ความตาย เป็นสิ่งหนึ่งที่เรียกได้ว่า เป็นอนิจจัง เป็นของเที่ยง เกิดขึ้นกับตัวเราอย่างแน่นอน พระราชพรหมยาน ท่านได้กล่าวว่า " ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง จงอย่ายึดถืออะไรในโลกว่าเป็นเรา เป็นของเรา "
ประสบการณ์ที่ตกอยู่ในสภาวะที่ใกล้ตายของผม เกิดขึ้นเมื่อ ต้นเมษายน 2555 ตอนแรกที่คิดว่าไข้ธรรมดาๆ เหมือนที่เคยเป็น เพราะช่วงนั้นอากาศร้อนมาก ผมไปอาศัยแอร์เย็นๆ (เย็นมากต้องใส่เสิ้อกันหนาว) แต่พอออกมาข้างนอกก็ร้อนจัด เป็นอย่างนี้ๆ เกือบทุกวัน มารู้ตัวอีกที ก็ชาไปหมดทั้งตัวแล้ว และเมื่อไปหาหมอ ตอนนั้นหมอก็วินิจฉัยตามขั้นตอนทุกๆอย่าง (แต่หมอพูดไม่เพราะเลย... และไม่ไป รพ.เอกชนนั้นอีกเลย) และการให้ยาก็เริ่มขึ้น ผมมีไข้สูงมาก เริ่มมีอาการเกร็งชัก เวลานอนหลับ ก็รู้สึกว่าตัวเอง ถูกยกให้ลอยขึ้นและปล่อยให้ตกลงมาอยู่เป็นระยะๆ ผมได้ยินพยาบาลพูดให้กำลังใจตลอดเวลา จากการอธิบายการให้ยา ทำให้เข้าใจว่า เริ่มจากยาที่ใช้รักษาผู้ใหญ่ตามปกติ แต่ร่างกายผมตอนนั้น หลังรับยาก็อาเจียนออกมา เวียนหัวหนักมาก หมอเริ่มลดยา จนเป็นยาเด็ก ผมก็เหมือนเดิมคือ อาเจียน เวียนหัว และเวลาหลับก็เหมือนถูกโยนดังที่เล่าไปแล้ว จนกระทั่งหมอพูดกับผมว่า หมอพยายามแล้ว ยาเด็กคุณก็รับไม่ได้ ร่างกาคุณไม่รับยา ผมเหมือนรู้ชะตากรรม เพราะมันเริ่มทรมานมาก จึงพอรวบรวมสติพูดตอบหมอว่า ผมขอกลับบ้าน
เพื่อนและน้องชายต้องหิ้วปีกผม กลับบ้านอย่างสภาพที่เรียกว่า หมดสภาพ ไร้เรี่ยวแรง เมื่อมาถึงห้อง ผมก็นอนนิ่งๆ ขยับตัวไม่ได้ ลืมตาก็หมุนไปหมดจึงหลับตาไว้เช่นนั้น หลับๆตื่นๆ ฝืนลืมตาเป็นระยะๆ จนกระทั่งมืดค่ำ (ไม่รู้เวลา) ตอนนั้นผมรู้สึกหนาวเย็นมาก ร่างกายขยับไม่ได้เลย ผมรู้สึกว่าตัวเองใกล้ตายแล้ว จึงพยายามสวดมนต์ แต่ทำอะไรไม่ได้เลย ตาแม้ว่าจะปิดอยู่ แต่ภายในมันสว่างอยู่ตลอดเวลาราวกับกลางวัน ผมได้ยินเสียงเคาะประตู และเสียงเรียกของน้องผม แต่ผมก็ขานรับไม่ได้ ปากขยับไม่ได้ ร่างกายเหมือนเป็นอัมพาต ได้แต่คิดในใจให้น้องเปิดประตูเข้ามาช่วย แต่ก็ไร้ผล เสียงเคาะเงียบไป ผมตั้งใจสวดมนต์อีกครั้ง พยายามตั้งสติ แต่ทำไม่ได้ ตอนนี้เองหัวผมเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายที่ขยับไม่ไดอยู่แล้ว ก็ยิ่งเหมือนถูกตรึงเอาไว้ ภายในตาที่สว่างราวกับกลางวัน นั้นเริ่มเห็นเป็นภาพเบลอๆ ทีละภาพๆ และรัวๆ เร็วๆขึ้น เหมือนเวลาเรากดเล่นภาพอย่างรวดเร็วทีละภาพ แต่มันเบลอมาก ผมจับไม่ได้เลยว่าเป็นเหตุการณ์อะไร ตอนนั้นกลัวมาก น้ำตาไหล และคิดในใจว่า ผมขอโทษ ผมขอโทษทุกสิ่งทุกอย่างทั้งเจตนาและไม่เจตนา ผมกลัวแล้ว ผมขอโทษ ผมนึกวนๆ อยู่แบบนั้น ในขณะที่ การเกิดภาพรัวๆ นั้นเกิดขึ้นอยู่ตลอด ผมหนักหัวมาก หนักมาก เป็นเช่นนี้นานเท่าไหร่ ผมไม่รู้ได้ จนเริ่มเหมือนขาดอากาศหายใจ ทันทีทันใดนั้น ผมเห็นตา (พ่อของแม่) ตาของผม ท่านเลี้ยงดูผมมาแต่เล็กแต่น้อย ผมระลึกถึงพระคุณของท่านสม่ำเสมอ ท่านเสียชีวิตไปแล้ว ท่านมาหาผม มองหน้าผม ภาพนั้นกำลังเกิดขึ้นมา ทดแทนภาพฉายเบลอๆ รัวๆ ที่แสนจะทรมานเหล่านั้น ภาพของตาชัดขึ้นๆ ขณะที่ภาพเบลอเริ่มจางลงไปๆ ผมดีใจและกลัวปะปนกันไป แน่แล้วว่า ตาคงมารับไปด้วยเป็นแน่ ผมคิดในใจสวนขึ้นตอนนั้นว่า ผมเป็นห่วงน้อง น้องยังเล็กมาก มันจะอยู่ยังงัย ให้ผมอยู่ต่อดูแลน้องคนเล็ก จากนั้นความสว่างเหมือนกลางวันก็เริ่มมืดลงๆๆ และมืดสนิท และผมก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย
ผมรู้สึกตัวอีกครั้งนึง ผมนั่ง อาการเวียนหัว หนักหัวไม่มีอีกแล้ว ผมได้ยินเสียงกวาดสนาม จึงตัดสินใจเดินไปดู ผมเห็นคน ผมมองลงไป เค้าไม่มองขึ้นมา ผมคิดว่าเค้าคงไม่เห็นมาเป็นแน่ เพราะตอนนี้ผมตายแล้ว ผมยืนคิดถึงตา อยู่เป็นนาน คิดว่าทำไมตาปล่อยผมไว้บ้านหลังนี้ ทำไมไม่เอาผมไปด้วย ที่ชอบที่ชอบของไม่ใช่ที่นี่ ผมไม่กล้ามองไปที่เตียงเพราะคิดว่าคงเจอตัวเองนอนอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเมื่อยขา เพราะยินนาน เลยตัดสินใจหันไปที่เตียง จึงพบว่าตัวเองไม่ตาย
จากวันนั้นผมคิดและคิดมาตลอดว่า อะไรคือความตาย จากช่วงระยะเวลานั้นมาจนถึงปัจจุบัน ผมรอดตายมาได้ แต่ผมก็เริ่มสังเกตสิ่งต่างๆ และผมได้รับความทรมานใจจากความทุกข์ในหน้าที่การงาน ความเป็นอยู่ การดำรงชีวิต และต้นปี 2561 เริ่มศึกษาและหาคำตอบว่าอะไรคือทุกข์ และการดับทุกข์ ก่อนที่ความตายจะมาถึง สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านไม่ประมาทในธรรม การตั้งสติและสมาธิ กำหนดลมหายใจ ให้ได้นั้นสำคัญมากนัก หากอยากรอดพ้นจากอบายภูมิหลังความตาย
ประสบการณ์ความตาย
ประสบการณ์ที่ตกอยู่ในสภาวะที่ใกล้ตายของผม เกิดขึ้นเมื่อ ต้นเมษายน 2555 ตอนแรกที่คิดว่าไข้ธรรมดาๆ เหมือนที่เคยเป็น เพราะช่วงนั้นอากาศร้อนมาก ผมไปอาศัยแอร์เย็นๆ (เย็นมากต้องใส่เสิ้อกันหนาว) แต่พอออกมาข้างนอกก็ร้อนจัด เป็นอย่างนี้ๆ เกือบทุกวัน มารู้ตัวอีกที ก็ชาไปหมดทั้งตัวแล้ว และเมื่อไปหาหมอ ตอนนั้นหมอก็วินิจฉัยตามขั้นตอนทุกๆอย่าง (แต่หมอพูดไม่เพราะเลย... และไม่ไป รพ.เอกชนนั้นอีกเลย) และการให้ยาก็เริ่มขึ้น ผมมีไข้สูงมาก เริ่มมีอาการเกร็งชัก เวลานอนหลับ ก็รู้สึกว่าตัวเอง ถูกยกให้ลอยขึ้นและปล่อยให้ตกลงมาอยู่เป็นระยะๆ ผมได้ยินพยาบาลพูดให้กำลังใจตลอดเวลา จากการอธิบายการให้ยา ทำให้เข้าใจว่า เริ่มจากยาที่ใช้รักษาผู้ใหญ่ตามปกติ แต่ร่างกายผมตอนนั้น หลังรับยาก็อาเจียนออกมา เวียนหัวหนักมาก หมอเริ่มลดยา จนเป็นยาเด็ก ผมก็เหมือนเดิมคือ อาเจียน เวียนหัว และเวลาหลับก็เหมือนถูกโยนดังที่เล่าไปแล้ว จนกระทั่งหมอพูดกับผมว่า หมอพยายามแล้ว ยาเด็กคุณก็รับไม่ได้ ร่างกาคุณไม่รับยา ผมเหมือนรู้ชะตากรรม เพราะมันเริ่มทรมานมาก จึงพอรวบรวมสติพูดตอบหมอว่า ผมขอกลับบ้าน
เพื่อนและน้องชายต้องหิ้วปีกผม กลับบ้านอย่างสภาพที่เรียกว่า หมดสภาพ ไร้เรี่ยวแรง เมื่อมาถึงห้อง ผมก็นอนนิ่งๆ ขยับตัวไม่ได้ ลืมตาก็หมุนไปหมดจึงหลับตาไว้เช่นนั้น หลับๆตื่นๆ ฝืนลืมตาเป็นระยะๆ จนกระทั่งมืดค่ำ (ไม่รู้เวลา) ตอนนั้นผมรู้สึกหนาวเย็นมาก ร่างกายขยับไม่ได้เลย ผมรู้สึกว่าตัวเองใกล้ตายแล้ว จึงพยายามสวดมนต์ แต่ทำอะไรไม่ได้เลย ตาแม้ว่าจะปิดอยู่ แต่ภายในมันสว่างอยู่ตลอดเวลาราวกับกลางวัน ผมได้ยินเสียงเคาะประตู และเสียงเรียกของน้องผม แต่ผมก็ขานรับไม่ได้ ปากขยับไม่ได้ ร่างกายเหมือนเป็นอัมพาต ได้แต่คิดในใจให้น้องเปิดประตูเข้ามาช่วย แต่ก็ไร้ผล เสียงเคาะเงียบไป ผมตั้งใจสวดมนต์อีกครั้ง พยายามตั้งสติ แต่ทำไม่ได้ ตอนนี้เองหัวผมเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายที่ขยับไม่ไดอยู่แล้ว ก็ยิ่งเหมือนถูกตรึงเอาไว้ ภายในตาที่สว่างราวกับกลางวัน นั้นเริ่มเห็นเป็นภาพเบลอๆ ทีละภาพๆ และรัวๆ เร็วๆขึ้น เหมือนเวลาเรากดเล่นภาพอย่างรวดเร็วทีละภาพ แต่มันเบลอมาก ผมจับไม่ได้เลยว่าเป็นเหตุการณ์อะไร ตอนนั้นกลัวมาก น้ำตาไหล และคิดในใจว่า ผมขอโทษ ผมขอโทษทุกสิ่งทุกอย่างทั้งเจตนาและไม่เจตนา ผมกลัวแล้ว ผมขอโทษ ผมนึกวนๆ อยู่แบบนั้น ในขณะที่ การเกิดภาพรัวๆ นั้นเกิดขึ้นอยู่ตลอด ผมหนักหัวมาก หนักมาก เป็นเช่นนี้นานเท่าไหร่ ผมไม่รู้ได้ จนเริ่มเหมือนขาดอากาศหายใจ ทันทีทันใดนั้น ผมเห็นตา (พ่อของแม่) ตาของผม ท่านเลี้ยงดูผมมาแต่เล็กแต่น้อย ผมระลึกถึงพระคุณของท่านสม่ำเสมอ ท่านเสียชีวิตไปแล้ว ท่านมาหาผม มองหน้าผม ภาพนั้นกำลังเกิดขึ้นมา ทดแทนภาพฉายเบลอๆ รัวๆ ที่แสนจะทรมานเหล่านั้น ภาพของตาชัดขึ้นๆ ขณะที่ภาพเบลอเริ่มจางลงไปๆ ผมดีใจและกลัวปะปนกันไป แน่แล้วว่า ตาคงมารับไปด้วยเป็นแน่ ผมคิดในใจสวนขึ้นตอนนั้นว่า ผมเป็นห่วงน้อง น้องยังเล็กมาก มันจะอยู่ยังงัย ให้ผมอยู่ต่อดูแลน้องคนเล็ก จากนั้นความสว่างเหมือนกลางวันก็เริ่มมืดลงๆๆ และมืดสนิท และผมก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย
ผมรู้สึกตัวอีกครั้งนึง ผมนั่ง อาการเวียนหัว หนักหัวไม่มีอีกแล้ว ผมได้ยินเสียงกวาดสนาม จึงตัดสินใจเดินไปดู ผมเห็นคน ผมมองลงไป เค้าไม่มองขึ้นมา ผมคิดว่าเค้าคงไม่เห็นมาเป็นแน่ เพราะตอนนี้ผมตายแล้ว ผมยืนคิดถึงตา อยู่เป็นนาน คิดว่าทำไมตาปล่อยผมไว้บ้านหลังนี้ ทำไมไม่เอาผมไปด้วย ที่ชอบที่ชอบของไม่ใช่ที่นี่ ผมไม่กล้ามองไปที่เตียงเพราะคิดว่าคงเจอตัวเองนอนอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเมื่อยขา เพราะยินนาน เลยตัดสินใจหันไปที่เตียง จึงพบว่าตัวเองไม่ตาย
จากวันนั้นผมคิดและคิดมาตลอดว่า อะไรคือความตาย จากช่วงระยะเวลานั้นมาจนถึงปัจจุบัน ผมรอดตายมาได้ แต่ผมก็เริ่มสังเกตสิ่งต่างๆ และผมได้รับความทรมานใจจากความทุกข์ในหน้าที่การงาน ความเป็นอยู่ การดำรงชีวิต และต้นปี 2561 เริ่มศึกษาและหาคำตอบว่าอะไรคือทุกข์ และการดับทุกข์ ก่อนที่ความตายจะมาถึง สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านไม่ประมาทในธรรม การตั้งสติและสมาธิ กำหนดลมหายใจ ให้ได้นั้นสำคัญมากนัก หากอยากรอดพ้นจากอบายภูมิหลังความตาย