ปกติเราเขียนแต่กระทู้แนะนำที่กิน ที่เที่ยว นี่เป็นกระทู้แรกเลยที่เขียนเรื่องอะไรพวกนี้
เรื่องของเรื่องคือเราบังเอิญไปคุยกับเพื่อนเรื่องสังคมที่ทำงาน แล้วเค้าเล่าให้ฟังว่ามีเพื่อนคนนึงที่ไม่มีใครชอบเลย
คือบุคลิกไม่น่าเข้าหาแบบสุดๆ หน้าสิวๆ ดูน่ากลัวๆ เข้าหาใครไม่เป็น รังแคก็เยอะถึงขั้นที่ว่า
แค่เกาหัวเบาๆ ก็ร่วงกราว เหมือนพึ่งทาแป้งเลยย
ฟังแล้วเราก็เลยรู้สึกว่า เห้ยย เราก็เคยเป็นแบบนี้นี่หว่า มันไม่ตลกเลยนะตอนที่ขาดความมั่นใจอย่างรุนแรงเนี่ยย
เคยอ่านเจอว่าความมั่นใจเกิดจากภายใน เกิดจากความคิดของเราก่อน
แต่สำหรับคนที่บางทีคิดว่าตัวเองไม่มีอะไรดีเลย มันยากนะที่จะให้กลับมามีความมั่นใจ
เราคิดว่ารูปลักษณ์ภายนอกและความคิดภายในมันสัมพันธ์กันกว่าที่คิด
เราเชื่อว่าร้อยทั้งร้อย เจอกันครั้งแรก หรือไม่รู้จักกันมาก่อน เราก็มักจะเลือกคนที่ดูดีมีบุคลิกภาพ
สะอาดสะอ้าน ก่อนคนที่ดูสกปรก และไม่เรียบร้อยอยู่ดี
ความมั่นใจน่าจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราดูดี มีบุคคลิกดี จากนั้นทัศนคติเราก็จะดีขึ้นตาม
เราเลยอยากจะมาบอกเล่าประสบการณ์ที่เราเคยเจอ พร้อมวิธีแก้ปัญหาในแบบของเรา
ที่ใช้แล้วรู้สึกว่า เออมันช่วยได้จริงๆว่ะ อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดหรือถูกต้องที่สุด แต่เราว่ามันน่าจะเป็นทางเลือกให้หลายๆคนได้ไม่มากก็น้อย
มาเริ่มเรื่องกันเลย ตอนเด็กๆเรานี่หน้าตาจิ้มลิ้มมากเลยนะ คือให้ใครดูรูปแล้วมีแต่คนชมว่า
โหหห น่ารักว่ะ หล่อเลยนะ งู้นงี้งั้น แต่มักจะจบท้ายประโยคว่า “ทำไมโตขึ้นมาเป็นแบบนี้วะ”
ก็ไม่รู้ทำไม เราเองก็สงสัยนะ คือ ป.6 ยังรู้สึกตัวเองหน้าตาปกติๆอยู่ พอเข้า ม.1 ปุ๊บบบ
เท่านั้นแหล่ะ เห้ยยย ใครตัดหัวเราออกไป แล้วเอาหัวใครก็ไม่รู้มาใส่แทนวะ
เหมือนเป็นคนละคนภายในชั่วข้ามคืน ฮอร์โมน มันจะทำงาน พุ่งพล่านอะไรได้ขนาดนั้น
หลายคนอาจจะคิดว่า ใช่หรอ อะไรมันจะย่ำแย่ได้ขนาดนั้น หึหึ
เอาเป็นว่าเราขอเล่าเป็นช่วงๆเลยละกันน
ACT1 :ยุคเริ่มตกต่ำ
เริ่มจากปัญหาเรื่องสิวๆ
ลูกผู้ชายวัยรุ่นเลือดกำลังเดือดปุดๆอย่างเราแน่นอนว่าถึงไหนถึงกัน
เล่นกีฬาต้องเอาใส่ให้สุดดด บอล บาส กิจกรรมอะไรที่ต้องใช้กำลัง เราทำหมด
ด้วยความที่เกิดในครอบครัวคนใต้ พ่อจะสอนให้เข้มแข็ง ทนแดด ทนฝน
งานปลูกต้นไม้ เลื่อยไม้ เจาะผนัง หรือต่อเติมบ้านก็จะทำเองเกือบ
สิวเม็ดสองเม็ดหรอ กระจอกมาก พูดกับตัวเองในใจ ทำไมใครๆเค้าต้องเครียดกันนักหนา
รู้ตัวอีกที ไม่ใช่แค่ 2 เม็ด 3 เม็ดนะ คือขึ้นทีละ 4 เม็ด 5 เม็ด ที่พีคกว่าคือเป็นสิวอักเสบทั้งหมด
แรกๆคือยิ่งขึ้น ยิ่งบีบ ยิ่งบีบ ยิ่งขึ้น จากอักเสบธรรมดา กลายเป็นอักเสบมากกกกกกแบบสิวเป็นสีม่วงๆดำๆอ่ะ
สภาพหน้ามีแต่สิวอักเสบและรอยหลุมสิว จนคนทักว่า นี้หน้าคนหรือพื้นผิวดวงจันทร์ฮะทานโทษษ
แต่ผู้ชายอกสามศอกอย่างเรา การเดินเข้าคลินิคเอง ถือเป็นเรื่องน่าอายสำหรับเรามากในยุคนั้น (คิดไปเอง)
บวกกับแม่ก็พยายามปลอบว่า ไม่เป็นไรนะลูก ลูกแม่หล่ออยู่แล้ว
แรกๆก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่อย่างที่แม่ว่านั้นแหล่ะ แต่พอโดนเพื่อนทักเพื่อนล้อบ่อยๆเข้านี่เสียเซลฟ์อยู่เหมือนกันนะ
เคยมีอยู่ครั้งนึง โดนเพื่อนของหญิงที่แอบชอบ ด่าด้วยสายตาเหยียดหยามต่อหน้าว่า ก่อนจะมาจีบเพื่อยนเรานี่ ไม่คิดจะดูสภาพตัวเองก่อนเลยใช่มั้ยสำหรับเด็กม.ต้น อายุยังละอ่อน การโดนด่าต่อหน้าคนเป็นสิบ แถมหนึ่งในนั้นเป็นคนที่เราชอบ พร้อมเสียงหัวเราะคิกคัก นับเป็นเรื่องอัปยศโคตรๆเลยนะสำหรับเด็กอายุแค่นั้น เดินกลับบ้านคอตก หน้าชาเลยย จากเหตุการณ์นั้น ทำให้เราเริ่มไม่กล้าและไม่ชอบถ่ายรูป ถ้าจำเป็นต้องถ่ายขอแบบแอบๆ หนักๆเข้าคือเข้าห้องน้ำสาธารณะ ยังไม่กล้าส่องกระจก เพราะกลัวว่าคนอื่นจะคิดว่าเราหน้าตาไม่ดีแล้วยังจะมามั่นหน้าอีก แต่นั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น...
ACT 2 :ยุคตกต่ำถึงขีดสุด
ผ่านพ้นช่วงมัธยมมาได้ ถือว่าไม่ได้ลำบากอะไรมาก โดยที่

ไม่รู้เลยว่า บทเรียนที่ครั้งสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตกำลังรอเราอยู่ เรารู้สึกประหม่ามากๆในวันแรกของการไปเรียนในมหาลัยมีรับน้องแบบผิวเผิน และด้วยความที่คณะมีคนหน้าตาดีๆ บุคลิกดีๆเยอะทำให้เรารู้สึกยิ่งไม่มั่นใจมากกว่าเดิม เทอมแรกของการเรียน เริ่มรู้สึกแปลกแยก แตกต่าง ก็ได้แต่โทษทุกอย่างรอบตัว ว่าคนกลุ่มนั้นหยิ่ง คนกลุ่มโน้นก็ไม่ดี ยกเว้นตัวเอง ยิ่งเรียน ยิ่งรู้สึกว่าสังคมมันแย่ เริ่มจากความคิดเล็กๆว่า เออ ไม่แคร์ละ ไม่มีเพื่อนก็ได้ เลยเริ่มใช้ชีวิตแบบโดดเดียวในมหาวิทยาลัย เรียนเกือบ 3 ปี มีเพื่อนอยู่ 3 คน
ทีนี้ไม่ใช่แค่สิวอักเสบละ มาครบเลย ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง รังแคร์บุกจนแทบจะเหมือนหิมะตกใส่หัว เสยผมนิดเดียว รังแคร์ร่วงกราวววเนื้อตัวมีกลากเกลื้อนเป็นดวงๆขึ้นเต็มตัวไปหมดหยั่งกะดัลเมเชี่ยนคือเอาจริงๆนะ พอย้อนกลับไปมองสภาพของตัวเอง ก็ไม่แปลกเลยที่คนเค้าจะรังเกียจ
แต่มีอยู่คืนนึง เป็นคืนที่ไม่ไหวแล้วจริงๆ เลยไปบอกแม่ว่าไม่ไหวแล้ว อยากลาออก ไม่อยากเรียนแล้ว แม่ก็ตกใจใหญ่ เกิดอะไรขึ้น ลูกชั้นเป็นอะไร ก็เห็นยังปกติ เลยตัดสินใจเล่าปัญหาและเรื่องราวทุกอย่างให้แม่ฟัง แทนที่จะด่า จะว่า จะโกรธ แต่แม่กลับไม่ทำเลย แม่แค่พูดว่า
“ที่ว่าทุกคนรังเกียจ ลูกได้เคยถามเค้ามั้ย ว่ารังเกียจจริงรึเปล่า หรือลูกเหมารวมแล้วสรุปเอาเอง”
“แล้วเคยถามตัวเองมั้ย ว่าเรามีอะไรให้เค้ารังเกียจ”
คืนนั้นเอง ที่เราได้ใช้ความคิด ไตร่ตรอง และวิเคราะห์ตัวเองอย่างละเอียดเป็นครั้งแรกในชีวิต แล้วเราก็ค้นพบต้นตอของปัญหาทั้งหมดทั้งมวล นั้นก็คือ “ตัวเราเอง”
เมื่อความคิดที่เราดูถูกตัวเองว่าไม่มีอะไรดี มันก่อตัวจนใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าชีวิตมันแย่ไปหมด เลยนำไปสู่ความไม่มั่นใจในอะไรเลย
และที่ไม่มีใครเข้าหาเราเลย ความไม่มั่นใจของเราสร้างกำแพง ไม่ให้เราเข้าหาคนอื่นก่อน รวมทั้งไม่ให้ใครเข้าถึงตัวเราด้วย สุดท้ายเราเลย คิดว่าคนอื่นหยิ่ง ทั้งที่จริงๆแล้ว คือเค้าก็แค่ใช้ชีวิตของเค้าไปปกติ ไม่ได้ผิด หรือไม่ได้เดือดร้อนอะไร เป็นเราซะอีกที่น่าจะอิจฉา และเรียกร้องหาความสนใจจากคนอื่น แต่ไม่อยากลงทุนหรือเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
เรารู้แล้วว่าปัญหาใหญ่ๆของเราเลยคือ ความมั่นใจ
ก็เลยคิดว่า First Impresssion ละกัน
ไม่ใช่แค่การแต่งตัวดี แต่เป็นบุคคลิกภาพ สะอาดสะอ้าน และดูไม่มีพิษ ไม่มีภัย
นั้นเลยเป็นจุดเริ่มต้นให้เราเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต...
ต่อด้านล่างนะครับ
[CR] ใครเคยรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรดี ทำอะไรก็โดนปฏิเสธตลอดบ้างมั้ยครับ แล้วทำยังไงกัน
เรื่องของเรื่องคือเราบังเอิญไปคุยกับเพื่อนเรื่องสังคมที่ทำงาน แล้วเค้าเล่าให้ฟังว่ามีเพื่อนคนนึงที่ไม่มีใครชอบเลย
คือบุคลิกไม่น่าเข้าหาแบบสุดๆ หน้าสิวๆ ดูน่ากลัวๆ เข้าหาใครไม่เป็น รังแคก็เยอะถึงขั้นที่ว่า
แค่เกาหัวเบาๆ ก็ร่วงกราว เหมือนพึ่งทาแป้งเลยย
ฟังแล้วเราก็เลยรู้สึกว่า เห้ยย เราก็เคยเป็นแบบนี้นี่หว่า มันไม่ตลกเลยนะตอนที่ขาดความมั่นใจอย่างรุนแรงเนี่ยย
เคยอ่านเจอว่าความมั่นใจเกิดจากภายใน เกิดจากความคิดของเราก่อน
แต่สำหรับคนที่บางทีคิดว่าตัวเองไม่มีอะไรดีเลย มันยากนะที่จะให้กลับมามีความมั่นใจ
เราคิดว่ารูปลักษณ์ภายนอกและความคิดภายในมันสัมพันธ์กันกว่าที่คิด
เราเชื่อว่าร้อยทั้งร้อย เจอกันครั้งแรก หรือไม่รู้จักกันมาก่อน เราก็มักจะเลือกคนที่ดูดีมีบุคลิกภาพ
สะอาดสะอ้าน ก่อนคนที่ดูสกปรก และไม่เรียบร้อยอยู่ดี
ความมั่นใจน่าจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราดูดี มีบุคคลิกดี จากนั้นทัศนคติเราก็จะดีขึ้นตาม
เราเลยอยากจะมาบอกเล่าประสบการณ์ที่เราเคยเจอ พร้อมวิธีแก้ปัญหาในแบบของเรา
ที่ใช้แล้วรู้สึกว่า เออมันช่วยได้จริงๆว่ะ อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดหรือถูกต้องที่สุด แต่เราว่ามันน่าจะเป็นทางเลือกให้หลายๆคนได้ไม่มากก็น้อย
มาเริ่มเรื่องกันเลย ตอนเด็กๆเรานี่หน้าตาจิ้มลิ้มมากเลยนะ คือให้ใครดูรูปแล้วมีแต่คนชมว่า
โหหห น่ารักว่ะ หล่อเลยนะ งู้นงี้งั้น แต่มักจะจบท้ายประโยคว่า “ทำไมโตขึ้นมาเป็นแบบนี้วะ”
ก็ไม่รู้ทำไม เราเองก็สงสัยนะ คือ ป.6 ยังรู้สึกตัวเองหน้าตาปกติๆอยู่ พอเข้า ม.1 ปุ๊บบบ
เท่านั้นแหล่ะ เห้ยยย ใครตัดหัวเราออกไป แล้วเอาหัวใครก็ไม่รู้มาใส่แทนวะ
เหมือนเป็นคนละคนภายในชั่วข้ามคืน ฮอร์โมน มันจะทำงาน พุ่งพล่านอะไรได้ขนาดนั้น
หลายคนอาจจะคิดว่า ใช่หรอ อะไรมันจะย่ำแย่ได้ขนาดนั้น หึหึ
เอาเป็นว่าเราขอเล่าเป็นช่วงๆเลยละกันน
ACT1 :ยุคเริ่มตกต่ำ
เริ่มจากปัญหาเรื่องสิวๆ
ลูกผู้ชายวัยรุ่นเลือดกำลังเดือดปุดๆอย่างเราแน่นอนว่าถึงไหนถึงกัน
เล่นกีฬาต้องเอาใส่ให้สุดดด บอล บาส กิจกรรมอะไรที่ต้องใช้กำลัง เราทำหมด
ด้วยความที่เกิดในครอบครัวคนใต้ พ่อจะสอนให้เข้มแข็ง ทนแดด ทนฝน
งานปลูกต้นไม้ เลื่อยไม้ เจาะผนัง หรือต่อเติมบ้านก็จะทำเองเกือบ
สิวเม็ดสองเม็ดหรอ กระจอกมาก พูดกับตัวเองในใจ ทำไมใครๆเค้าต้องเครียดกันนักหนา
รู้ตัวอีกที ไม่ใช่แค่ 2 เม็ด 3 เม็ดนะ คือขึ้นทีละ 4 เม็ด 5 เม็ด ที่พีคกว่าคือเป็นสิวอักเสบทั้งหมด
แรกๆคือยิ่งขึ้น ยิ่งบีบ ยิ่งบีบ ยิ่งขึ้น จากอักเสบธรรมดา กลายเป็นอักเสบมากกกกกกแบบสิวเป็นสีม่วงๆดำๆอ่ะ
สภาพหน้ามีแต่สิวอักเสบและรอยหลุมสิว จนคนทักว่า นี้หน้าคนหรือพื้นผิวดวงจันทร์ฮะทานโทษษ
แต่ผู้ชายอกสามศอกอย่างเรา การเดินเข้าคลินิคเอง ถือเป็นเรื่องน่าอายสำหรับเรามากในยุคนั้น (คิดไปเอง)
บวกกับแม่ก็พยายามปลอบว่า ไม่เป็นไรนะลูก ลูกแม่หล่ออยู่แล้ว
แรกๆก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่อย่างที่แม่ว่านั้นแหล่ะ แต่พอโดนเพื่อนทักเพื่อนล้อบ่อยๆเข้านี่เสียเซลฟ์อยู่เหมือนกันนะ
เคยมีอยู่ครั้งนึง โดนเพื่อนของหญิงที่แอบชอบ ด่าด้วยสายตาเหยียดหยามต่อหน้าว่า ก่อนจะมาจีบเพื่อยนเรานี่ ไม่คิดจะดูสภาพตัวเองก่อนเลยใช่มั้ยสำหรับเด็กม.ต้น อายุยังละอ่อน การโดนด่าต่อหน้าคนเป็นสิบ แถมหนึ่งในนั้นเป็นคนที่เราชอบ พร้อมเสียงหัวเราะคิกคัก นับเป็นเรื่องอัปยศโคตรๆเลยนะสำหรับเด็กอายุแค่นั้น เดินกลับบ้านคอตก หน้าชาเลยย จากเหตุการณ์นั้น ทำให้เราเริ่มไม่กล้าและไม่ชอบถ่ายรูป ถ้าจำเป็นต้องถ่ายขอแบบแอบๆ หนักๆเข้าคือเข้าห้องน้ำสาธารณะ ยังไม่กล้าส่องกระจก เพราะกลัวว่าคนอื่นจะคิดว่าเราหน้าตาไม่ดีแล้วยังจะมามั่นหน้าอีก แต่นั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น...
ACT 2 :ยุคตกต่ำถึงขีดสุด
ผ่านพ้นช่วงมัธยมมาได้ ถือว่าไม่ได้ลำบากอะไรมาก โดยที่
ทีนี้ไม่ใช่แค่สิวอักเสบละ มาครบเลย ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง รังแคร์บุกจนแทบจะเหมือนหิมะตกใส่หัว เสยผมนิดเดียว รังแคร์ร่วงกราวววเนื้อตัวมีกลากเกลื้อนเป็นดวงๆขึ้นเต็มตัวไปหมดหยั่งกะดัลเมเชี่ยนคือเอาจริงๆนะ พอย้อนกลับไปมองสภาพของตัวเอง ก็ไม่แปลกเลยที่คนเค้าจะรังเกียจ
แต่มีอยู่คืนนึง เป็นคืนที่ไม่ไหวแล้วจริงๆ เลยไปบอกแม่ว่าไม่ไหวแล้ว อยากลาออก ไม่อยากเรียนแล้ว แม่ก็ตกใจใหญ่ เกิดอะไรขึ้น ลูกชั้นเป็นอะไร ก็เห็นยังปกติ เลยตัดสินใจเล่าปัญหาและเรื่องราวทุกอย่างให้แม่ฟัง แทนที่จะด่า จะว่า จะโกรธ แต่แม่กลับไม่ทำเลย แม่แค่พูดว่า
“ที่ว่าทุกคนรังเกียจ ลูกได้เคยถามเค้ามั้ย ว่ารังเกียจจริงรึเปล่า หรือลูกเหมารวมแล้วสรุปเอาเอง”
“แล้วเคยถามตัวเองมั้ย ว่าเรามีอะไรให้เค้ารังเกียจ”
คืนนั้นเอง ที่เราได้ใช้ความคิด ไตร่ตรอง และวิเคราะห์ตัวเองอย่างละเอียดเป็นครั้งแรกในชีวิต แล้วเราก็ค้นพบต้นตอของปัญหาทั้งหมดทั้งมวล นั้นก็คือ “ตัวเราเอง”
เมื่อความคิดที่เราดูถูกตัวเองว่าไม่มีอะไรดี มันก่อตัวจนใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าชีวิตมันแย่ไปหมด เลยนำไปสู่ความไม่มั่นใจในอะไรเลย
และที่ไม่มีใครเข้าหาเราเลย ความไม่มั่นใจของเราสร้างกำแพง ไม่ให้เราเข้าหาคนอื่นก่อน รวมทั้งไม่ให้ใครเข้าถึงตัวเราด้วย สุดท้ายเราเลย คิดว่าคนอื่นหยิ่ง ทั้งที่จริงๆแล้ว คือเค้าก็แค่ใช้ชีวิตของเค้าไปปกติ ไม่ได้ผิด หรือไม่ได้เดือดร้อนอะไร เป็นเราซะอีกที่น่าจะอิจฉา และเรียกร้องหาความสนใจจากคนอื่น แต่ไม่อยากลงทุนหรือเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
เรารู้แล้วว่าปัญหาใหญ่ๆของเราเลยคือ ความมั่นใจ
ก็เลยคิดว่า First Impresssion ละกัน
ไม่ใช่แค่การแต่งตัวดี แต่เป็นบุคคลิกภาพ สะอาดสะอ้าน และดูไม่มีพิษ ไม่มีภัย
นั้นเลยเป็นจุดเริ่มต้นให้เราเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต...
ต่อด้านล่างนะครับ