เรียน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในองค์กรอันทรงเกียรติ ดิฉันมีข้อเสนอเกี่ยวกับการสรรหาบุคลากรเพื่อปฎิบัติหน้าที่ในองค์กรท่านค่ะ ก็ไม่ทราบหรอกว่าข้อความนี้จะไปถึงใคร หรือสะท้อนปัญหาอะไรได้บ้าง แต่เอาเป็นว่าขอพื้นที่แห่งนี้เสนอแนะแนวทางนะคะ ทนเห็นระบบแบบนี้มา 3 ปีละและมันคงจะเป็นแบบนี้ต่อไปอีกแสนนาน
ทั้งที่ดิฉันก็ไม่ใช่คนในองค์กรของท่านโดยตรงยังทนเห็นและเบื่อแทนคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในองค์กรของท่านเลย ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงบ้างหรอค่ะ?
ท่านผู้ใหญ่ในองค์กรที่เคารพ ท่านจะทราบมั้ยค่ะว่า เวลาที่ท่านเปิดสอบเพื่อสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งหน้าที่ในแต่ละปี คุณสูญเสียอะไรไปบ้าง? แน่นอน หนึ่งเลยงบประมาณในการจัดสอบ แต่สิ่งที่หน้าเห็นใจที่สุดก็คือ ผู้สมัครสอบที่เตรียมตัวมาสอบ กี่คนละค่ะท่านที่มา? คูณเข้าไปสิคะ ค่าใช้จ่าย ไม่รวมญาติพี่น้องที่มาเป็นกำลังใจนะคะ ไหนจะต้องตื่นเช้า ต้องดิ้นรน ต้องพยายามเพื่อจะได้อยู่ในองค์กรอันทรงเกียรติของพวกท่าน เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ หน้าที่การงาน มันคือความเต็มใจที่จะใช้ความสามารถในตัวพวกเขาอย่างเต็มที่ เขาเหล่านั้นมองข้ามค่าใช้จ่าย มองข้ามเวลาที่เสียไป เพราะทุกคนมีความหวังว่า ความสามารถของพวกเขาจะได้ทำงานในองค์กรที่มั่นคงแห่งนี้ ได้เติบโตตามความสามารถ ได้ใช้ศักยภาพของตัวเองพัฒนาหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย เเละเป็นที่ชื่นชมของคนรอบข้างจากความสามารถที่พวกเขามี
แล้วไงคะ??? ผ่านข้อเขียนมา ก็ต้องมาสอบสัมภาษณ์ ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ไงค่ะท่าน ไม่ต้องบอกก็ทราบนะคะ
ท่านที่เคารพ ถ้าตำแหน่งที่ท่านเปิดสอบ ท่านมีคนที่ปราถนาอยู่แล้ว ถามจริงๆ เถอะค่ะ จะเรียกคนอื่นมาสัมภาษณ์เพื่ออะไรคะ ?
ยกตัวอย่างง่ายๆ เลยค่ะ คุณให้ผู้สมัครสอบมานั่งรอสัมภาษณ์ ตั้งแต่ 8 โมงเช้า สัมภาษณ์จริงๆ 5 โมงเย็น แต่ทุกคนก็เต็มใจรอ แล้วก็ตั้งใจรอเพื่อจะโชว์ศักยภาพที่มีให้ท่านกรรมการผู้ทรงเกียรติเห็น เพราะมันเป็นความหวังของพวกเขาเหล่านั้น ต่อให้ท่านจะสัมภาษณ์เที่ยงคืน เขาก็รอได้ค่ะ
แล้วไงต่อคะ ทุกคนทำเต็มที่ เต็มกำลังความสามารถ พอประกาศผลสอบออกมา ค่ะ...คนที่อยู่ในใจท่านก็ติดไงคะ จะชี้แจง หรือปฎิเสธก็ได้นะคะ ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริงเลย นี่ก็อยากทราบเหมือนกัน
แต่ความหมายคือ ถ้าท่านๆ มีคนที่อยู่ในใจอยู่แล้วเพราะมองว่า การทำงานร่วมกับคนที่คุ้นเคยเป็นสิ่งที่ดี และง่ายกว่าการเลือกคนใหม่เข้ามา หรือ เป็นคนที่คุ้นเคยอยู่แล้ว อยู่ในสังกัดที่ท่านต้องการ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ขอความกรุณาประกาศเลยเถอะค่ะ ว่าต้องการคนนี้ ด้วยเหตุผลประการนี้ คุณสมบัติแบบนี้
.....อย่าต้องเอาผู้สมัครสอบคนอื่นๆ มาเป็นตัวประกอบให้คนที่อยู่ในดวงใจของท่านเลยเพราะท้ายที่สุดทุกคนก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทุกคนปฎิเสธไม่ได้อยู่แล้ว ว่าความสามารถมันแค่เสี่ยวเดียวของการสรรหา
แต่คือทุกคนมีความหวังไงค่ะท่าน ต่อให้รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร ผู้สมัครสอบทุกคนก็อยากใช้โอกาสที่พวกเขามี
ท่านกำลังเอาความหวังของผู้สมัครสอบท่านอื่น ของญาติพี่น้อง ของคนรอบข้างพวกเขา มาเป็นตัวประกอบ เพื่อให้การสรรหาดูเป็นธรรม ดูโปร่งใส ตามนโยบายที่ท่านกล่าวไว้ แต่ท่านจะรู้มั้ยค่ะว่า ความรู้สึกของคนที่มีความสามารถ คนที่เขามีศักยภาพ คนที่เขามีเป้าหมาย คนที่ทำเต็มที่ คนที่เขามีความหวัง ท่านคิดว่าเขาควรต้องรู้สึกยังไงค่ะท่าน?????
ดังนั้น ข้อเสนอแนะง่ายๆ ค่ะท่าน เลิกสอบสัมภาษณ์เถอะค่ะ หลังประกาศสอบข้อเขียนแล้ว จากนั้น ท่านก็เลือกเลยค่ะ ดวงใจท่านกรรมการคือใคร จะเอาใคร อยากได้ใคร คนอื่นจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปด้วย แล้วท่านก็จะประหยัดงบประมาณในการคัดเลือกด้วย อันนี้ไม่ได้ประชดหรืออะไรนะค่ะ แต่ให้คิดถึงหลักความเป็นจริง ดีต่อทุกฝ่ายอะค่ะ เพราะต่อให้ใครได้รับตำแหน่งพวกเขาก็ต้องทำหน้าที่ดังกล่าวให้สมบูรณ์ที่สุดตามกำลังความสามารถที่มีอยู่แล้ว
แล้วก็ไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องข้อครหานะคะท่าน ดิฉันคิดว่าทุกคนเข้าใจเพราะมันมีมานานมากแล้ว ซึ่งทุกคนก็เต็มใจมองข้าม
PEA ท่านกำลังขยี้ความหวังและความรู้สึกของคน...
ทั้งที่ดิฉันก็ไม่ใช่คนในองค์กรของท่านโดยตรงยังทนเห็นและเบื่อแทนคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในองค์กรของท่านเลย ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงบ้างหรอค่ะ?
ท่านผู้ใหญ่ในองค์กรที่เคารพ ท่านจะทราบมั้ยค่ะว่า เวลาที่ท่านเปิดสอบเพื่อสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งหน้าที่ในแต่ละปี คุณสูญเสียอะไรไปบ้าง? แน่นอน หนึ่งเลยงบประมาณในการจัดสอบ แต่สิ่งที่หน้าเห็นใจที่สุดก็คือ ผู้สมัครสอบที่เตรียมตัวมาสอบ กี่คนละค่ะท่านที่มา? คูณเข้าไปสิคะ ค่าใช้จ่าย ไม่รวมญาติพี่น้องที่มาเป็นกำลังใจนะคะ ไหนจะต้องตื่นเช้า ต้องดิ้นรน ต้องพยายามเพื่อจะได้อยู่ในองค์กรอันทรงเกียรติของพวกท่าน เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ หน้าที่การงาน มันคือความเต็มใจที่จะใช้ความสามารถในตัวพวกเขาอย่างเต็มที่ เขาเหล่านั้นมองข้ามค่าใช้จ่าย มองข้ามเวลาที่เสียไป เพราะทุกคนมีความหวังว่า ความสามารถของพวกเขาจะได้ทำงานในองค์กรที่มั่นคงแห่งนี้ ได้เติบโตตามความสามารถ ได้ใช้ศักยภาพของตัวเองพัฒนาหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย เเละเป็นที่ชื่นชมของคนรอบข้างจากความสามารถที่พวกเขามี
แล้วไงคะ??? ผ่านข้อเขียนมา ก็ต้องมาสอบสัมภาษณ์ ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ไงค่ะท่าน ไม่ต้องบอกก็ทราบนะคะ
ท่านที่เคารพ ถ้าตำแหน่งที่ท่านเปิดสอบ ท่านมีคนที่ปราถนาอยู่แล้ว ถามจริงๆ เถอะค่ะ จะเรียกคนอื่นมาสัมภาษณ์เพื่ออะไรคะ ?
ยกตัวอย่างง่ายๆ เลยค่ะ คุณให้ผู้สมัครสอบมานั่งรอสัมภาษณ์ ตั้งแต่ 8 โมงเช้า สัมภาษณ์จริงๆ 5 โมงเย็น แต่ทุกคนก็เต็มใจรอ แล้วก็ตั้งใจรอเพื่อจะโชว์ศักยภาพที่มีให้ท่านกรรมการผู้ทรงเกียรติเห็น เพราะมันเป็นความหวังของพวกเขาเหล่านั้น ต่อให้ท่านจะสัมภาษณ์เที่ยงคืน เขาก็รอได้ค่ะ
แล้วไงต่อคะ ทุกคนทำเต็มที่ เต็มกำลังความสามารถ พอประกาศผลสอบออกมา ค่ะ...คนที่อยู่ในใจท่านก็ติดไงคะ จะชี้แจง หรือปฎิเสธก็ได้นะคะ ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริงเลย นี่ก็อยากทราบเหมือนกัน
แต่ความหมายคือ ถ้าท่านๆ มีคนที่อยู่ในใจอยู่แล้วเพราะมองว่า การทำงานร่วมกับคนที่คุ้นเคยเป็นสิ่งที่ดี และง่ายกว่าการเลือกคนใหม่เข้ามา หรือ เป็นคนที่คุ้นเคยอยู่แล้ว อยู่ในสังกัดที่ท่านต้องการ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ขอความกรุณาประกาศเลยเถอะค่ะ ว่าต้องการคนนี้ ด้วยเหตุผลประการนี้ คุณสมบัติแบบนี้
.....อย่าต้องเอาผู้สมัครสอบคนอื่นๆ มาเป็นตัวประกอบให้คนที่อยู่ในดวงใจของท่านเลยเพราะท้ายที่สุดทุกคนก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทุกคนปฎิเสธไม่ได้อยู่แล้ว ว่าความสามารถมันแค่เสี่ยวเดียวของการสรรหา
แต่คือทุกคนมีความหวังไงค่ะท่าน ต่อให้รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร ผู้สมัครสอบทุกคนก็อยากใช้โอกาสที่พวกเขามี
ท่านกำลังเอาความหวังของผู้สมัครสอบท่านอื่น ของญาติพี่น้อง ของคนรอบข้างพวกเขา มาเป็นตัวประกอบ เพื่อให้การสรรหาดูเป็นธรรม ดูโปร่งใส ตามนโยบายที่ท่านกล่าวไว้ แต่ท่านจะรู้มั้ยค่ะว่า ความรู้สึกของคนที่มีความสามารถ คนที่เขามีศักยภาพ คนที่เขามีเป้าหมาย คนที่ทำเต็มที่ คนที่เขามีความหวัง ท่านคิดว่าเขาควรต้องรู้สึกยังไงค่ะท่าน?????
ดังนั้น ข้อเสนอแนะง่ายๆ ค่ะท่าน เลิกสอบสัมภาษณ์เถอะค่ะ หลังประกาศสอบข้อเขียนแล้ว จากนั้น ท่านก็เลือกเลยค่ะ ดวงใจท่านกรรมการคือใคร จะเอาใคร อยากได้ใคร คนอื่นจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปด้วย แล้วท่านก็จะประหยัดงบประมาณในการคัดเลือกด้วย อันนี้ไม่ได้ประชดหรืออะไรนะค่ะ แต่ให้คิดถึงหลักความเป็นจริง ดีต่อทุกฝ่ายอะค่ะ เพราะต่อให้ใครได้รับตำแหน่งพวกเขาก็ต้องทำหน้าที่ดังกล่าวให้สมบูรณ์ที่สุดตามกำลังความสามารถที่มีอยู่แล้ว
แล้วก็ไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องข้อครหานะคะท่าน ดิฉันคิดว่าทุกคนเข้าใจเพราะมันมีมานานมากแล้ว ซึ่งทุกคนก็เต็มใจมองข้าม