้ามากว่ามายุ่งอะไรชีวิตเรา แต่เค้ามีพระคุณกับพ่อแม่เรามากๆ บ้านที่พ่อกับแม่อยู่เค้าก็เป็นคนช่วยออกเงินซื้อให้ ตอนครอบครัวผมลำบากเค้าก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเป็นครั้งคราว ผมเลยไม่ยื่นครุศาสตร์ จุฬาฯทั่งที่ตอนนั้นทีผลงานค่อนข้างเยอะพอสมควรเช่นสอวน. ตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขัน หรืองานอาสาค่ายเด็ก งานอาสาสอนเด็กในสลัม คือผมเตรียมพอร์ตไว้ยื่นที่คณะครุศาสตร์ ผมพูดได้เลยว่าผมจำใจที่ต้องทิ้งความฝันที่จะเป็นครูไว้ชั่วคราว ผมเลยเลือกที่จะเข้าคณะวิทยาศาสตร์รอบพอร์ตเพราะเห็นว่า เราสามารถไปต่อ โท ศึกษาศาสตร์ได้ง่ายและยังมีทุนสควค.มารองรับในการเรียน แต่เรื่องมาพลิกตอนปีหนึ่งครับ ผมสมัครทุกสควครอบเพิ่มเติมไปสองครั้ง แต่เป็นสำรองอันดับหนึ่งทุกครั้ง ตอนนั้นผมเสียใจมาเพราะผมเข้ามาที่นี้เพราะหวังทุนนี้โดยเฉพาะ ผมไม่อยากให้พ่อแม่ต้องมาแบกรับค่าใช้จ่าย ค่าเทอมของผม ยังดีที่ตอนปีหนึ่งผมได้ทุนจากคณะมาจำนวนนึงเป็นทุนให้เปล่า บวกกับเงินทำงาน part time ตอนปิดเทอม แต่ช่วงเวลานั้นผมเริ่มมีอาการที◌่ไม่เคยเป็นมาก่อนมันเหมือนอาการหมดไฟ ไม่เหมือนแต่ก่อนที่เราทำเพราะมีเป้าหมาย มีจุดมุ่งมั่นว่าต้องเป็นครูให้ได้
ผมเริ่มไม่อยากไปเรียน บางวันผม shut down ตัวเองอยู่ในหอทั้งวัน ผมค้นพบว่าตัวเองไม่ได้เหมาะกับคณะนี้เลย เหมือนใช้ชีวิตเหมือนนักศึกษาที่อ่านหนังสือเพื่อไปสอบแล้วสี่ปีก็จบแล้วรับปริญญาเพื่อไปสมัครงานหรือเรียนต่อ แต่ผมรู้สึกมาตลอดว่ามันกินชีวิต สุขภาพจิตผมแย่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปิดเทอมปี1ขึ้นปี2 ช่วง พ.ค-ก.ค ผมลุกขึ้นสู้อีกครั้ง ผมใช้เวลานั่งเรียนเนื้อหาปีสอง รวมไปถึงลองทำอะไรที่ผมคิดว่าจบมามีโอกาสที่จะได้ทำเช่นการเขียนโปรแกรมอย่างจริงจัง ผมทำแบบนั้นอยู่สองเดือนเต็มแล้วค้นพบว่าผมไม่ใช่แนวนี้ คือมันส่งผลดีต่อเกรดผมมากนะตอนที่ผมเรียนในห้องแต่ถ้าให้ผมทำแบบนี้ทุกวันทำอะไรที่ตัวเองก็รู้ว่าไม่ได้ทำไปเพราะชอบแค่ทำไปเพราะค้นหาตัวเอง ผมก็เลยวกกลับมาเรื่องอยากซิ่วอีกครั้ง ครั้งนี้ผมคิดว่าถ้าจะซิ่วมาแล้วให้ที่บ้านยอมรับ ผมต้องซิ่งไปคณะที่มันแบบถ้าเข้าไปแล้วต้องทำให้ทุกคนร้องว้าวเช่น วิศวะ จุฬาฯ แต่นั่นแหละ ทำอะไรก็มีอุปสรรคไปหมด
บ้านผมน้ำท่วม เสียหายอย่างหนัก พ่อกับแม่เริ่มมีอาการป่วย ตอนนั้นเราทิ้งความคิดที่จะไปสอบtcasทันที่ทั้งที่เราสมัครสอบไว้แล้ว เพราะเราไม่อยากหาภาระมาเพิ่มให้พ่อแม่เรา แค่นี้ท่านก็ลำบากกันพอสมควรแล้วไม่อยากให้มาลำบากเรื่องผมอีก
ช่วงม.ค.ของปีนี้ ผมมีโอกาสได้ทำงาน part time ของญาติผม คือเค้าจ้างผมให้มาเป็นบาริสต้าที่ร้านคาเฟ่เค้า หรือเป็นฟรีแลนซ์พาไปออกงานบูสที่งานต่างไป ซึ่งผมก็ได้รายได้มากระดับนึง พอผมเริ่มมีเงิน สื่งแรกที่แวบในหัวผมคือความฝันที่ผมทิ้งไปตั้งแต่ตอนปี1 คือการเป็นครู ผมคิดว่าถ้าผมไม่ทนกับการเรียนไปวันๆโดยไร้จุดหมายกับคณะนี้ แล้วไปไล่ตามความฝันของผมด้วยเงินผมเองที่คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อที่ผมจะได้กลับมาเป็นคูณครูที่โรงเรียนญว.ในอนาคต ผมเป็นคนรักเด็กมากๆ ตามความฝันผม ผมคงจะมีความสุขมากกว่าตอนนี้มาก ไม่ใช่เราในเวอร์ชั่นที่ตื่นมาแล้วถอนหายใจ นั่งเรียนไปซักพักแล้วคิดอยู่ในหัวทั้งคาบว่าทำไมต้องมาเรียนอะไรแบบนี้ มานั่งพิสูจน์บท ทฤษฎี ถึงแม่ว่าผมได้เกรด 3.2 ก็ตามขนาดผมไม่ได้ชอบนะ ปกติถ้าชอบผมมั่นใจว่าทำได้มากกว่านี้ คือผมว่าคนเรามีความชอบที่แตกต่างกัน และผมมั่นใจว่าคณะวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ความชอบของผมแต่เป็นการบีบบังคับให้เลือกมากกว่าในตอนที่ผมอยู่ม.6 แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมพร้อมแล้วที่จะก้าวออกมาจากsafe zone เพื่อไล่ตามความฝัน และจำไม่ทนอะไรกับสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเครียดทุกวัน รู้สึกมันกินชีวิตเราทุกวัน รู้สึกไร้เป้าหมาย ผมเลยอยากขอคำปรึกษาจากทุกคนที่ผ่านเข้ามาในกระทู้ช่วยให้คำแนะนำผมหน่อยนะครับ ขอบคุณครับ
อยากเรียนครุศาสตร์ แต่ได้เรียนวิทยาศาสตร์รู้สึกกินชีวิตมาก
ตอนนั้นผมอยากเป็นครูมาก ผมอยากเข้าคณะครุศาสตร์ ของจุฬามากๆ ตอนที่ผมบอกเรื่องนี้กับที่บ้านปับครอบครัว พ่อกับแม่ไม่มีปัญหาครับ แต่คนที่มีปัญหาคือคนที่ช่วยเหลือพ่อกับแม่ผมมาตลอด(เค้าเป็นญาติฝั่งพ่อผมน่ะครับ) คือเค้าเรียกผมไปคุยที่บ้านเค้าแล้วพยายามโน้มน้าวให้ผมเรียนอย่างอื่นที่ไม่ใช่ครูเพราะเรียนครูมันไม่รวย เรียนครูแล้วมันลำบาก ไต่เต้ายาก ซึ่งพ่อผมก็นั่งอยู่ตรงนั้นด้วย คือในใจผมอยากด่าเค้ามากว่ามายุ่งอะไรชีวิตเรา แต่เค้ามีพระคุณกับพ่อแม่เรามากๆ บ้านที่พ่อกับแม่อยู่เค้าก็เป็นคนช่วยออกเงินซื้อให้ ตอนครอบครัวผมลำบากเค้าก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเป็นครั้งคราว ผมเลยไม่ยื่นครุศาสตร์ จุฬาฯทั่งที่ตอนนั้นทีผลงานค่อนข้างเยอะพอสมควรเช่นสอวน. ตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขัน หรืองานอาสาค่ายเด็ก งานอาสาสอนเด็กในสลัม คือผมเตรียมพอร์ตไว้ยื่นที่คณะครุศาสตร์ ผมพูดได้เลยว่าผมจำใจที่ต้องทิ้งความฝันที่จะเป็นครูไว้ชั่วคราว ผมเลยเลือกที่จะเข้าคณะวิทยาศาสตร์รอบพอร์ตเพราะเห็นว่า เราสามารถไปต่อ โท ศึกษาศาสตร์ได้ง่ายและยังมีทุนสควค.มารองรับในการเรียน แต่เรื่องมาพลิกตอนปีหนึ่งครับ ผมสมัครทุกสควครอบเพิ่มเติมไปสองครั้ง แต่เป็นสำรองอันดับหนึ่งทุกครั้ง ตอนนั้นผมเสียใจมาเพราะผมเข้ามาที่นี้เพราะหวังทุนนี้โดยเฉพาะ ผมไม่อยากให้พ่อแม่ต้องมาแบกรับค่าใช้จ่าย ค่าเทอมของผม ยังดีที่ตอนปีหนึ่งผมได้ทุนจากคณะมาจำนวนนึงเป็นทุนให้เปล่า บวกกับเงินทำงาน part time ตอนปิดเทอม แต่ช่วงเวลานั้นผมเริ่มมีอาการที◌่ไม่เคยเป็นมาก่อนมันเหมือนอาการหมดไฟ ไม่เหมือนแต่ก่อนที่เราทำเพราะมีเป้าหมาย มีจุดมุ่งมั่นว่าต้องเป็นครูให้ได้
ผมเริ่มไม่อยากไปเรียน บางวันผม shut down ตัวเองอยู่ในหอทั้งวัน ผมค้นพบว่าตัวเองไม่ได้เหมาะกับคณะนี้เลย เหมือนใช้ชีวิตเหมือนนักศึกษาที่อ่านหนังสือเพื่อไปสอบแล้วสี่ปีก็จบแล้วรับปริญญาเพื่อไปสมัครงานหรือเรียนต่อ แต่ผมรู้สึกมาตลอดว่ามันกินชีวิต สุขภาพจิตผมแย่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปิดเทอมปี1ขึ้นปี2 ช่วง พ.ค-ก.ค ผมลุกขึ้นสู้อีกครั้ง ผมใช้เวลานั่งเรียนเนื้อหาปีสอง รวมไปถึงลองทำอะไรที่ผมคิดว่าจบมามีโอกาสที่จะได้ทำเช่นการเขียนโปรแกรมอย่างจริงจัง ผมทำแบบนั้นอยู่สองเดือนเต็มแล้วค้นพบว่าผมไม่ใช่แนวนี้ คือมันส่งผลดีต่อเกรดผมมากนะตอนที่ผมเรียนในห้องแต่ถ้าให้ผมทำแบบนี้ทุกวันทำอะไรที่ตัวเองก็รู้ว่าไม่ได้ทำไปเพราะชอบแค่ทำไปเพราะค้นหาตัวเอง ผมก็เลยวกกลับมาเรื่องอยากซิ่วอีกครั้ง ครั้งนี้ผมคิดว่าถ้าจะซิ่วมาแล้วให้ที่บ้านยอมรับ ผมต้องซิ่งไปคณะที่มันแบบถ้าเข้าไปแล้วต้องทำให้ทุกคนร้องว้าวเช่น วิศวะ จุฬาฯ แต่นั่นแหละ ทำอะไรก็มีอุปสรรคไปหมด
บ้านผมน้ำท่วม เสียหายอย่างหนัก พ่อกับแม่เริ่มมีอาการป่วย ตอนนั้นเราทิ้งความคิดที่จะไปสอบtcasทันที่ทั้งที่เราสมัครสอบไว้แล้ว เพราะเราไม่อยากหาภาระมาเพิ่มให้พ่อแม่เรา แค่นี้ท่านก็ลำบากกันพอสมควรแล้วไม่อยากให้มาลำบากเรื่องผมอีก
ช่วงม.ค.ของปีนี้ ผมมีโอกาสได้ทำงาน part time ของญาติผม คือเค้าจ้างผมให้มาเป็นบาริสต้าที่ร้านคาเฟ่เค้า หรือเป็นฟรีแลนซ์พาไปออกงานบูสที่งานต่างไป ซึ่งผมก็ได้รายได้มากระดับนึง พอผมเริ่มมีเงิน สื่งแรกที่แวบในหัวผมคือความฝันที่ผมทิ้งไปตั้งแต่ตอนปี1 คือการเป็นครู ผมคิดว่าถ้าผมไม่ทนกับการเรียนไปวันๆโดยไร้จุดหมายกับคณะนี้ แล้วไปไล่ตามความฝันของผมด้วยเงินผมเองที่คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อที่ผมจะได้กลับมาเป็นคูณครูที่โรงเรียนญว.ในอนาคต ผมเป็นคนรักเด็กมากๆ ตามความฝันผม ผมคงจะมีความสุขมากกว่าตอนนี้มาก ไม่ใช่เราในเวอร์ชั่นที่ตื่นมาแล้วถอนหายใจ นั่งเรียนไปซักพักแล้วคิดอยู่ในหัวทั้งคาบว่าทำไมต้องมาเรียนอะไรแบบนี้ มานั่งพิสูจน์บท ทฤษฎี ถึงแม่ว่าผมได้เกรด 3.2 ก็ตามขนาดผมไม่ได้ชอบนะ ปกติถ้าชอบผมมั่นใจว่าทำได้มากกว่านี้ คือผมว่าคนเรามีความชอบที่แตกต่างกัน และผมมั่นใจว่าคณะวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ความชอบของผมแต่เป็นการบีบบังคับให้เลือกมากกว่าในตอนที่ผมอยู่ม.6 แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมพร้อมแล้วที่จะก้าวออกมาจากsafe zone เพื่อไล่ตามความฝัน และจำไม่ทนอะไรกับสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเครียดทุกวัน รู้สึกมันกินชีวิตเราทุกวัน รู้สึกไร้เป้าหมาย ผมเลยอยากขอคำปรึกษาจากทุกคนที่ผ่านเข้ามาในกระทู้ช่วยให้คำแนะนำผมหน่อยนะครับ ขอบคุณครับ