สวัสดีครับเพื่อนๆ มนุษย์เงินเดือนชาวพันทิปทุกคน
ต้อนรับเทศกาล Pride Month ในเดือนมิถุนายนนี้ ขอถอดหมวกคนทำงานสรรหาผู้บริหารมาแชร์มุมมองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจในไทยที่น่าชื่นใจและเป็นประโยชน์ต่อทิศทางการเติบโตขององค์กรกันครับ
ปัจจุบัน วัฒนธรรมองค์กรในระดับสากลได้ก้าวผ่านเรื่องความแตกต่างทางเพศไปไกลมากแล้วครับ จากอดีตที่หลายคนอาจเคยรู้สึกว่าประเด็นเรื่อง LGBTQ+ เป็นเพียงแคมเปญการตลาดตามฤดูกาล แต่ในมุมมองของนักกลยุทธ์ทรัพยากรบุคคลยุคใหม่ การเปิดรับความหลากหลายและสร้างความเท่าเทียม (Diversity & Inclusion) ได้กลายเป็นกุญแจสำคัญในการแย่งชิงบุคลากรระดับหัวกะทิ (Top Talents) มาร่วมทัพเรียบร้อยแล้ว และนี่คือเหตุผลเชิงลึกหลังบ้านครับ:
1.ความปลอดภัยทางจิตวิทยาคือจุดกำเนิดของนวัตกรรม (Psychological Safety) เมื่อองค์กรเปิดโอกาสให้ทุกคนเป็นตัวของตัวเองได้ 100% โดยปราศจากกรอบของเพศสภาพหรืออคติส่วนตัว พนักงานจะรู้สึกปลอดภัย มีอิสระทางความคิด และกล้าที่จะนำเสนอไอเดียที่แตกต่างนอกกรอบ ซึ่งนี่คือดินชั้นดีในการเพาะพันธุ์ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ (Innovation) ให้กับธุรกิจครับ
2.ผู้นำที่เปิดกว้างจะสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ยืดหยุ่นและปรับตัวเร็ว ผู้นำรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ยอมรับความหลากหลาย มักจะมีทักษะความเข้าใจผู้คนขั้นสูง (High Empathy) และเปิดรับฟังความเห็นของทีมงานรอบด้าน ทำให้โครงสร้างการทำงานมีความยืดหยุ่นสูง ลดความตึงเครียดในองค์กร และสามารถนำพาบริษัทปรับตัวเข้ากับความผันผวนของตลาดได้อย่างรวดเร็ว
3.คัดสรรคนที่ฝีมือและความสามารถอย่างแท้จริง (Talent Over Gender) องค์กรระดับหัวแถวจะใช้มาตรฐานการประเมินผลงานและภาวะผู้นำจากศักยภาพ วิสัยทัศน์ และผลงานที่จับต้องได้จริงเท่านั้น ทัศนคติที่มุ่งเน้นความเป็นธรรมนี้จะส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังกลุ่มคนทำงานเก่งๆ ในตลาด ทำให้พวกเขารู้สึกมั่นใจและอยากเลือกเดินเข้ามาฝากอนาคตและเติบโตร่วมงานกับองค์กรในระยะยาว
สถิติจากวงการสรรหาบุคลากรระบุว่า: แคนดิเดตรุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มคนทำงานเก่งระดับผู้นำรุ่นใหม่ มีสัดส่วนสูงมากที่ระบุว่า "วัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนความหลากหลายและความเท่าเทียม" คือปัจจัยอันดับต้นๆ ในการตัดสินใจเลือกออฟเฟอร์เพื่อร่วมงานกับบริษัทครับ
สรุป: จากประสบการณ์ของทีมงาน 43 Synchronize องค์กรที่จะชนะสงครามธุรกิจในอนาคตได้ คือองค์กรที่สามารถดึงศักยภาพสูงสุดของบุคลากรออกมาได้เต็มที่ และการเปิดใจยอมรับในความแตกต่างอย่างเท่าเทียม คือรากฐานที่สำคัญที่สุดในการสร้างทีมผู้นำที่จะนำพาแบรนด์ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ครับ
เพื่อนๆ ชาวพันทิปในห้องสีลมมีมุมมองอย่างไรกับเรื่องนี้บ้างครับ? ที่ทำงานของใครมีนโยบายหรือกิจกรรมดีๆ ต้อนรับ Pride Month ที่สะท้อนถึงการให้เกียรติและยอมรับความหลากหลายในทีมงานอย่างไรบ้าง มาร่วมแบ่งปันมุมมองเชิงบวกกันได้นะครับ! 🌈🤍
ต้อนรับ Pride Month ทำไมองค์กรยุคใหม่ที่เปิดกว้างความหลากหลาย (LGBTQ+) ถึงดึงดูด "ผู้นำระดับหัวกะทิ" ได้มากกว่า?
ต้อนรับเทศกาล Pride Month ในเดือนมิถุนายนนี้ ขอถอดหมวกคนทำงานสรรหาผู้บริหารมาแชร์มุมมองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจในไทยที่น่าชื่นใจและเป็นประโยชน์ต่อทิศทางการเติบโตขององค์กรกันครับ
ปัจจุบัน วัฒนธรรมองค์กรในระดับสากลได้ก้าวผ่านเรื่องความแตกต่างทางเพศไปไกลมากแล้วครับ จากอดีตที่หลายคนอาจเคยรู้สึกว่าประเด็นเรื่อง LGBTQ+ เป็นเพียงแคมเปญการตลาดตามฤดูกาล แต่ในมุมมองของนักกลยุทธ์ทรัพยากรบุคคลยุคใหม่ การเปิดรับความหลากหลายและสร้างความเท่าเทียม (Diversity & Inclusion) ได้กลายเป็นกุญแจสำคัญในการแย่งชิงบุคลากรระดับหัวกะทิ (Top Talents) มาร่วมทัพเรียบร้อยแล้ว และนี่คือเหตุผลเชิงลึกหลังบ้านครับ:
1.ความปลอดภัยทางจิตวิทยาคือจุดกำเนิดของนวัตกรรม (Psychological Safety) เมื่อองค์กรเปิดโอกาสให้ทุกคนเป็นตัวของตัวเองได้ 100% โดยปราศจากกรอบของเพศสภาพหรืออคติส่วนตัว พนักงานจะรู้สึกปลอดภัย มีอิสระทางความคิด และกล้าที่จะนำเสนอไอเดียที่แตกต่างนอกกรอบ ซึ่งนี่คือดินชั้นดีในการเพาะพันธุ์ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ (Innovation) ให้กับธุรกิจครับ
2.ผู้นำที่เปิดกว้างจะสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ยืดหยุ่นและปรับตัวเร็ว ผู้นำรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ยอมรับความหลากหลาย มักจะมีทักษะความเข้าใจผู้คนขั้นสูง (High Empathy) และเปิดรับฟังความเห็นของทีมงานรอบด้าน ทำให้โครงสร้างการทำงานมีความยืดหยุ่นสูง ลดความตึงเครียดในองค์กร และสามารถนำพาบริษัทปรับตัวเข้ากับความผันผวนของตลาดได้อย่างรวดเร็ว
3.คัดสรรคนที่ฝีมือและความสามารถอย่างแท้จริง (Talent Over Gender) องค์กรระดับหัวแถวจะใช้มาตรฐานการประเมินผลงานและภาวะผู้นำจากศักยภาพ วิสัยทัศน์ และผลงานที่จับต้องได้จริงเท่านั้น ทัศนคติที่มุ่งเน้นความเป็นธรรมนี้จะส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังกลุ่มคนทำงานเก่งๆ ในตลาด ทำให้พวกเขารู้สึกมั่นใจและอยากเลือกเดินเข้ามาฝากอนาคตและเติบโตร่วมงานกับองค์กรในระยะยาว
สถิติจากวงการสรรหาบุคลากรระบุว่า: แคนดิเดตรุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มคนทำงานเก่งระดับผู้นำรุ่นใหม่ มีสัดส่วนสูงมากที่ระบุว่า "วัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนความหลากหลายและความเท่าเทียม" คือปัจจัยอันดับต้นๆ ในการตัดสินใจเลือกออฟเฟอร์เพื่อร่วมงานกับบริษัทครับ
สรุป: จากประสบการณ์ของทีมงาน 43 Synchronize องค์กรที่จะชนะสงครามธุรกิจในอนาคตได้ คือองค์กรที่สามารถดึงศักยภาพสูงสุดของบุคลากรออกมาได้เต็มที่ และการเปิดใจยอมรับในความแตกต่างอย่างเท่าเทียม คือรากฐานที่สำคัญที่สุดในการสร้างทีมผู้นำที่จะนำพาแบรนด์ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ครับ
เพื่อนๆ ชาวพันทิปในห้องสีลมมีมุมมองอย่างไรกับเรื่องนี้บ้างครับ? ที่ทำงานของใครมีนโยบายหรือกิจกรรมดีๆ ต้อนรับ Pride Month ที่สะท้อนถึงการให้เกียรติและยอมรับความหลากหลายในทีมงานอย่างไรบ้าง มาร่วมแบ่งปันมุมมองเชิงบวกกันได้นะครับ! 🌈🤍