รีวิว "The Journey บันทึกทางไกล..ถึงพ่อ" หนังสารคดีจากฝีมือของโดนัท มนัสนันท์ เพื่อน้อมรำลึกถึงพ่อหลวงของเรา

ชีวิตคือการเดินทาง
เป็นคำพูดที่เราเคยได้ยินกันมาหลายครั้ง
และในทางกลับกัน ผมก็คิดว่า
การเดินทางก็สร้างชีวิตเรา

การเดินทางทำให้เราเรียนรู้และเติบโตขึ้น

การเดินทางจึงเป็นเหมือนหมึกสีที่แต่งแต้มชีวิตเรา
จากผืนผ้าใบสีขาว ถูกวาดเติมแต่ง ละเลงด้วย
ประสบการณ์ การพบ การพราก ผู้คน บทเพลง
ความผิดหวัง ความกลัว การต่อสู้ ความพยายาม
มันถูกเติมขึ้นมาให้ชีวิตเราในระหว่างการเดินทางนั้น
บางคนอาจจะใช้ระยะเดินทางทั้งชีวิตเพียงแค่จากบ้านไปโรงเรียน
บ้านไปที่ทำงาน ในระยะทางไม่ไกลนัก นั่นก็เรียกว่าการเดินทางของเขาเหมือนกัน
ผมคิดว่าทุกคนมีการเดินทางเป็นของตัวเอง
แต่สำหรับบางคนอาจใช้ระยะทางหลายพันกิโลเมตร
เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของจุดเริ่มต้นของการเดินทางไกลทั้งชีวิต
...บางคนที่เรายังคงคิดและนึกถึงอยู่เสมอ
9,188 กิโลเมตร คือระยะทางจากเมืองโลซาน สวิสเซอร์แลนด์ ถึงกรุงเทพมหานคร
30 วัน คือระยะเวลาที่ใช้เดินทางบนเรือจากสองเมืองนี้
18 ปี คือระยะเวลาที่ทรงประทับอยู่ ณ เมืองโลซาน

“The Journey บันทึกทางไกล...ถึงพ่อ”
เป็นภาพยนตร์สารคดีที่เล่าเรื่องของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเราปวงชนชาวไทย
เมื่อครั้งทรงเสด็จประทับ ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในปีพ.ศ. 2476
จนกระทั่งพระองค์เสด็จนิวัติพระนครในปีพ.ศ. 2494
เพื่อเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ

คุณโดนัท มนัสนันท์ สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นด้วยความตั้งใจน้อมรำลึกถึงพระองค์ท่าน
เป็นการรวบรวมการเดินทางของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในปีพ.ศ. 2476 – 2494
ผ่านพระราชหัตถเลขา และไปรษณียบัตร
รวมถึงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ วีดีทัศน์พระราชทานสัมภาษณ์
และการสัมภาษณ์บุคคลสำคัญที่เคยถวายงานพระองค์
คุณโดนัทเคยพูดไว้ว่า
“นักเดินทางเขาจะพูดกันว่าจุดหมายปลายทางไม่สำคัญเท่าระหว่างทาง
แต่สำหรับในหลวงรัชกาลที่ 9 ระหว่างทางไม่สำคัญเท่าจุดหมาย
เพราะทุกครั้งที่ท่านเดินทาง ท่านไปเพื่อประชาชนของท่าน
จุดหมายปลายทางจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด”
ผมได้ยินแล้วก็เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ อย่างหมดหัวใจ
เพราะนานนับ 70 ปีที่เราเห็นชีวิตของพระองค์ท่าน
พระองค์เป็นเช่นนั้นจริงๆ

หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องแบบสารคดี
ซึ่งแน่นอนก่อนที่จะเข้าไปดู ต้องเข้าใจก่อนว่า
ความยากของหนังสารคดี คือมันต้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
และความที่เป็นหนังสารคดีที่เกี่ยวกับข้องกับพระมหากษัตริย์แล้วนั้น
ทำให้มีความยากในการทำมากขึ้นไปอีก
ถ้าใครเคยดูหนังสารคดีเรื่องอื่นๆ ที่ฮอลลีวู้ดผลิตออกมา
อาจจะมีเทคนิคการเล่าเรื่องที่หลากหลาย
และอาจจะมีการเพิ่มเส้นเรื่องเข้ามาเพื่อให้เรื่องราวดูน่าสนใจ
แต่สำหรับ The Journey นั้น
คุณโดนัทเลือกที่จะเล่าด้วยวิธีการที่เรียบง่าย
เน้นความถูกต้อง และยังคงไว้ซึ่งคำราชาศัพท์ที่เหมาะสม
โดยเรื่องราวเกือบทั้งหมด จะถูกเล่าผ่านสถานที่จริง
ฟุตเทจจริงของในหลวง ภาพถ่ายจากฝีพระหัตถ์
ไปรษณีย์หรือโปสการ์ดที่มีพระราชหัตถเลขาของพระองค์ท่านจริงๆ
แน่นอนว่าความเป็นหนังสารคดีเรื่องนี้นั้น
ถ้าใครคาดหวังว่าจะมีเรื่องราวดราม่า เรียกน้ำตา
จังหวะการเล่าเรื่องที่บีบเค้นอารมณ์ นั้นขอบอกว่าไม่ใช่อย่างที่คิด
แต่คุณจะได้เห็นเรื่องราวบางแง่มุมในวันที่ทรงพระเยาว์
เป็นเรื่องของเด็กชายคนหนึ่งที่จากบ้านเมืองของตนไปเพื่อศึกษาเล่าเรียน
จะมีเรื่องของพระราชจริยวัตรของพระองค์ท่าน
มีเรื่องความรักของพระองค์ ครั้งเมื่อเริ่มรู้จักกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติติ์
บางทีเราอาจจะได้เห็นลักษณะนิสัยความเป็นนักคิด นักพัฒนา
ที่ซ่อนอยู่ในตัวเด็กหนุ่มวัยเยาว์คนนี้
ก่อนที่พระองค์ท่านจะเติบโตมาเป็นกษัตริย์นักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้
ความดีงามของหนัง
คือการที่เราจะได้เห็นชีวิตมุมหนึ่งของคนที่เราคิดถึงมากสุด ณ ตอนนี้
ได้เห็นว่าจริงๆ แล้วพระองค์ก็คือคนเด็กหนุ่มคนหนึ่งแทบไม่ต่างกับเรา
แต่สิ่งที่พระองค์เป็นมาตลอด คือการตระหนักว่า
การเป็นกษัตริย์นั้นมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ
และหน้าที่นั้นคือบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชนของพระองค์

เพลงพระราชนิพนธ์ ยามเย็น
ที่บรรเลงอยู่เป็นระยะเกือบตลอดเรื่อง
ทำให้ผมได้รู้สึกเหมือนว่า
หลังจากหนึ่งวันที่ยาวนานนั้น
ตอนนี้ดวงอาทิตย์ได้ลาลับขอบฟ้าแล้ว
พระองค์ได้ทรงประทับพักผ่อนบนฟ้าสวรรค์แล้ว
ยามเย็นของพระองค์ได้มาถึงแล้ว
และสำหรับเราแล้ว
ในฐานะประชาชนของพระองค์
จะทรงประทับอยู่ในใจเราตลอดไป

ในหนังได้เล่าเรื่องตอนหนึ่ง คือ
วันที่พระองค์เสด็จออกจากประเทศไทย
แล้วมีประชาชนที่มารอส่งเสด็จตะโกนบอกพระองค์ว่า
"ในหลวง อย่าทิ้งประชาชนนะ”
และมีเสียงบรรยายแทนตัวพระองค์ท่านว่า
อยากจะร้องบอกเขาลงไปว่า
"ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนอย่างไรได้”
เป็นประโยคที่ผมได้ยินแล้วน้ำตาไหล
สำหรับหนังเรื่องนี้
ไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องแบบเมโลดราม่า เราก็มีน้ำตาแล้ว
เพราะคนที่อยู่ในหนังนั้น
คือคนที่ทุ่มเทชีวิตเพื่อพวกเรามาตลอด 70 ปี
ประโยคนี้ที่ในหลวงทรงตรัสนั้นกลายเป็นแรงบันดาลใจของพระองค์
ที่จะตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เพื่อกลับมาช่วยเหลือประชาชนต่อไป
ผมมาหาข้อมูลเพิ่มและทราบมาว่าหลังจากนั้นอีกราว 20 ปี
ทรงพบกับผู้ชายที่เป็นคนตะโกนร้องบอกพระองค์ว่า “อย่าทิ้งประชาชนนะ”
เป็นอดีตทหารที่ภายหลังออกไปทำนา
เขาบอกว่าตอนที่ร้องประโยคนั้นออกไป
ก็ด้วยความรู้สึกใจหาย กลัวว่าพระเจ้าแผ่นดินจะไม่กลับมา
ตอนที่พระองค์ท่านทรงพบชายคนนี้และทราบเรื่อง
ทรงรับสั่งว่า “เราน่ะรึที่ร้อง”
"ใช่ครับ ตอนนั้นเห็นหน้าท่านเศร้ามาก กลัวจะไม่กลับมา จึงร้องไปเหมือนคนบ้า”
พระองค์ทรงตรัสตอบกลับไปว่า
"นั่นแหละ ทำให้เรานึกถึงหน้าที่ จึงต้องกลับมา”

9,188 กิโลเมตรที่ทรงเดินทาง ปลายทางคือประเทศของพระองค์

ดร.สุเมธ (มูลนิธิชัยพัฒนา) บอกว่า พระองค์เดินทางไปทั่วประเทศ
และที่ไปแต่ละที่ก็ลำบากทั้งนั้น เพราะถ้าเจริญแล้ว ประชาชนสบายแล้ว
พระองค์ก็คงไม่จำเป็นต้องไป
แม้แต่ก่อนที่พระองค์จะทรงสวรรคตได้ไม่นาน
ประโยคท้ายๆ ที่ทรงตรัส ก็คือ “สุเมธงานยังไม่เสร็จ งานยังไม่เสร็จสุเมธ”
ทรงเคยตรัสว่า
“...ที่ของข้าพเจ้าในโลกนี้ คือการได้อยู่ท่ามกลางประชาชนของข้าพเจ้า...”
และ 70 ปีที่ทรงงานนั้น ก็ไม่เคยทอดทิ้งประชาชนเลย
พระองค์ทรงเดินทางตลอดเวลา
เป็นการเดินทางไกลทั้งชีวิต
ที่คิดถึงแต่ประชาชน

ทุกเส้นทางที่พ่อเดิน
ล้วนมีปลายทางที่ประชาชน

สุดท้ายที่สุดปลายของการเดินทางนั้น
หลังจากการเดินทางที่ยาวไกล
พระองค์ก็ได้ทรงพักผ่อนแล้ว
ทรงจากไปท่ามกลางประชาชนของพระองค์
และจะทรงสถิตอยู่ในใจเราตราบนิรันดร์

ภาคภูมิใจเสมอที่ได้เกิดในรัชสมัยของรัชกาลที่ 9

ขอขอบคุณคุณโดนัทจากใจที่ได้ทำหนังเรื่องนี้
ให้ประชาชนชาวไทยได้รับชมครับ
https://www.facebook.com/asfarasi/





Trailer ของหนังครับ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
……………………………………………………………..
“The Journey บันทึกทางไกล...ถึงพ่อ”
เปิดให้ชมฟรี ความยาวประมาณหนึ่งชั่วโมง
12-15 ตุลาคม ในโรงภาพยนตร์ SF (มีรอบและที่นั่งจำกัด 20,000 ที่นั่ง)
รอบฉายที่โรงภาพยนตร์ในเครือเอส เอฟ*
    วันพฤหัสบดีที่ 12 ตุลาคม 2560 รอบ 19.00 น. (เฉพาะเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล)
    วันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2560 รอบ 14.30 น. (ทั่วประเทศ)
    วันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม 2560 รอบ 14.30 น. (ทั่วประเทศ)
    วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม 2560 รอบ 14.30 น. (เฉพาะเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล)
*ยกเว้น Emprive’ Cineclub
(รับบัตรชมภาพยนตร์ได้ ที่หน้าโรงภาพยนตร์ ก่อนรอบฉาย 1 ชั่วโมง)

และที่แบงค็อก สกรีนนิ่ง รูม (Bangkok Screening Room) ศาลาแดง
ระหว่างวันที่ 20 - 28 ตุลาคมทั้งหมด 9 รอบ (ต้องจองที่นั่งล่วงหน้า)
อัพเดทรอบฉายที่ https://bkksr.com/movies
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่