ก่อนจะว่าถึง ข้อความบนหัวกะทู้
ก็ต้องถามทุกท่านที่เข้ามาอ่านกันว่า การแสดงความเห็นทางการเมือง สำหรับท่าน คืออะไร..?
คือการได้เชียร์คนที่เป็นนักการเมืองที่ท่านชื่นชม หรือพรรคการเมืองที่ท่านชื่นชอบใช่หรือไม่..?
หรือคือการได้ด่าคนที่เป็นนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม หรือพรรคการเมืองที่ท่านไม่ชอบแนวทางวิธีปฏิบัติ..?
ถ้านั้นใช่ และเป็นคำตอบของท่าน ผมว่าเนื้อหากะทู้นี้มันคงไม่เหมาะที่ท่านจะอ่านต่อไปให้เสียเวลาของท่าน
เช่นกันกับคนที่คิดว่าการแสดงความเห็นทางการเมืองในห้องราชดำเนิน คือด่าทุกคนที่มีเรื่องบาดหมาง จนมีการสร้างศัพท์บนโลกออนไลน์ว่าพฤติกรรมแบบนี้ คือ เรื่องมาม่า กะทู้นี้ก็ไม่น่าจะเหมาะกับท่านเช่นกัน อ่านไปก็ไม่เกิดประโยชน์กับท่าน นอกจากหยิบฉวยข้อความหรือคำบางคำในเนื้อหากะทู้ มากระแทกแด-ดันกันให้ยิ่งบาดหมางกันต่อไป
เพราะสาระและความหมายที่แท้จริงของคำว่า การแสดงความเห็นทางการเมือง ไม่ใช่เป็นเช่นนั้น
หากคำว่า การเมือง คือ เรื่องของการบริหารจัดการแบ่งปันผลประโยชน์ การแสดงความเห็นทางการเมือง ก็ย่อมต้องเป็นการแสดงความเห็นต่อการบริหารจัดการแบ่งปันผลประโยชน์ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ที่หลักใหญ่ใจความว่าด้วยเรื่อง สิทธิ เสรีภาพและความเท่าเทียมทางกฎหมาย พูดเป็นภาษาชาวบ้านง่ายๆได้ว่า “ทุกๆคนในสังคมประชาธิปไตยนี้ต้องได้รับผลประโยชน์โดยความเท่าเทียม” ที่หัวกะทู้ ผมใส่ข้อความว่า “แม้ไม่เทียบเท่า” ก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องของการจัดการบริหารกระจายผลประโยชน์ ของตัวผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และข้าราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบ
เท่าเทียมแต่ไม่เทียบเท่ายังไง..?
อธิบายง่ายโดยขอยกตัวอย่างประกอบ สมมุติว่ามีร้านก๋วยเตี๋ยวอยู่สองร้าน ร้านหนึ่งทำเลที่ตั้งอยู่หน้าตลาด เจ้าของร้านมีปัญญาจ้างแรงงานมาทำงาน ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จะด้วยทำเลที่ตั้งหรือด้วยรสมือของคนทำก็ตามแต่ จนเจ้าของร้านมีปัญญาจ่ายภาษีเงินได้ให้กับภาครัฐ เปรียบกับอีกร้านที่ตั้งอยู่ข้างป่าช้า ขายไม่ดีเลย ที่วันๆมีแต่หมาเดินเข้ามานอนหน้าร้าน วันๆรายได้จะกินยังจะไม่มี จะเอาปัญญาที่ไหนไปจ้างคนมาทำงาน ไปจ่ายภาษี แบบนี้เรียกเท่าเทียมกันทางประชาธิปไตยหรือไม่ ซึ่งก็ต้องตอบว่า ใช่ นี้คือความเท่าเทียมทางประชาธิปไตย เพราะกฎหมายกำหนดให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการเลือกประกอบอาชีพเหมือนกัน และเงินรายได้ที่ถึงตามที่กฎหมายกำหนด ก็ต้องจ่ายภาษี ไม่ถึงเกณฑ์ก็ไม่ต้องจ่าย ส่วนทำเลที่ตั้งนั้นเป็นเรื่องของสิทธิตามกฎหมาย ถึงวิธีได้มา ไม่ว่าจะเป็นมรดกตกทอด หรือการเช่าใช้หรือซื้อทำเลพื้นที่อย่างถูกต้องมาประกอบการ ตลอดจนการว่าจ้างแรงงานมาทำงานในกับตน ซึ่งทุกคนก็สามารถจัดหาเองได้หากมีกำลังทุนทรัพย์เพียงพอ แน่นอนว่าจุดนี้เองทุกคนมีไม่เท่ากันตามสภาพฐานะและชนชั้นทางสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำเช่นสังคมไทย หรือเรียกได้ว่า “
ความไม่เทียบเท่า” คือคนจนไม่มีสิทธิ์มีเสียงเสมอคนมีฐานะ
ซึ่งความไม่เทียบเท่าที่มาจากปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคมระหว่างชนชั้นนี้เอง ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญมากๆอันหนึ่ง ในการคิดนโยบายมาจัดการแก้ไขปัญหาของผู้เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือไม่ก็ตามแต่ ต่างก็คำนึงถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมกันทั้งนั้น เพราะมันเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุดหน้ายิ่งๆขึ้นไป
อย่างในกรณีที่ยกตัวอย่างมา ปัญหาที่เกิดขึ้นกับร้านก๋วยเตี๋ยวที่ขายไม่ดีอันด้วยมาจากทำเลที่ตั้ง หรือรสมือคนทำ อันเป็นเรื่องของทักษะฝีมือแรงงาน เมื่อเห็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง รับทราบปัญหาแบบนี้แล้ว ก็ออกนโยบายหรือแนวทางปฏิบัติ มาเพื่อสนับสนับส่งเสริมให้ ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ขายไม่ดีนั้น สามารถยืนหยัดประกอบอาชีพหาเลี้ยงตนเองได้ต่อไป เช่น ออกแนวนโยบายมาปรับเปลี่ยนการประกอบอาชีพให้เหมาะสมกับพื้นที่ จากร้านก๋วยเตี๋ยวก็จูงใจให้เจ้าของร้านเปลี่ยนใจมาขายโลงศพ หรือร้านสังคภัณฑ์ก็ได้เพราะอยู่ใกล้วัด
ถ้าทำแบบนี้ ฟังดูแล้วอาจจะดูเหมือนช่วยเหลือแค่ฝ่ายเดียว ไม่เห็นจะเท่าเทียมตรงไหน ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ขายดีอยู่แล้วอาจจะโวยวาย ว่าไม่เห็นได้รับการช่วยเหลือแบบนี้บ้างเลย ทั้งๆที่ตนเองนั้นเสียภาษีให้กับรัฐ แต่อีกร้านไม่มีปัญญาจ่ายภาษีด้วยซ้ำ
และแนวคิดแบบนี้มีกันอยู่ไม่น้อยในสังคมไทยทุกวันนี้ โดยเฉพาะคนกรุง โดยที่ลืมคิดไปหรือว่าไม่เคยคิดว่า สาธารณูปโภคต่างๆ ในย่านการค้าหรือทำเลที่ดี ที่ตัวเองอยู่นั้น นั่นก็เป็นการแบ่งปันผลประโยชน์จากภาครัฐมาให้กับตนซึ่งอยู่อาศัยในพื้นที่นั้น และได้มาก่อนคนที่อยู่นอกพื้นที่เขตเมืองมานานแล้ว เจ็บป่วยก็มีหมออยู่ใกล้ โรงพยาบาลก็มีเครื่องมือครบครัน ลูกหลานก็มีโรงเรียนดีๆไว้เรียนหนังสือ การเดินทางก็สะดวกสบาย ความปลอดภัยก็มีมาก จนท.ตรวจตรากันตลอด เพราะสถานีตำรวจมีทั่วไปหมด ขณะที่คนที่อาศัยอยู่นอกพื้นที่เมือง มีแค่อนามัยเล็กๆ โรงเรียนย่อมๆ ความปลอดภัยก็มีตามมีตามเกิด เพราะ จนท.ดูแลไม่ทั่วถึง สิ่งเหล่านี้คนที่อยู่นอกเขตความเจริญคิดได้ไหม ว่ามันคือความไม่เท่าเทียมกันที่พวกเขาได้รับมาก่อนตั้งนานแล้ว และฝ่ายที่ได้รับการช่วยเหลือจากนโยบายรัฐ ก็ไม่มีทางขยับฐานะขึ้นมาเทียบเท่ากับอีกฝ่ายได้ในพริบตาหรอก พูดง่ายๆว่า ไม่สามารถขึ้นมาเทียบเท่ากับ ฝ่ายที่ได้รับประโยชน์มานานแล้วได้หรอก
*หมายเหตุ ถ้าใครยังมองภาพไม่ออก กับตัวอย่างร้านก๋วยเตี๋ยว ก็ลองเปลี่ยนไปเป็นการเปรียบเทียบระหว่างจังหวัดที่มีการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลัก กับจังหวัดเงียบๆเหงาๆที่ไม่มีอะไรเด่นสักอย่างดูสิ จะเห็นว่าเกิดความแตกต่างกันแค่ไหน ในการใช้งบประมาณสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาในแต่ละจังหวัด
อะไรคือความเท่าเทียม ที่ทุกวันนี้เกิดความแตกต่างในชนชั้นสังคม ก็เพราะว่าปัจจัยพื้นฐานในทุกๆด้าน คนที่อยู่ในชนชั้นที่สูงกว่าได้ก่อนหรือได้มากกว่าในเรื่องงบประมาณไม่ ไม่ว่าจะเรื่องการศึกษา สาธารณสุข เงินทุน ที่ทำให้เกิดเป็นความพร้อมที่มากกว่า และได้เปรียบคนที่ชนชั้นอยู่ต่ำกว่าในเลือกการประกอบสัมมาอาชีพ หรือเปล่า...?
คำถามเช่นนี้ คนบางกลุ่มที่ชอบโวยวายเมื่อภาครัฐใดๆก็แล้วแต่ ออกนโยบายการช่วยเหลือคนจนมาปฏิบัติ เคยคิดหรือเปล่า..?
แต่เคยคิดบ้างไหมว่างบประมาณที่สนับสนุนปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ที่ลงไปในแต่ล่ะพื้นที่ มันเทียบเท่ากันหรือเปล่า..?
หรือดีแต่อ้างว่าฉันจ่ายภาษีมาก ฉันก็ต้องได้มากตามสัดส่วน เช่นนั้นหรือ..?
บางทีปัญหาการกระจายความเจริญ อาจไม่ได้เกิดเพราะงบประมาณไม่เพียงพอ หรือคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบทำงานไม่มีประสิทธิภาพก็ได้ แต่อาจเกิดเพราะใครไม่ต้องการให้เกิด
เพราะต้องการเอางบประมาณไปใช้ในด้านอื่นที่ตนเองได้ประโยชน์หรือเปล่า..? เป็นความเห็นแก่ตัวหรือไม่..? ท่านที่เข้ามาอ่านกะทู้นี้ก็ลองคิดดูนะครับ
ทิ้งท้ายกันสักนิด ตามประสาคนที่ใช้ราชดำเนินแห่งนี้ กระทำสิ่งที่สมเจตรมย์ของห้องการเมือง คือพูดคุยเรื่องการเมืองเป็นหลัก ซึ่งคุยเรื่องอื่นผมก็ทำนะครับ ไม่ได้ปฏิเสธว่าผมไม่ได้ทำนะ เพียงแต่การคุยเรื่องอื่นๆของผมคือสนทนาตามประสาเพื่อนฝูงคนรู้จัก เฮฮากันไปตามเรื่องตามราวในกะทู้ที่มีจุดมุ่งหมายคุยกันสบายๆมากกว่าคุยเรื่องการเมืองก็แค่นั้นครับ ผมจึงคิดว่า ผมมีสิทธิ์เต็มที่ ที่จะโพสต์ โคลงสี่ฯ บทนี้ในการทิ้งท้าย
จักตั้งใจ คงไว้...................ปณิธาน
ลับปัญญา ไขขาน..............บ่งชี้
ถึงปัญหา เมืองบ้าน............ติก่อ ชมเอย
ให้สมภูมิ ตนนี้………........ที่ได้เกิดมา
ขอบคุณครับ
นายพระรอง
*แก้ไขคำผิด 9.16 น
(บทความ..นายพระรอง)การแบ่งปันผลประโยชน์ที่ต้องได้โดยเท่าเทียมแม้ไม่เทียบเท่า
ก็ต้องถามทุกท่านที่เข้ามาอ่านกันว่า การแสดงความเห็นทางการเมือง สำหรับท่าน คืออะไร..?
คือการได้เชียร์คนที่เป็นนักการเมืองที่ท่านชื่นชม หรือพรรคการเมืองที่ท่านชื่นชอบใช่หรือไม่..?
หรือคือการได้ด่าคนที่เป็นนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม หรือพรรคการเมืองที่ท่านไม่ชอบแนวทางวิธีปฏิบัติ..?
ถ้านั้นใช่ และเป็นคำตอบของท่าน ผมว่าเนื้อหากะทู้นี้มันคงไม่เหมาะที่ท่านจะอ่านต่อไปให้เสียเวลาของท่าน
เช่นกันกับคนที่คิดว่าการแสดงความเห็นทางการเมืองในห้องราชดำเนิน คือด่าทุกคนที่มีเรื่องบาดหมาง จนมีการสร้างศัพท์บนโลกออนไลน์ว่าพฤติกรรมแบบนี้ คือ เรื่องมาม่า กะทู้นี้ก็ไม่น่าจะเหมาะกับท่านเช่นกัน อ่านไปก็ไม่เกิดประโยชน์กับท่าน นอกจากหยิบฉวยข้อความหรือคำบางคำในเนื้อหากะทู้ มากระแทกแด-ดันกันให้ยิ่งบาดหมางกันต่อไป
เพราะสาระและความหมายที่แท้จริงของคำว่า การแสดงความเห็นทางการเมือง ไม่ใช่เป็นเช่นนั้น
หากคำว่า การเมือง คือ เรื่องของการบริหารจัดการแบ่งปันผลประโยชน์ การแสดงความเห็นทางการเมือง ก็ย่อมต้องเป็นการแสดงความเห็นต่อการบริหารจัดการแบ่งปันผลประโยชน์ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ที่หลักใหญ่ใจความว่าด้วยเรื่อง สิทธิ เสรีภาพและความเท่าเทียมทางกฎหมาย พูดเป็นภาษาชาวบ้านง่ายๆได้ว่า “ทุกๆคนในสังคมประชาธิปไตยนี้ต้องได้รับผลประโยชน์โดยความเท่าเทียม” ที่หัวกะทู้ ผมใส่ข้อความว่า “แม้ไม่เทียบเท่า” ก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องของการจัดการบริหารกระจายผลประโยชน์ ของตัวผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และข้าราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบ
เท่าเทียมแต่ไม่เทียบเท่ายังไง..?
อธิบายง่ายโดยขอยกตัวอย่างประกอบ สมมุติว่ามีร้านก๋วยเตี๋ยวอยู่สองร้าน ร้านหนึ่งทำเลที่ตั้งอยู่หน้าตลาด เจ้าของร้านมีปัญญาจ้างแรงงานมาทำงาน ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จะด้วยทำเลที่ตั้งหรือด้วยรสมือของคนทำก็ตามแต่ จนเจ้าของร้านมีปัญญาจ่ายภาษีเงินได้ให้กับภาครัฐ เปรียบกับอีกร้านที่ตั้งอยู่ข้างป่าช้า ขายไม่ดีเลย ที่วันๆมีแต่หมาเดินเข้ามานอนหน้าร้าน วันๆรายได้จะกินยังจะไม่มี จะเอาปัญญาที่ไหนไปจ้างคนมาทำงาน ไปจ่ายภาษี แบบนี้เรียกเท่าเทียมกันทางประชาธิปไตยหรือไม่ ซึ่งก็ต้องตอบว่า ใช่ นี้คือความเท่าเทียมทางประชาธิปไตย เพราะกฎหมายกำหนดให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการเลือกประกอบอาชีพเหมือนกัน และเงินรายได้ที่ถึงตามที่กฎหมายกำหนด ก็ต้องจ่ายภาษี ไม่ถึงเกณฑ์ก็ไม่ต้องจ่าย ส่วนทำเลที่ตั้งนั้นเป็นเรื่องของสิทธิตามกฎหมาย ถึงวิธีได้มา ไม่ว่าจะเป็นมรดกตกทอด หรือการเช่าใช้หรือซื้อทำเลพื้นที่อย่างถูกต้องมาประกอบการ ตลอดจนการว่าจ้างแรงงานมาทำงานในกับตน ซึ่งทุกคนก็สามารถจัดหาเองได้หากมีกำลังทุนทรัพย์เพียงพอ แน่นอนว่าจุดนี้เองทุกคนมีไม่เท่ากันตามสภาพฐานะและชนชั้นทางสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำเช่นสังคมไทย หรือเรียกได้ว่า “ความไม่เทียบเท่า” คือคนจนไม่มีสิทธิ์มีเสียงเสมอคนมีฐานะ
ซึ่งความไม่เทียบเท่าที่มาจากปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคมระหว่างชนชั้นนี้เอง ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญมากๆอันหนึ่ง ในการคิดนโยบายมาจัดการแก้ไขปัญหาของผู้เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือไม่ก็ตามแต่ ต่างก็คำนึงถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมกันทั้งนั้น เพราะมันเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุดหน้ายิ่งๆขึ้นไป
อย่างในกรณีที่ยกตัวอย่างมา ปัญหาที่เกิดขึ้นกับร้านก๋วยเตี๋ยวที่ขายไม่ดีอันด้วยมาจากทำเลที่ตั้ง หรือรสมือคนทำ อันเป็นเรื่องของทักษะฝีมือแรงงาน เมื่อเห็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง รับทราบปัญหาแบบนี้แล้ว ก็ออกนโยบายหรือแนวทางปฏิบัติ มาเพื่อสนับสนับส่งเสริมให้ ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ขายไม่ดีนั้น สามารถยืนหยัดประกอบอาชีพหาเลี้ยงตนเองได้ต่อไป เช่น ออกแนวนโยบายมาปรับเปลี่ยนการประกอบอาชีพให้เหมาะสมกับพื้นที่ จากร้านก๋วยเตี๋ยวก็จูงใจให้เจ้าของร้านเปลี่ยนใจมาขายโลงศพ หรือร้านสังคภัณฑ์ก็ได้เพราะอยู่ใกล้วัด
ถ้าทำแบบนี้ ฟังดูแล้วอาจจะดูเหมือนช่วยเหลือแค่ฝ่ายเดียว ไม่เห็นจะเท่าเทียมตรงไหน ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ขายดีอยู่แล้วอาจจะโวยวาย ว่าไม่เห็นได้รับการช่วยเหลือแบบนี้บ้างเลย ทั้งๆที่ตนเองนั้นเสียภาษีให้กับรัฐ แต่อีกร้านไม่มีปัญญาจ่ายภาษีด้วยซ้ำ และแนวคิดแบบนี้มีกันอยู่ไม่น้อยในสังคมไทยทุกวันนี้ โดยเฉพาะคนกรุง โดยที่ลืมคิดไปหรือว่าไม่เคยคิดว่า สาธารณูปโภคต่างๆ ในย่านการค้าหรือทำเลที่ดี ที่ตัวเองอยู่นั้น นั่นก็เป็นการแบ่งปันผลประโยชน์จากภาครัฐมาให้กับตนซึ่งอยู่อาศัยในพื้นที่นั้น และได้มาก่อนคนที่อยู่นอกพื้นที่เขตเมืองมานานแล้ว เจ็บป่วยก็มีหมออยู่ใกล้ โรงพยาบาลก็มีเครื่องมือครบครัน ลูกหลานก็มีโรงเรียนดีๆไว้เรียนหนังสือ การเดินทางก็สะดวกสบาย ความปลอดภัยก็มีมาก จนท.ตรวจตรากันตลอด เพราะสถานีตำรวจมีทั่วไปหมด ขณะที่คนที่อาศัยอยู่นอกพื้นที่เมือง มีแค่อนามัยเล็กๆ โรงเรียนย่อมๆ ความปลอดภัยก็มีตามมีตามเกิด เพราะ จนท.ดูแลไม่ทั่วถึง สิ่งเหล่านี้คนที่อยู่นอกเขตความเจริญคิดได้ไหม ว่ามันคือความไม่เท่าเทียมกันที่พวกเขาได้รับมาก่อนตั้งนานแล้ว และฝ่ายที่ได้รับการช่วยเหลือจากนโยบายรัฐ ก็ไม่มีทางขยับฐานะขึ้นมาเทียบเท่ากับอีกฝ่ายได้ในพริบตาหรอก พูดง่ายๆว่า ไม่สามารถขึ้นมาเทียบเท่ากับ ฝ่ายที่ได้รับประโยชน์มานานแล้วได้หรอก
*หมายเหตุ ถ้าใครยังมองภาพไม่ออก กับตัวอย่างร้านก๋วยเตี๋ยว ก็ลองเปลี่ยนไปเป็นการเปรียบเทียบระหว่างจังหวัดที่มีการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลัก กับจังหวัดเงียบๆเหงาๆที่ไม่มีอะไรเด่นสักอย่างดูสิ จะเห็นว่าเกิดความแตกต่างกันแค่ไหน ในการใช้งบประมาณสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาในแต่ละจังหวัด
อะไรคือความเท่าเทียม ที่ทุกวันนี้เกิดความแตกต่างในชนชั้นสังคม ก็เพราะว่าปัจจัยพื้นฐานในทุกๆด้าน คนที่อยู่ในชนชั้นที่สูงกว่าได้ก่อนหรือได้มากกว่าในเรื่องงบประมาณไม่ ไม่ว่าจะเรื่องการศึกษา สาธารณสุข เงินทุน ที่ทำให้เกิดเป็นความพร้อมที่มากกว่า และได้เปรียบคนที่ชนชั้นอยู่ต่ำกว่าในเลือกการประกอบสัมมาอาชีพ หรือเปล่า...?
คำถามเช่นนี้ คนบางกลุ่มที่ชอบโวยวายเมื่อภาครัฐใดๆก็แล้วแต่ ออกนโยบายการช่วยเหลือคนจนมาปฏิบัติ เคยคิดหรือเปล่า..?
แต่เคยคิดบ้างไหมว่างบประมาณที่สนับสนุนปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ที่ลงไปในแต่ล่ะพื้นที่ มันเทียบเท่ากันหรือเปล่า..?
หรือดีแต่อ้างว่าฉันจ่ายภาษีมาก ฉันก็ต้องได้มากตามสัดส่วน เช่นนั้นหรือ..?
บางทีปัญหาการกระจายความเจริญ อาจไม่ได้เกิดเพราะงบประมาณไม่เพียงพอ หรือคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบทำงานไม่มีประสิทธิภาพก็ได้ แต่อาจเกิดเพราะใครไม่ต้องการให้เกิด เพราะต้องการเอางบประมาณไปใช้ในด้านอื่นที่ตนเองได้ประโยชน์หรือเปล่า..? เป็นความเห็นแก่ตัวหรือไม่..? ท่านที่เข้ามาอ่านกะทู้นี้ก็ลองคิดดูนะครับ
ทิ้งท้ายกันสักนิด ตามประสาคนที่ใช้ราชดำเนินแห่งนี้ กระทำสิ่งที่สมเจตรมย์ของห้องการเมือง คือพูดคุยเรื่องการเมืองเป็นหลัก ซึ่งคุยเรื่องอื่นผมก็ทำนะครับ ไม่ได้ปฏิเสธว่าผมไม่ได้ทำนะ เพียงแต่การคุยเรื่องอื่นๆของผมคือสนทนาตามประสาเพื่อนฝูงคนรู้จัก เฮฮากันไปตามเรื่องตามราวในกะทู้ที่มีจุดมุ่งหมายคุยกันสบายๆมากกว่าคุยเรื่องการเมืองก็แค่นั้นครับ ผมจึงคิดว่า ผมมีสิทธิ์เต็มที่ ที่จะโพสต์ โคลงสี่ฯ บทนี้ในการทิ้งท้าย
จักตั้งใจ คงไว้...................ปณิธาน
ลับปัญญา ไขขาน..............บ่งชี้
ถึงปัญหา เมืองบ้าน............ติก่อ ชมเอย
ให้สมภูมิ ตนนี้………........ที่ได้เกิดมา
ขอบคุณครับ
นายพระรอง
*แก้ไขคำผิด 9.16 น