หลักแห่งการพิสูจน์ความเชื่อ อุ้ยเสี่ยวมินเขียน

ความเชื่อคืออะไร  หากถามผู้เฒ่าก็คงบอกว่าเป็นสิ่งที่คนกาลก่อนบอกว่าอะไรควร  ไม่ควรทำ  แต่ในมุมมองส่วนตัวคือความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งอาจมีผลต่อการดำรงชีวิตในสังคม  ความเชื่อแต่ละคนอาจไม่เหมือนกันเพราะแต่ละคนนำประสบการณ์มากำหนดความเชื่อ
         ในสมัยหนึ่ง ชาวเมืองเกสปุตตนิคมต่างถกเถียงเรื่องความเชื่อ (มีสำนักวิชาอวดอ้างความเชื่อของตน)  แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าความคิดใดถูกต้อง จวบจนพระพุทธเจ้าทรงเสด็จมาประทับเมืองนี้ ชาวบ้านคนหนึ่งทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า  “สำนักวิชาต่างๆได้บอกว่าความรู้ของตนเป็นสิ่งถูก ความรู้สำนักอื่นไม่ถูกต้อง ซึ่งฟังแล้วข้อมูลแต่ละสำนักก็มีเหตุผลน่าเชื่อถือ จึงไม่รู้ว่าความคิดใดเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ขอพระองค์ทรงช่วยแนะแนวทางถูกต้องแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิดพระเจ้าคะ”  
                     พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสบอกชาวเมืองด้วยหลักเกสปุตตสูตร10ประการ (ต่อมาเปลี่ยนเป็นกาลมสูตรเพราะอ้างอิงชาวเมืองผู้มีเชื้อสายกาลามะเป็นส่วนใหญ่)  ดังนี้
อย่าเพิ่งเชื่อสิ่งที่ฟังตามกันมา       อย่าเพิ่งเชื่อสิ่งที่เคยทำตามกันมา     อย่าเพิ่งเชื่อข่าวลือ   อย่าเพิ่งเชื่อตำรา (หนังสือ)
อย่าเพิ่งเชื่อสิ่งคาดเดา (ตรรกะ)        อย่าเพิ่งเชื่อการคาดคะเน (อนุมาน)    อย่างเพิ่งเชื่อตามอาการปรากฎ (สามัญสำนึก)  
อย่าเพิ่งเชื่อว่าตรงกับแนวคิดตน (ทฤษฎี)   อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดมีลักษณะน่าเชื่อถือ   อย่าเพิ่งเชื่อว่าครู (อาจารย์)
                   โดยให้นำข้อมูลมาพิจารณาด้วยปัญญาตนเองว่าอะไรเป็นความจริง มีเหตุผล  เป็นสิ่งดี มีประโยชน์กับตนเอง (รวมถึงผู้อื่น) ให้ควรเชื่อข้อมูลนั้น  อะไรไม่เป็นจริง มีโทษไม่ควรเชื่อสิ่งนั้น  ซึ่งหลักการนี้เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต
ผมจึงขยายเนื้อหา (อาจจะถูกหรือผิดเพราะเป็นมุมมองของตน) โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาความคิดตนเองและเป็นข้อมูลแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  ดังนี้
                    1.  อย่าเพิ่งเชื่อสิ่งที่ฟังตามกันมา      ข้อมูลผู้เล่าอาจบิดเบือน ไม่มีเหตุผลสอดคล้องความเป็นจริง ไม่มีหลักวิทยาศาสตร์รองรับ  ไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ฟัง (บางเรื่องเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น)  บางเรื่องก็เกิดจากจินตนาการผู้เล่า (รู้สึกชอบ ไม่ชอบสิ่งนั้น)   โดยแต่งเติม หรือละเลยประเด็นข้อมูลทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิด  หรืออาจมุ่งเน้นเพียงเพื่อความสบายใจของผู้ฟัง
                    แต่บางครั้งเรื่องเล่ามีเจตนาป้องกันอันตรายแก่คนใกล้ชิดเช่นผู้เฒ่าแนะนำให้สวดคาถาเพื่อป้องกันอันตราย สิ่งที่ควรพิจารณาคือคาถานอกจากทำให้จิตใจเข้มแข็ง ยังมีความหมายแฝงเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตหรือไม่ ( บอกแนวทางแก้ไขในสิ่งไม่สบายใจ)   เรื่องเล่าก็อาจเป็นประโยชน์หากเราพิจาณาว่าเป็นจริงหรือไม่ (พิสูจน์ได้หรือไม่)  ทำไมถึงเล่าเช่นนั้น (มีเหตุผลหรือไม่)  ใครได้ประโยชน์จากคำบอกเล่า  เราได้ประโยชน์จากข้อมูลนี้อย่างไร
                      2. อย่าเพิ่งเชื่อสิ่งที่เคยทำตามกันมา   ข้อมูลที่ปรากฎเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับ (วิถีสังคม ขนบธรรมเนียม ประเพณี  ข้อบังคับ)  มีกฎเกณฑ์ให้คนทำตาม ข้อมูลอาจเกิดประโยชน์กับเฉพาะกลุ่มคนเพียงบางส่วน  ทำตามกันมาเพื่อให้เกิดความสบายใจกับผู้คน (ไม่มีเหตุผลอธิบาย)  
                        บางอย่างเป็นโทษกับตัวเราเช่น อดีตมีประเพณีสตีเป็นความเชื่อของรัฐหนึ่งในอินเดีย  เมื่อผัวตายเมียกระโดดฆ่าตัวตายตามผัว หญิงม่ายบางคนก็ไม่เต็มใจจึงถูกชาวบ้านจับโยนเข้ากองไฟ (เป็นภาพที่สยดสยอง)  ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำตามกันมาโดยไม่วิเคราะห์ว่าอะไรคือเหตุผลที่กระทำดังนั้น (เรื่องนี้เกิดจากพ่ายแพ้สงครามต่อนักรบต่างเผ่าพันธุ์  หญิงม่ายไม่อยากตกเป็นทาสจึงกระโดดเข้ากองไฟฆ่าตัวตาย)  แต่ยังโชคดีเมื่อผู้ปกครองชาวอังกฤษพิจารณาว่าความเชื่อนี้เป็นอันตรายต่อสังคมจึงประกาศห้ามกระทำพิธีนี้โดยเด็ดขาด ดังนั้นเราควรพิจารณาความเชื่อมีเหตุผลอธิบายหรือไม่  เป็นสิ่งที่ดีกับตนและผู้อื่นหรือไม่ หากพิจารณาว่าเป็นโทษไม่ควรแสดงออกต่อผู้อื่น (อาจเกิดอันตรายต่อตัวเรา )
                        3. อย่าเพิ่งเชื่อข่าวลือ   การแพร่กระจายข้อมูลอย่างรวดเร็วอาจเกิดจากผู้หวังผลบางอย่าง  (ทำลายความน่าเชื่อถือของบุคคลหรือองค์กร)   แต่งเติมประเด็นเผยแพร่เพื่อความบันเทิง   ทำตามกระแสสังคม เกิดจากการเข้าใจผิดของผู้เผยแพร่  กังวลต่อสถานการณ์เกินเหตุเช่น มีการเผยแพร่ข่าวการลอบสังหารนายกรัฐมนตรีประเทศหนึ่ง (เสียชีวิต)  อาจสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจ สังคม (อาจเกิดจราจล)  ดังนั้นต้องตรวจสอบแหล่งข่าวมีความน่าเชื่อถือเพียงใด ผู้แจ้งมีอคติหรือไม่  มีผลประโยชน์หรือไม่     มีเหตุผลอะไรในการแจ้งข้อมูล ใครได้ประโยชน์จากการเผยแพร่ข้อมูล  ข้อมูลเป็นประโยชน์หรือโทษต่อการดำรงชีวิตหรือไม่  
                      4. อย่าเพิ่งเชื่อตำรา (หนังสือ)    หนังสือคือการรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อวิชาชีพ  การดำรงชีวิต (พัฒนาตนเองและสังคม  ป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น)  บางอย่างก็มุ่งความบันเทิง (นวนิยาย เรื่องสั้น บทความ) แต่ก็มีสาระบางส่วน  หนังสือที่ดีควรมีสาระก่อให้เกิดการพัฒนาปัญญา (เข้าใจง่ายเพื่อการนำไปปฎิบัติ)  มีแหล่งที่มาให้สืบค้น
                     แต่หนังสือบางอย่างข้อมูลล้าสมัย (ถูกหักล้างจากการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่)  ไม่สอดคล้องความเป็นจริง  บิดเบือนเพราะนำเอาข้อมูลจากหนังสืออื่นมาดัดแปลง  เป็นความรู้สึกผู้เขียนซึ่งเต็มไปด้วยอคติ   ใช้เพื่อประโยชน์สำหรับตน (ความชอบธรรมกำจัดศัตรู) เช่นคู่มือล่าแม่มดโดยเจตนาผู้เขียนใช้เพื่อลงโทษหญิงผู้ใช้วิชาอาคมทำให้สังคมเดือดร้อนแต่ชนชั้นนำดัดแปลงคู่มือดังกล่าวใช้กำจัดศัตรูทางการเมือง   ทฤษฎีการคุมกำเนิดเป็นต้นแบบให้ผู้นำเผด็จการ (อดอล์ฟ ฮิตเลอร์) อ้างความชอบธรรมกำจัดชาวยิว  ดังนั้นสิ่งต้องพิจารณาคือผู้เขียนมีเจตนาอย่างไร (หากเป็นตำราวิชาการมีแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือหรือไม่)  ส่งผลต่อผู้อื่นอย่างไร  มีอคติหรือไม่ แนวคิดมีเหตุผลใดรองรับ   มีประโยชน์โทษต่อการนำไปปฏิบัติอย่างไร  
               5. อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่คาดเดา (ตรรกะ)    การคิดอย่างมีเหตุผลบางครั้งเกิดความผิดพลาดเนื่องจากข้อมูลไม่ถูกต้อง
การเชื่อมโยงข้อมูลไม่สัมพันธ์ (ตั้งสมมุติฐานผิดและเข้าใจว่าสิ่งที่คิดถูก)   ยึดติดในความคิดตน (ละเลยข้อมูลที่แท้จริง)    ใช้เพื่อหวังผลประโยชน์หรือแก้ไขสถานการณ์เช่น การโน้มน้าวระหว่างฝ่ายทนาย2ฝ่ายเพื่อให้ผู้พิพากษาเชื่อ (ซักค้านหักล้างพยานหลักฐาน)    การโต้วาทีโดยแต่ละฝ่ายมีเหตุผลโน้มน้าวให้คณะกรรมการเชื่อตาม  การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ผู้ยื่นหาเหตุผลเชื่อมโยงหลักฐานกล่าวหารัฐบาลมีการทุจริตและขาดประสิทธิภาพในการทำงาน  ฝ่ายรัฐบาลก็แก้ต่างว่าไม่จริง    ดังนั้นจึงควรพิจารณา ข้อมูลตรวจสอบได้หรือไม่   การเชื่อมโยงข้อมูลถูกต้องหรือไม่  ความเห็นมีอคติหรือไม่ ผู้พูดได้ประโยชน์หรือโทษ   ข้อมูลเป็นประโยชน์โทษแก่ใคร (กรณีใช้เพื่อตัดสินปัญหา)   เราได้อะไรจากข้อมูลนี้        
               6. อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งคาดคะเน (อนุมาน)   คือความน่าจะเป็น (โอกาสที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ตนคิด)  หรือการคำนวนปริมาณให้ใกล้เคียงกับวัตถุ สิ่งของ สมมุติฐาน กฎเกณฑ์ เหตุการณ์  ตามหลักสถิต หลักวิจัย หลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งความผิดพลาดเกิดขึ้นเนื่องจากข้อมูลไม่ครอบคลุมกับทุกกลุ่มทดลอง (ตัวแปรที่ทำให้ข้อสมมุติฐานคลาดเคลื่อน)   สิ่งเร้า (ข้อมูลทำให้เกิดการรับรู้)  ตรงกับบทเรียนจากประสบการณ์ซึ่งอาจไม่เป็นจริงเสมอไป   การเปรียบเทียบข้อมูลที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน (สิ่งหนึ่งเป็นเช่นนั้นก็ไม่จำเป็นว่าจะเป็นตามเช่นอาการผู้ป่วยทางจิตคล้ายโรคไข้สมองอักเสบ)  สมองคำนวนข้อมูลไม่ถูกต้องตามหลักวิชาเช่นคำนวนค่าใช้จ่ายสิ่งก่อสร้างใหม่เทียบเคียงกับของที่เคยทำ  การคาดว่าฟ้าแดงฝนจะตก  แบบสอบถามใช้กลุ่มคนไม่ตรงกับเป้าหมายการวิจัย  ตั้งสมมุติฐานผิด  ดังนั้นการคาดคะเนอาจเกิดขึ้นหรือไม่ก็ได้ จึงควรพิจารณาตัวแปรที่เกี่ยวข้อง  (มีโอกาสเกิดขึ้นได้หรือไม่)  ข้อมูลใดรองรับความเชื่อนั้น  สิ่งที่คาดคิดเป็นประโยชน์ โทษกับตัวเราอย่างไรบ้าง
               7. อย่าเพิ่งเชื่อตามอาการที่ปรากฎ (สามัญสำนึก)  แบ่งได้เป็นอาการที่เกิดกับร่างกายและจิตใจ (คลุมเคลือทำให้วิเคราะห์ข้อมูลผิดพลาดเช่นอาการอ่อนเพลียสามารถเป็นโรคต่างมากมายทั้งโรคเบาหวาน ระบบประสาท  ระบบเลือด)  สิ่งพบเจอเป็นภาพลวงตา  (สร้างพยานหลักฐานเท็จ ให้เราเชื่อถือเช่นสร้างภาพให้เชื่อตามที่ปรากฎ)  เกิดจากความเข้าใจผิด (เช่นเห็นคนนั่งสมาธิแต่คนนั้นอาจนั่งหลับ)  การตีความจากวัฒนธรรม (สังคมหนึ่งมองเป็นเรื่องปกติ)เช่นการจูบแก้มเป็นการแสดงความรักหวังดีต่อกันและกันแต่บางประเทศมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม   การจอดรถที่ไม่ควรจอดแต่บางครั้งผู้จอดมีความจำเป็นบางประการ (เช่นรถเสีย เกิดอุบัติเหตุ ทำธุระเร่งด่วน) ดังนั้นจึงต้องพิจารณาสิ่งแวดล้อมที่ปรากฎมีผลกระทบต่อตัวเราหรือไม่  (เป็นประโยชน์ หรือโทษกับตัวเราอย่างไร)  
             8. อย่าเพิ่งเชื่อโดยเห็นว่าตรงกับแนวคิดของตน (ทฤษฎี)   โดยส่วนใหญ่เราจะเลือกเชื่อข้อมูลที่ตนรู้สึกพอใจ  (เชื่อแล้วสบายใจ)  ข้อมูลดังกล่าวมีโอกาสผิดพลาดเพราะขาดข้อมูลที่เป็นจริง ขาดการตรวจสอบข้อมูล มีความเอนเอียงเพราะรู้สึกชอบใจ  เกลียด  หลงผิด  หวาดกลัว  (เมื่อมีความคิดที่ตรงกับใจจึงเชื่อข้อมูลนั้น) เช่นสมัยอดีตชนชั้นนำบางประเทศ อ้างความชอบธรรมจากตำราทำลายล้างศัตรู  เราไม่พอใจคนผู้นี้เป็นการส่วนตัวต่อมามีคนกล่าวหาว่าทุจริตก็เชื่อถือข้อมูลนั้นดังนั้นจึงต้องพิจารณาข้อมูลโดยวางใจเป็นกลาง มองข้อมูลรอบด้าน (เป็นจริง พิสูจน์ได้ เป็นประโยชน์) เหมาะกับการดำรงชีวิต ไม่เบียดเบียนผู้อื่นจึงควรนำแนวทางนั้นไปใช้แก้ปัญหา
                9. อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดมีลักษณะน่าเชื่อถือ   ด้วยการแต่งกายดูดี  หน้าตาประทับใจ คำพูดมีเสน่ห์ (เพลิดเพลิน ตลก เคลิบเคลิ้ม)  การแสดงกิริยาสุภาพ  หน้าที่การงานเป็นที่ยอมรับ ลักษณะดังกล่าวทำให้หลายคนเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง บ่อยครั้งคำพูดเต็มไปด้วยโวหารแต่ไม่สามารถปฎิบัติได้ พูดจาให้ร้ายผู้อื่น  มีเจตนาอำพรางตัวตน (แสร้งเป็นผู้หวังดี แสร้งมีตำแหน่ง)  ล่อลวงหวังผลตามต้องการ ดังนั้นจึงควรตรวจสอบว่าเขาทำงานอยู่ที่ใด   การพูดมีวัตถุประสงค์ใด  มีอคติหรือไม่  ได้ประโยชน์หรือผลกระทบจากการพูดอย่างไร   ประเด็นพูดเป็นประโยชน์ โทษกับตัวเราอย่างไร  
                 10. อย่าเพิ่งเชื่อครู (อาจารย์)    ครูมีหน้าที่สอนในสิ่งที่ตนรู้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อวิชาชีพ การดำรงชีวิต การพัฒนาความคิดของศิษย์  ครูที่ดีต้องดำรงตนเองอยู่ในศีลธรรม พูดจาสุภาพ  เปิดกว้างยอมรับความเห็นต่าง  อธิบายหลักวิชาให้กระจ่าง (เข้าใจง่าย)  แต่มีครูบางคนใช้หน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ตนเอง (เช่นล่อลวงหญิงสาวเพื่อแลกเกรด)  คำสอนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในสังคม (เช่นอาจารย์ทิศาปาโมกข์สำนักตักศิลาหลอกลวงพระองคุลิมาลให้ฆ่าคนครบ1,000คนจึงจะสำเร็จวิชาชั้นสูง) คำสอนเต็มไปด้วยอคติ  (เช่นอาจารย์โจมตีนโยบายรัฐบาลเพราะความไม่ชอบส่วนตน)  ดังนั้นจึงต้องพิจารณาว่าครูมีจิตใจเป็นอย่างไร  คำพูดมีเหตุผลหรือไม่ คำสอนเป็นประโยชน์หรือโทษต่อตัวเราอย่างไร
                  โดยสรุปหลักกาลมสูตรให้ วิเคราะห์ข้อมูลรอบด้าน ข้อมูลมีเหตุผลอย่างไร พิสูจน์ได้หรือไม่ มีประโยชน์หรือผลกระทบต่อตัวเราอย่างไร อะไรที่เป็นประโยชน์นำมาประยุกต์ใช้  อะไรเป็นโทษควรหลีกเลี่ยง  โดยข้อมูลบางอย่างเป็นสิ่งที่ปลูกฝังกันอย่างยาวนาน การปฎิเสธความเชื่ออย่างเปิดเผยอาจเป็นอันตรายต่อตัวเรา (เมื่อพิจารณาแล้วเป็นสิ่งไม่เป็นประโยชน์ก็ควรดูสภาพแวดล้อมด้วยว่าสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเปิดเผยเป็นอิสระได้หรือไม่)    บางอย่างเราไม่สามารถจะโน้มน้าวผู้อื่นให้เชื่อตามที่เราคิดเพราะทุกคนมีมุมมองความเชื่อตามประสบการณ์ตนเอง จึงมีความเห็นต่างเกิดขึ้น ดังนั้นต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลด้วยเหตุผล ให้เกียรติซึ่งกันและกัน
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่