แชร์ประสบการณ์ครอบครัวพังเพราะมือที่สามกันหน่อยครับ

ตามอ่านพันทิปมานาน แต่เพิ่งมีล็อกอินไม่กี่ปีมานี้ ปกติไม่ค่อยได้โพสต์ ตอบกระทู้ก็มีน้อยเฉพาะที่คิดว่าตนเองรู้เท่านั้น แถมตอนนี้ปัญหาหลักๆก็สุขภาพย่ำแย่เข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น แต่เหมือนมรสุมชีวิตยังไม่จบมีปัญหาความรักเข้ามาอีกเลยกลายเป็นเรื่องใหญ่และหนักที่สุดในชีวิตเลย แพนิคที่ทุเลาถึงกับกำเริบ อ้วก ใจสั่นเจ็บหน้าอก ร้าวไปแขนซ้าย ครบอาการ ตอนนี้ร้องไห้ไปสักสองชั่วโมงได้ ไม่คิดไม่ฝันจะมีวันนี้จริงๆ
โดนเข้าไปถึงกับจุกเลย ผมเล่าไม่เก่งอาจจะเว้นวรรคตอนไม่ถูกต้องถูกใจใครหลายๆคนก็ขออภัยด้วยนะครับ
           เริ่มก็คือผมคบกับแฟนคนนี้เป็นผู้หญิงคนแรกในชีวิตและตั้งใจจะให้เธอเป็นคนสุดท้ายด้วย คือหวังจะแต่งงานกันเลย เธออ่อนกว่าผมเกือบๆ 7 ปี แรกที่คบกันก็เหมือนทั่วๆไปครับไปกินข้าว ไปเที่ยวด้วยกัน ไปรับเธอที่โรงเรียนตอนเย็น ด้วยความที่ครอบครัวผมมีฐานะยากจนกว่าเธอ จึงคิดอยู่แล้วว่าวันหน้าอาจจะมีปัญหากับครอบครัวเธอ จึงทำให้ผมพยามหางานด้วยวุฒิต่างๆเท่าที่มี (ไม่มีวุฒิปริญญาตรี) แรกก็ได้สมัครงานร้านสะดวกซื้อทั่วๆไป เป็นพนักงานธรรมดา เงินเดือนตอนนั้น 5,360 บาท (ขั้นต่ำยังไม่เป็น300) ทำงานมาเรื่อยๆประมาณสามเดือน ด้วยความที่หัวไว ทุ่มเททำงาน จึงมีโอกาสปรับเงินเดือนใหม่เป็น 7,420 บาท และ 10,200 ในอีกสามเดือนถัดมา ต่อมามีโอกาสสอบเพื่อโปรโมทย์ตำแหน่ง ผู้ช่วยฯ ก็สามารถทำได้อย่างที่หวัง ได้ฐานเงินเดือนใหม่เป็น 15,000 บาท จากวันที่ทำงานวันแรก 10 เดือนพอดี ความรักช่วงนี้ปกติดีครับรักกันมากขึ้นด้วย เพราะเธอไปเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดเล็กๆทางภาคเหนือ ผมจึงขอบริษัทฯโอนย้ายสาขาเพื่อตามเธอไปครับ เราจึงได้เช่าหออยู่ด้วยกัน เรียกได้ว่าไม่ต่างจากการเป็นผัวเมีย และด้วยเงินเดือนที่มากขึ้นทำให้เราสามารถทำอะไรได้มากขึ้น แต่ยังติดสนุกแบบเด็กๆอยู่ (ซึ่งผมยอมรับว่าคิดผิด ณ ตอนนั้นที่ไม่ตั้งใจเก็บเงิน) แต่เหมือนฟ้าไม่เป็นใจ ผมถูกย้ายกะทันหันไปอีกจังหวัดแต่ไม่ไกลกันมาก ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกหวาดระแวงเพราะเธอเริ่มสวยขึ้น มีคนมาขายขนมจีบมากขึ้น แต่สุดท้ายเธอก็มั่นคงกับผมมาตลอด จนการโอนย้ายสาขามาถึงอีกครั้ง ความรักเราเข้าปีที่ห้า เธอเองก็กำลังเรียนปีสี่ ผมโอนย้ายมาสาขาจังหวัดภูมิลำเนาเดิม เธอก็ตามมาฝึกงานในจังหวัดนั้นด้วย(อำเภอที่มีโรงไฟฟ้า) ก็เจอกันบ่อยขึ้น แต่ด้วยตอนนั้นผมเริ่มมีปัญหาด้านสุขภาพ เนื่องจากงานที่เข้าเป็นกะ พักผ่อนไม่เป็นเวลา จนท้ายที่สุดทำงานไม่ไหวจึงขอลาออก เธอรู้สึกโกรธผมมากเพราะเธอว่าผมไม่มีความอดทนช่วงนี้ทะเลาะกันบ่อยเพราะเธอใกล้จะเรียนจบ อยากคุยเรื่องแต่งงานกัน ผมได้เงินก้อนจากงานมารักษาตัวพร้อมใช้จ่ายยามตกงาน ซึ่งใช้เวลานานสองปี ซึ่งระหว่างนี้เธอเองก็เรียนจบแล้วเริ่มทำงานเก็บเงินได้บ้าง ผมเองยังเตะฝุ่นอยู่ เลยตัดสินใจไปเชียงใหม่ขายสตรอเบอร์รีช่วยน้าสาว หวังจะให้น้าลงทุนให้แต่ก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันเสียก่อน คือเธอแอบคบคนอื่น ผมจึงตัดสินใจทิ้งงานที่น้าตรงดิ่งมาหาเธอด้วยเงิน 500 บาท เพื่อปรับความเข้าใจ เธอยอมรับผิดและสาบานว่าจะไม่ทำอีก ซึ่งตรงนี้เธอยอมใช้เงินเก็บส่วนตัวออกค่าใช้จ่ายให้ผมในระหว่างที่ผมหางานอยู่กับเธอ จนในที่สุดผมก็ได้ทำงานอยู่จังหวัดเดียวกับเธอ แต่ทว่าเงินเดือนที่ได้มามันช่างน้อยนิดเสียเหลือเกินลำพังค่าหอพักก็แย่แล้ว แต่เธอยังคงให้กำลังใจผมซึ่งผมคิดมาตลอดว่าเธอคงจะเป็นผู้หญิงคนเดียวในชีวิตผม ณ ตอนนี้เป็นเวลา เกือบ 7 ปีแล้วที่เราคบกันมา แล้วในที่สุดไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้าย เธอพลาดท้องกับผม แต่ผมสัญญาจะดูแลเธอไม่ให้เธอเอาลูกออก ซึ่งตอนแรกเธอไม่ยอมเพราะกลัวแม่เธอจะเสียใจ จนท้ายที่สุดผมต้องไปคุยกับผู้ใหญ่ให้ท่านรับรู้ ซึ่งแน่นอนหลังจากนี้จะเป็นปัญหาระหองระแหงกันต่อเนื่องยาวมาเพราะฐานะผมยากจนกว่าเธอพอสมควร แถมรายได้ผมยังไม่ถึง วันละ300 ด้วยซ้ำ จะดูแลเธอกับลูกได้ยังไง แถมยังเข้ากับครอบครัวเธอซึ่งมีเพียงแม่เธอคนเดียวก็ไม่ได้(พ่อเธอเสียแล้ว พ่อผมเองก็เช่นกัน เราต่างเป็นลูกคนเดียวทั้งคู่) ตรงนี้ผมยอมรับว่าผมวางตัวไม่เหมาะสม ไม่โอนอ่อนต่อผู้ใหญ่ ไม่ตั้งใจดูแลเธอที่กำลังท้องให้ดี แต่ผมก็พยายามดิ้นรนหางานใหม่มาตลอด จนท้ายที่สุดลูกคลอดออกมาผมเห็นหน้าลูกครั้งแรกรู้สึกบอกไม่ถูกอารมณ์แบบเราได้เป็นพ่อคนแล้ว แทบไม่อยากจะเชื่อตัวเองว่า คนเก็บกด โลกส่วนตัวสูง จะมีครอบครัว มีลูก แต่นั่นแหละผมไม่ค่อยได้มีโอกาสดูแลเธอกับลูกเต็มที่เพราะงานใหม่เป็นงานโรงแรม เข้างานตีห้า เลิกบ่ายสอง ต้องปั่นจักรยานจากหอไปบ้านเธอประมาณ 8-9 กิโล ผมไม่มีรถมอเตอร์ไซด์ ซึ่งไม่ได้ไปหาเธอกับลูกทุกวัน( ผมมันไม่อดทนเอง ตรงนี้ผมขอโทษเธอจากใจจริง) ผมจึงไปบ้างไม่ไปบ้าง แม่เธอเริ่มไม่ชอบขี้หน้าผม มากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน จากนั้นวันหนึ่งรุ่นพี่ที่ทำงานเก่าติดต่อให้ผมไปสมัครงานที่กรุงเทพฯ เลยบอกกับเธอและลูกว่าจะไปทำงานที่กรุงเทพฯ ซึ่งหลังจากที่ไปทำงานที่กรุงเทพฯได้ประมาณ 1 เดือนกว่า มีอาการใจสั่น ชาแขนขา (ซึ่งต่อมาตรวจรักษาโดยละเอียดทราบว่าเป็นแพนิค) จึงไปโรงพยาบาลนอนแอดมิดหนึ่งคืน เพื่อตรวจหาสาเหตุแต่ไม่พบความผิดปกติใดๆ จากนั้นจึงตัดสินใจไปสมัครงานที่สามารถโอนย้ายมาทำใกล้บ้านที่ภาคเหนือได้ ซึ่งก็ได้งานจริงๆ ตอนนั้นเธอไม่อยากรอผมแล้วเพราะเธอได้กลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวไปโดยปริยาย เพราะรายได้ผมไม่พอส่งเธอเลย (นานมากๆจะส่งครั้งนึง ต้องขอโทษเธอด้วยใจจริงครับยอมรับว่าผิดมากน่าจะอดทนกว่านี้) เธอตัดสินใจยื่นคำขาด ให้เวลาผมสามปีเพื่อปลดหนี้ และเก็บเงินสร้างครอบครัวให้ได้ ผมยอมทุ่มเททำงานหนักอีกครั้ง ระหว่างนี้เธอส่งรูปพัฒนาการของลูกให้ดูตลอด ทำให้ผมมีกำลังใจขึ้นมาก จนในที่สุดผมสามารถสอบโปรโมทย์ตำแหน่งผู้จัดการได้ในเวลา 8 เดือน แต่ทว่า การที่ผมทุ่มเทครั้งนี้แลกมาด้วยสุขภาพที่ย่ำแย่ เข้า-ออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นหมดค่ารักษาพยาบาลหลายหมื่นบาท เงินที่ตั้งใจเก็บไว้ให้เธอจึงแทบไม่มีแล้ว และหลังจากรักษาตัวเสร็จออกจากโรงพยาบาลผมจึงตัดสินใจลาบวช เพื่อฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจใหม่อีกครั้งครับ ทว่าโอกาสของผมหมดแล้ว เธอมีคนใหม่อีกครั้งและครั้งนี้ดูเหมือนเธอจะจริงจังกับคนใหม่มากด้วย ถึงขนาดขอเลิกกับผมซึ่งยังอยู่ในเพศบรรพชิตในขณะนี้ ผมยอมรับว่าผมท้อแท้สิ้นหวังมากตอนนี้ ที่ทำมาทุกอย่างกำลังจะไปได้สวย สัญญาที่เธอให้ไว้ก็ยังไม่หมดเวลา แต่เธอกลืนคำพูดไม่รอผมแล้ว คนใหม่อายุจากที่คุยกับเธอ เธอบอกว่าเขามีอนาคตกว่าเพราะเป็นข้าราชการ แถมอายุยังน้อย ผมยอมรับว่าตื้อเธออยู่นานแต่ก็ไม่เป็นผล
ตอนนี้เป็นห่วงแค่ลูกเพราะลูกเป็นลูกสาว แถมคนใหม่โสด มีอนาคต จะมารัก มาจริงจังกับแม่หม้ายลูกติดผมก็ไม่มั่นใจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมไม่รู้จะรั้งเธอไว้ได้อย่างไร ครับผมยอมรับผิดทุกประการที่บกพร่องในการดูแลเธอกับลูกที่ผ่านมา แต่ตอนนี้ทุกอย่างกำลังจะไปได้สวยแล้วสัญญาก็ยังเหลืออีกตั้งสองปีกว่า เสียดายมากๆ ไม่รู้จะเริ่มต้นชีวิตหลังจากลาสิกขาอย่างไรดี

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่