เร้นรัก กามเทพ บทที่ 9

กระทู้สนทนา
เรื่องโดย นิลวนา
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

บทที่ 9


รถบัสโดยสารไม่ประจำทางจอดลงบนลานกว้างกลางหุบเขา ผู้โดยสารซึ่งเป็นนักศึกษาและทีมงานงานวิจัยที่ออกมาทำงานในภาคสนาม ค่อยๆ ทยอยลงจากรถมายืนบิดกายไปมาเพื่อคลายอาการเมื่อยขบเนื่องจากนั่งขดตัวอยู่ในรถมาเป็นเวลานานร่วมสามชั่วโมง กระเป๋าเดินทางสารพัดขนาด รวมทั้งสัมภาระต่างๆ ถูกขนลงมาวางกองรวมกันบนลานดิน โดยไม่กลัวว่าฝุ่นแดงๆ บนพื้นจะย้ายที่มาเกาะอยู่บนข้าวของกองโตเหล่านั้น

กีรณาลงมาจากรถเป็นคนท้ายๆ บนหลังสะพายเป้ใบเขื่อง ยังมีกระเป๋ากล้องที่เจ้าตัวใช้เก็บภาพบรรยากาศมาตลอดทางถือประคองไว้ในมืออย่างทนุถนอม เมื่อไม่มีผู้โดยสารตกค้างบนรถแล้ว รถบัสเคลื่อนตัวออกจากลานก่อนจะหายลับไปตามเส้นทางเดิม กีรณากวาดตาสำรวจรอบตัว รอยยิ้มกระจ่างปรากฏบนดวงหน้าสดใส หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอด ดื่มด่ำกับบรรยากาศและอากาศอันปลอดโปร่งโล่งสบายที่นานๆ เธอจะได้ออกมาสัมผัสมันสักครั้ง กรีณารู้สึกถึงความผ่อนคลายที่แทรกซึมอยู่ทั่วทุกอณูในร่างกายได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ลานดินกว้างที่เมื่อครู่ใช้จอดรถมีไม้สูงยืนต้นโอบล้อมอยู่รายรอบ และแม้จะเป็นเวลาบ่ายที่แสงแดดยังคงแผดจ้าแผ่กระจายอยู่ทั่วบริเวณ แต่สายลมเบาๆ ที่โชยพัดผ่านกิ่งไม้สู่ลานกว้าง ก็ช่วยให้ความรุ่มร้อนของอากาศบรรเทาทุเลาเบาบางลงไปจนแทบไม่รู้สึกถึงความร้อนที่ปะปนอยู่กับไอแดด ความสวยงามที่เบื้องหน้าทำให้กีรณาบอกกับตัวเองว่าถ้าไม่ได้มาครั้งนี้เธอคงเสียใจแย่

“ไง! เคลิ้มเลยดิ บรรยากาศดี อากาศดีแบบสุดๆ ไปเลยเนอะ” ฟ้าใสเองก็มีท่าทางผ่อนคลาย สบายๆ ไม่ต่างจากกีรณา

“นานๆ ได้ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์แบบนี้สักทีก็ดีเนอะ อยากให้พ่อกับบ้านมาด้วยจัง ถ้าได้มาด้วยกันคงจะมีความสุขสุดๆ ไปเลย เดี๋ยวขากลับเอาอากาศใส่กระป๋องกลับฝากดีกว่า” กีรณาพูดเองก็หัวเราะออกมาเอง

“เว่อร์จริงๆ เดี๋ยวจะให้เจ้าหน้าที่อุทยานมาคิดสตางค์ค่าอากาศกับแก ยายคุณหนูทิวลิป”

“ใครกันแน่ที่เวอร์ แค่เอาอากาศกลับบ้าน แกกลับจะให้เจ้าหน้าที่มาคิดสตางค์”

“ลูกสาวเศรษฐีอย่างแก เคยไปเที่ยวที่สวยๆ หรูๆ ไฮโซมานักต่อนัก แต่ดันมายืนทำท่าดื่มด่ำกับธรรมชาติกลางป่ากลางเขา จะไม่ได้ฉันแซวแกได้ไง”

“เหมือนกันที่ไหนเล่า ที่เคยไปมันห่างไกลจากธรรมชาติบ้านเราเยอะ ต้องแบบนี้นี่แหละ ถึงจะสูดอากาศได้เต็มปอด” กีรณาพูดแล้วก็สูดอากาศเข้าปอดดังว่า

“จ้า แม่คุณหนูติดดิน” ฟ้าใสมองไปที่กองสัมภาระแล้วบอกกับกีรณา “แกรอฉันเดี๋ยว ฉันไปเอากระเป๋ามาก่อน ฝุ่นบานตะไทเกาะหนาไปหมดแล้ว ไม่น่าเอาไปไว้ใต้รถเลยให้ตายสิ” ฟ้าใสบ่นกระปอดกระแปดวิ่งตรงไปที่กองสัมภาระแล้วเริ่มคุ้ยหากระเป๋าของตัวเอง

กีรณามองตามหลังเพื่อนแล้วอมยิ้ม สาเหตุที่ฟ้าใสต้องโหลดกระเป๋าไว้ใต้ท้องรถก็เพราะเจ้าตัวขนสารพัดสิ่งยัดใส่ไว้ในกระเป๋าจนหนักอึ้ง ไม่สามารถขนขึ้นไปบนรถได้ ผิดกับกีรณาที่มีแค่เป้บนหลัง กับกระเป๋ากล้องคู่ใจพกติดตัวเท่านั้น

“เป็นไงบ้าง นั่งรถนานๆ เมื่อยหรือเปล่า”

เสียงทุ้มที่เริ่มจะคุ้นหูเอ่ยถาม กีรณาหันไปมองแล้วตอบเขาเบาจนแทบเป็นการกระซิบ

“ก็...นิดหน่อย”

ชายหนุ่มมองรอบตัว ยิ้มบางๆ อาบทั่วใบหน้า เอ่ยชมสถานที่จากใจ “บรรยากาศดีมากเลย นึกไม่ถึงว่าจะสวยขนาดนี้”

“เมืองไทยเรายังมีอะไรดีๆ ให้ดูอีกเยอะ”

“พี่ไปอยู่เมืองนอกมานาน จนเกือบลืมทิศทางหมด มาเห็นที่สวยๆ แบบนี้ ชักอยากจะมีคนพาเที่ยวเสียวแล้วสิ” ภาณินเอ่ยเป็นนัย นัยน์ตามีรอยกรุ้มกริ่ม จับจ้องที่คู่สนทนาไม่ยอมห่าง

กีรณาเข้าใจในสิ่งที่ภาณินพูด ใบหน้าสวยจึงบึ้งตึง ดวงตากลมโตค้อนควักใส่เขาอย่างหมั่นไส้

“ก็ลองหาๆ ดูสิคะ อาจารย์ออกจะเนื้อหอม คงจะมีสักคนยอมเป็นไกด์พาเที่ยวอยู่หรอก” พูดจบก็ขยับกระชับสัมภาระบนหลัง ทำท่าว่าจะเดินหนี

“พี่ช่วย” ชายหนุ่มรั้งสายเป้ที่พาดอยู่บนไหล่บาง ตั้งใจจะคว้ามาถือไว้เสียเอง แต่กีรณาขืนร่างไว้แล้วเบี่ยงหลบ ภาณินจำต้องปล่อยมืออย่างช่วยไม่ได้

“ขอบคุณค่ะ แต่ไม่เป็นไร ขอตัวก่อนละกัน” จบคำขอบคุณแสนจะห้วน กีรณาหันหลังให้เขาทันที แล้วรีบเดินไปหาฟ้าใสที่ไปยืนรวมกลุ่มอยู่กับเพื่อนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ดื้อจริงๆ เด็กคนนี้” ภาณินแอบบ่นเบาๆ

ผ่านไปสามเดือนแล้วกีรณายังไม่ยอมใจอ่อน เงื่อนเวลาเริ่มบีดรัด จนภาณินอดร้อนรนไม่ได้ เขาควรทำอย่างไรกับเวลาที่เหลือ อีกเพียงห้าเดือนเท่านั้น ถ้ายังเปลี่ยนใจกีรณาไม่สำเร็จ แปลว่าเขาก็ต้องกลับอเมริกาไปมือเปล่า แล้วจะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นหรือ เขาถามกับตัวเอง และคำตอบที่ได้คือ ‘เขาไม่มีทางยอม’

----------------------

เวลาของการทำงานท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรจะว่าเร็วก็เร็วจะว่าช้าก็ช้า แต่ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ตอนนี้ทีมวิจัยก็อยู่กันมากว่าสองสัปดาห์จนใกล้จะผ่านสัปดาห์ที่สามในอีกวันสองวันนี่แล้ว

ตลอดยี่สิบวันที่ทีมวิจัยมาตั้งฐานทำงานที่นี่ แต่ละวันทีมงานจะแยกย้ายกระจายกันทำงานตามที่ได้รับมอบหมายอยู่ภายในเขตพื้นที่ที่ได้รับอนุญาติ โดยช่วงสัปดาห์แรกมีคนในพื้นที่หรือไม่ก็เจ้าหน้าที่ป่าไม้สลับกันมาคอยดูแลและนำทาง กระทั่งช่วงหลังๆ เมื่อพวกเขาเริ่มจะคุ้นชินกับพื้นที่ขึ้นบ้างแล้ว คนนำทางจึงค่อยห่าง ปล่อยให้พวกเขาทำงานกันไปอย่างอิสระ และแวะมาดูแลบ้างนานๆ ครั้ง

ทุกสัปดาห์ทีมวิจัยจะจัดเวรแบ่งคนเข้าเมืองเพื่อไปจับจ่ายซื้อข้าวของประเภทข้าวสาร อาหารแห้ง ของใช้ที่จำเป็นมาตุนไว้สำหรับหนึ่งสัปดาห์ และในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันพัก บางครั้งก็จะมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้แวะมานั่งล้อมวงพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศในวันนั้นจึงเหมือนกับการมาปิ๊กนิก ท่องเที่ยวพักผ่อนไม่มีผิด

เช้าวันศุกร์คือวันก่อนสุดท้ายของสัปดาห์ที่สาม ท้องฟ้ามีเมฆหนา ทว่าไม่มีฝน เกือบสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ในป่าอากาศทั้งเย็นและชุ่มชื้น มีฝนตกเป็นบางวันเนื่องจากยังอยู่ในช่วงของปลายฝนต้นหนาว ในวันที่ฝนตกหนัก ทีมงานทั้งหมดจำเป็นต้องหยุดการทำงานลงชั่วคราวและพักอยู่แต่ภายในค่าย ตามคำสั่งของผู้รับผิดชอบโครงการ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน แต่ถึงแม้จะมีฝนเป็นอุปสรรคอยู่บ้างโครงการวิจัย ก็ยังคืบหน้าไปตามเวลาที่กำหนดไว้ นับเป็นเรื่องน่ายินดีเรื่องหนึ่งของการมาทำงานในครั้งนี้

ตลอดสามสัปดาห์ กีรณารู้สึกสนุกและเพลินกับการทำงานจนแทบจะลืมบ้าน เธอตั้งใจเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และถือว่าช่วงเวลานี้เป็นเวลาอันมีค่าช่วงหนึ่งของชีวิต

ที่ผ่านภาณินไม่ได้เข้ามาวอแวหรือตามติดเธออย่างที่กังวล ตรงกันข้าม เขากลับรักษาระยะห่างระหว่างกันไว้ได้อย่างพอดิบพอดี ภาณินดูแลทีมงานทุกคนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม คำครหาและข่าวลือของเขาและเธอเมื่อก่อนหน้าถูกลบล้างด้วยการกระทำของภาณินอย่างได้ผล แม้ใครบางคนจะพยายามรื้อฟื้น แต่ดูเหมือนครั้งนี้จะไม่มีใครอยากฟังเสียแล้ว กีรณาจึงรู้สึกสบายใจกว่าเดิมอีกหลายเท่า

ท้องฟ้าเวลาเช้าตรู่ยังมีเมฆฝนปกคลุมบางๆ ไอหมอกขาวจางๆ เลาะเลี้ยวไปตามยอดไม้ ไล่เรียงจากทิวเขาลงสู่พื้นราบ เกิดเป็นทัศนียภาพอันงดงามแปลกตา บรรยากาศรอบๆ ค่ายพักยังคงเย็นชุ่มฉ่ำ ฝนที่ตกหนักมาตลอดเย็นวานเพิ่งจะขาดเม็ดไปเมื่อช่วงกลางดึก เวลานี้บนยอดหญ้าทั่วทั้งผืนป่าจึงมีทั้งน้ำค้างปะปนอยู่กับน้ำฝน ครั้นเมื่อกระทบเข้ากับแสงแดดอ่อนๆ จึงเกิดเป็นประกายวิบวับไม่ต่างจากแสงของอัญมณีกระจายตัวอยู่ทั่วทั้งพื้นที่

ภายในค่ายพักผู้คนยังคงหลับใหล มีเพียงกีรณาที่รีบลุกจากที่นอนขึ้นมารับอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า พื้นดินยังคงเปียกแฉะ หยดน้ำยังเกาะอยู่บนยอดหญ้า ร่างบางจดปลายเท้าไปตามทางเดินอย่างระมัดระวัง จนมายืนอยู่บนลานกว้างซึ่งรายล้อมไปด้วยเต็นท์ที่พัก หญิงสาวยืนกอดอกกระชับเสื้อหนาวเข้ากับตัวเอง สูดลมหายใจลึกจนเต็มปอด ก่อนจะค่อยๆ ผ่อนมันออกมาแบบช้าๆ แล้วทำซ้ำแบบเดิมอยู่หลายรอบ

สมองของกีรณาทั้งโล่งและปลอดโปร่งแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ธรรมชาติอันงดงาม อากาศที่แสนบริสุทธิ์ คือความสดชื่นรื่นรมย์ที่หาไม่ได้อีกแล้วในเมืองหลวง หญิงสาวดื่มดำกับบรรยากาศรอบตัวอยู่อีกเป็นครู่ จนใกล้ได้เวลาตื่นของหลายๆ คน เธอจึงกลับเข้าที่พักเพื่อเตรียมตัวสำหรับการทำงานในวันใหม่ต่อไป

หลังจัดการกับตัวเองจนเรียบร้อยแล้ว กีรณาจึงหอบเสื้อผ้าและของใช้เตรียมเดินกลับไปยังที่พัก ระหว่างทางไม่วายมองสำรวจไปรอบๆ ราวกับจะซึมซับทุกอย่างไว้ในความทรงจำ

พื้นที่ตรงกลางค่ายพักคือที่ตั้งของเต็นท์จำนวนหลายหลัง วางเรียงกันเป็นแถวเป็นแนวอย่างมีระเบียบ เต็นท์บางหลังใช้เป็นฐานปฏิบัติงาน และห้องทดลองชั่วคราว ส่วนอีกหลายๆ หลังคือที่พักของเหล่าทีมงานทั้งชายและหญิง นอกจากนี้ยังมีพื้นที่กว้างที่ด้านข้างซึ่งส่วนหนึ่งถูกกันไว้เป็นครัว และเต็นท์สำหรับเก็บเสบียง ใกล้ๆ กับครัว ตรงจุดที่กีรณายืนอยู่คือลานซักลักล้าง และห้องน้ำชั่วคราว ซึ่งเดินท่อต่อกับบ่อบาดาลที่ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเอาไว้อย่างพรักพร้อม ห่างจากแนวเต็นท์ออกไปประมาณ 20 เมตรคือแนวรั้วเพื่อความปลอดภัยที่ขึ้นสร้างแบบง่ายๆ ทว่าแข็งแรงพอจะป้องกันสัตว์ป่าไม่ให้เล็ดรอด หรือบุกรุกเข้ามาทำอันตรายใดๆ แก่เจ้าหน้าที่และทีมงานในบริเวณค่ายพัก โดยรวมแล้วการมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ก็ไม่นับว่าไม่ลำบากอะไร ยิ่งถ้าคิดว่าตรงนี้คือกลางป่า ต้องบอกว่าที่นี่เป็นที่ทำงานที่ไม่เลวเลยทีเดียว

กีรณาหยุดพิจารณาแล้วเดินตามทางกลับไปยังที่พัก เป็นเวลาเดียวกับที่ภาวิตาเพิ่งออกจากเต็นท์และเดินตรงมาที่เธอ ขณะกำลังจะเดินสวนกัน จู่ๆ หญิงสาวหน้าลูกครึ่งก็ร้องว้าย ร่างซวนเซชนเข้ากับกีรณา ร่างบางที่เพิ่งจะอาบน้ำแต่งตัวมาใหม่ๆ ล้มลงไปกับพื้นที่ยังเปียกแฉะ เสื้อผ้าของกีรณาเปรอะเปื้อน มือบางที่ไถลไปกับพื้นกรวดเป็นรอยแผลถลอกมีเลือดออกมาซิบๆ คนแกล้งรีบขอโทษขอโพยอย่างเสแสร้ง ปากบอกว่าไม่ตั้งใจ แต่ดวงตากลับมีแววสะใจที่เจ้าตัวปิดเอาไม่มิด

กีรณามองตามร่างคนเสแสร้งที่เพิ่งเดินจากไปอย่างเคืองๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ภาวิตาหาเรื่องแกล้งเธอ หลายๆ ต่อหลายครั้งที่เพื่อนร่วมคณะคนนี้คอยหาเรื่องทำให้เธอลำบาก ที่ผ่านมากีรณาไม่เคยคิดจะติดใจเอาความ แต่ครั้งนี้มันมากไป ภาวิตาถึงกับทำเธอเลือดตกยากออก แล้วแบบนี้ยังสมควรให้อภัยอยู่อีกหรือ? ในใจกีรณาเริ่มมีคำถาม

“มัวแต่จ้องมองเขา เสื้อผ้าตัวเองเปรอะไปหมดแล้ว รู้หรือเปล่า”

กีรณาหันไปตามเสียง “อาจารย์...” เสียงของกีรณาแผ่วเบา เธอไม่นึกว่าภาณินจะมาอยู่แถวนี้ ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้ ใบหน้าของเขาสะอาดสะอ้านเกลี้ยงเกลา สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ เขาคงกำลังจะออกไปที่เต็นท์ทำงานนั่นแหละ

ภาณินไม่ได้ติดใจกับคำเรียกของหญิงสาว เวลานี้เขาห่วงเธอมากกว่า ร่างสูงจึงยอบตัวลงไปประคองให้เธอลุกขึ้น พักเรื่องรักษาระห่างเอาไว้ชั่วคราว

“ล้มแล้วทำไมไม่รีบลุกขึ้น กำลังคิดอะไรอยู่” น้ำเสียงที่เอ่ยของภาณินทุ้มนุ่มหูจนกีรณาฟังออกว่าเขากำลังเป็นห่วงเธอ

“เปล่า” หญิงสาวตอบเบาๆ จนแทบกระซิบ

มือเรียวของภาณินแตะเบาๆ ที่ท่อนแขนขาวสอ้าน กีรณาไม่มีอาการเจ็บปวด และไม่ได้ดิ้นรนหลีกนียามที่เขาจับแขนเธอพลิกไปมาสำรวจรอยแผล

“แผลไม่ลึก แต่ต้องดูแล เราอยู่กันกลางป่า เกิดติดเชื้อขึ้นมาจะยุ่ง ที่เต็นท์มีอุปกรณ์ทำแผลรึเปล่า”

“มีแต่พลาสเตอร์” หญิงสาวอ้อมแอ้มตอบเสียงอ่อย นึกถึงคำที่ฟ้าใสบอกกับเธอว่าให้เตรียมตัวให้พร้อมขึ้นมาทันใด “แต่ฟ้าน่าจะมี เดี๋ยวไปถามดูก็ได้”

“งั้นมากับพี่ เดี๋ยวพี่ทำแผลให้”

“แต่ว่า....”

“พี่ไม่ได้อยู่คนเดียว มีพี่วีอยู่ด้วย อย่ากลัวไปเลย แล้วขาล่ะ ขาพลิกรึเปล่า เจ็บตรงไหนบ้าง”

“ขาไม่พลิก ไม่ได้เจ็บตรงไหน” เธอบอกเข้าไปตามจริง

“โล่งอก! นึกว่าจะต้องอุ้มซะแล้ว ตามพี่มา”

กีรณามองหน้าเขาตาปริบๆ รู้ทั้งรู้ว่าภาณินแกล้งล้อเธอเล่น ยังอดส่งค้อนวงงามไปให้เขาไม่ได้ ร่างสูงออกเดินนำ เธอจึงได้แต่เดินตามเขาไปเงียบๆ

---------------

(ยังมีต่อ)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่