ผมเป็นคนอ้วนและอ้วนมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนี้ผมอายุ38ปี ผมเคยน้ำหนักสูงที่สุดคือ 116 กิโล ผมสูง 178 เซนติเมตร ผมก็เป็นเหมือนผู้ขายไทยทั่วไป
กินเหล้า เที่ยว แต่ด้วยความที่ผมเป็นคนชอบกินและมักจะมีคำพูดปลอบใจตัวเองเสมอว่า ผมไม่อยากทรมานตัวเอง ที่ต้องไปกินผัก กินของคลีน ผมต้องการมีความสุขกะการกินของผม ซึ่งนั่นแหละครับมันทำให้น้ำหนักผมพุ่งทะยานไปที่116 กิโล เพราะผมทั้งกินแหลก รวมถึงกินเหล้า กินเบียร์ ในอดีตมามันไม่เคยมีปัญหาอะไรเพราะผมอายุยังไม่เยอะ แต่พอช่วงวัย 37 พอไปหาหมอตรวจสุขภาพ มันเริ่มมีสิ่งนึงเพิ่มมาตามอายุ คือ ความดันเริ่มสูง ผมก็ยังหลอกตัวเองว่า มันเป็นเพราะเพิ่งเดินมา เพราะผมไม่เคยมีการอาการความดันมาก่อน ก็ยังเข้าข้างตัวเองและทำตัวเหมือนเดิมเพราะยังปลอบใจตัวเองว่า ยังมีความสุขกับการกิน และเมื่อวันนี้ของปีที่แล้ว เหตุการณ์ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลง ผมไปนั่งประชุมกับลูกค้า อยู่ดีๆๆผมมีอาการวูบ เหงื่อออก แถมมึนหัวแบบไม่เคยเป็นมาก่อน ลูกค้าเลยบอกว่า วันนี้เลิกประชุมเถอะ เค้าบอกว่าผมไม่อยู่ในสภาพที่จะประชุมได้อีกแล้ว ผมโดนหามออกจากห้องประชุมและไปนั่งพักในห้องลูกค้า
ผมนั่งแบบหมดสภาพอยู่2 ชม แต่นั้นแหละครับ 2 ชั่วโมงนั้นคือ จุดเปลี่ยน ผมนั่งคิดไปว่าที่งานเดินหน้าต่อไม่ได้ เพราะผมป่วย ร่างกายผมไม่ไหวแล้ว มันเรียกร้องจะพักแล้ว มันคงเหนื่อยกับผมมานาน ผมคิดไปไกลว่า ถ้าผมเป็นแบบนี้ บ่อยๆ แน่นอนครับ บริษัทคงไม่เอาผมไว้ และผมจะทำมาหากินอะไร
ถึงผมจะยังโสดไม่มีภาระอะไร แต่ผมก็ต้องเป็นภาระให้กับแม่และน้อง ที่ต้องมาคอยดูแลผม และผมหนักร้อยกว่าโล ใครจะมาดูแลผมไหว และถ้าผมทำงานไม่ได้ ไม่มีเงินชีวิตผมจะเป็นอย่างไร ผมย้อนไปถึงรากของปัญหาว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ใช่ครับทุกอย่างมันมาจบที่คำตอบที่ว่า ผมอ้วนเกินไป และผมให้ร่างกายรับภาระใช้มันหนักเกินไป ผมมีอาการดีขึ้น จึงรีบขับรถกลับบ้านแต่พอขับมาได้ไม่ไกล อาการมันเริ่มกลับมา ผมต้องจอดนอนที่ปํ้มน้ำมันลูกค้าโทรมาก็รับสายไม่ได้ ที่ทำงานโทรมาก็รับสายไม่ได้เพราะผมปวดหัวมาก มาถึงตรงนี้ ผมสัญญากับตัวเองเลยว่าถ้าวันนี้ผมรอดตายไปได้ ผมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ ผมนอนพักสักระยะ ผมก็ขับรถไป รพ ทันที ไปถึงหมอตรวจความดัน ความดันผมสูงถึง 180/100 ซึ่งเป็นความดันที่สูงมากๆ หมอจะให้ผมทานยาลดความดันแต่ผมบอกหมอว่า ผมขอวิธีอื่นก่อนได้ไหม หมอเลยบอกว่า ให้ไปออกกำลังกาย และ ลดน้ำหนัก
เย็นนั้นหลังจากหาหมอ ผมเริ่มดีขึ้น ผมไปที่ร้านรองเท้าวิ่ง ซื้อรองเท้าทันที และวันต่อมาผมเริ่มออกเดินตอนเย็นๆๆ และ งด อาหารทอด งดข้าวเย็น
ตอนเย็นผมจะกินพวกยำ หรือพวกไก่นึ่งแทน เลิกน้ำอัดลม จากแต่ก่อนกินแทนน้ำ ผมเริ่มจริงจัง ผมมาสวนสุขภาพทุกเย็น แรกๆมาเดิน เดินไปเรื่อยๆฟังเพลงไปเรื่อง บางวันก็ไปว่ายน้ำเบาๆๆ ผมจดน้ำหน้กผมทุกวัน แต่มันก็มีกำลังใจขึ้นเพราะน้ำหนักผมลงทุกวันในช่วงแรกๆๆ เพราะผมอ้วนมาก
จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา 1 ปีเต็มในวันนี้ อาการปวดหัวไม่เคยเป็นอีกเลย และผมมีความดันอยู่ในเกณท์ปกติ จากที่วิ่งได้20 เมตรแล้วหอบ ตอนนี้ผมวิ่งได้ 5 กิโล แบบสบายๆๆ จากที่ยกเวทครั้งแรกได้แค่ 3 กิโล ทุกวันนี้ผมสามารถยกได้ ข้างละ 15 กิโลแบบสบายๆๆ จากที่เคยวิดพิ้นได้ 1 ที ตอนนี้ผมสามารถวิทพื้นต่อเนื่องได้ 30ทีแล้ว จากที่เกิดมาไม่เคยเป็นแรงบัลดาลใจให้ใคร ทุกวันนี้ผมเป็นแรงบัลดาลใจให้ใครหลายๆๆคน
ทำเพื่อตัวเอง ในวันที่ร่างกายยังให้โอกาส
กินเหล้า เที่ยว แต่ด้วยความที่ผมเป็นคนชอบกินและมักจะมีคำพูดปลอบใจตัวเองเสมอว่า ผมไม่อยากทรมานตัวเอง ที่ต้องไปกินผัก กินของคลีน ผมต้องการมีความสุขกะการกินของผม ซึ่งนั่นแหละครับมันทำให้น้ำหนักผมพุ่งทะยานไปที่116 กิโล เพราะผมทั้งกินแหลก รวมถึงกินเหล้า กินเบียร์ ในอดีตมามันไม่เคยมีปัญหาอะไรเพราะผมอายุยังไม่เยอะ แต่พอช่วงวัย 37 พอไปหาหมอตรวจสุขภาพ มันเริ่มมีสิ่งนึงเพิ่มมาตามอายุ คือ ความดันเริ่มสูง ผมก็ยังหลอกตัวเองว่า มันเป็นเพราะเพิ่งเดินมา เพราะผมไม่เคยมีการอาการความดันมาก่อน ก็ยังเข้าข้างตัวเองและทำตัวเหมือนเดิมเพราะยังปลอบใจตัวเองว่า ยังมีความสุขกับการกิน และเมื่อวันนี้ของปีที่แล้ว เหตุการณ์ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลง ผมไปนั่งประชุมกับลูกค้า อยู่ดีๆๆผมมีอาการวูบ เหงื่อออก แถมมึนหัวแบบไม่เคยเป็นมาก่อน ลูกค้าเลยบอกว่า วันนี้เลิกประชุมเถอะ เค้าบอกว่าผมไม่อยู่ในสภาพที่จะประชุมได้อีกแล้ว ผมโดนหามออกจากห้องประชุมและไปนั่งพักในห้องลูกค้า
ผมนั่งแบบหมดสภาพอยู่2 ชม แต่นั้นแหละครับ 2 ชั่วโมงนั้นคือ จุดเปลี่ยน ผมนั่งคิดไปว่าที่งานเดินหน้าต่อไม่ได้ เพราะผมป่วย ร่างกายผมไม่ไหวแล้ว มันเรียกร้องจะพักแล้ว มันคงเหนื่อยกับผมมานาน ผมคิดไปไกลว่า ถ้าผมเป็นแบบนี้ บ่อยๆ แน่นอนครับ บริษัทคงไม่เอาผมไว้ และผมจะทำมาหากินอะไร
ถึงผมจะยังโสดไม่มีภาระอะไร แต่ผมก็ต้องเป็นภาระให้กับแม่และน้อง ที่ต้องมาคอยดูแลผม และผมหนักร้อยกว่าโล ใครจะมาดูแลผมไหว และถ้าผมทำงานไม่ได้ ไม่มีเงินชีวิตผมจะเป็นอย่างไร ผมย้อนไปถึงรากของปัญหาว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ใช่ครับทุกอย่างมันมาจบที่คำตอบที่ว่า ผมอ้วนเกินไป และผมให้ร่างกายรับภาระใช้มันหนักเกินไป ผมมีอาการดีขึ้น จึงรีบขับรถกลับบ้านแต่พอขับมาได้ไม่ไกล อาการมันเริ่มกลับมา ผมต้องจอดนอนที่ปํ้มน้ำมันลูกค้าโทรมาก็รับสายไม่ได้ ที่ทำงานโทรมาก็รับสายไม่ได้เพราะผมปวดหัวมาก มาถึงตรงนี้ ผมสัญญากับตัวเองเลยว่าถ้าวันนี้ผมรอดตายไปได้ ผมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ ผมนอนพักสักระยะ ผมก็ขับรถไป รพ ทันที ไปถึงหมอตรวจความดัน ความดันผมสูงถึง 180/100 ซึ่งเป็นความดันที่สูงมากๆ หมอจะให้ผมทานยาลดความดันแต่ผมบอกหมอว่า ผมขอวิธีอื่นก่อนได้ไหม หมอเลยบอกว่า ให้ไปออกกำลังกาย และ ลดน้ำหนัก
เย็นนั้นหลังจากหาหมอ ผมเริ่มดีขึ้น ผมไปที่ร้านรองเท้าวิ่ง ซื้อรองเท้าทันที และวันต่อมาผมเริ่มออกเดินตอนเย็นๆๆ และ งด อาหารทอด งดข้าวเย็น
ตอนเย็นผมจะกินพวกยำ หรือพวกไก่นึ่งแทน เลิกน้ำอัดลม จากแต่ก่อนกินแทนน้ำ ผมเริ่มจริงจัง ผมมาสวนสุขภาพทุกเย็น แรกๆมาเดิน เดินไปเรื่อยๆฟังเพลงไปเรื่อง บางวันก็ไปว่ายน้ำเบาๆๆ ผมจดน้ำหน้กผมทุกวัน แต่มันก็มีกำลังใจขึ้นเพราะน้ำหนักผมลงทุกวันในช่วงแรกๆๆ เพราะผมอ้วนมาก
จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา 1 ปีเต็มในวันนี้ อาการปวดหัวไม่เคยเป็นอีกเลย และผมมีความดันอยู่ในเกณท์ปกติ จากที่วิ่งได้20 เมตรแล้วหอบ ตอนนี้ผมวิ่งได้ 5 กิโล แบบสบายๆๆ จากที่ยกเวทครั้งแรกได้แค่ 3 กิโล ทุกวันนี้ผมสามารถยกได้ ข้างละ 15 กิโลแบบสบายๆๆ จากที่เคยวิดพิ้นได้ 1 ที ตอนนี้ผมสามารถวิทพื้นต่อเนื่องได้ 30ทีแล้ว จากที่เกิดมาไม่เคยเป็นแรงบัลดาลใจให้ใคร ทุกวันนี้ผมเป็นแรงบัลดาลใจให้ใครหลายๆๆคน