เรื่องโดย นิลวนา
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ตอนก่อนหน้า
บทนำ : https://pantip.com/topic/36728941
บทที่ 1 : https://pantip.com/topic/36732857
บทที่ 2 : https://pantip.com/topic/36737670
บทที่ 3 : https://pantip.com/topic/36744859
บทที่ 4 : https://pantip.com/topic/36760739
บทที่ 5 : https://pantip.com/topic/36780385
บทที่ 6 : https://pantip.com/topic/36784759
บทที่ 7
อาหารเช้า ถูกนำมาวางที่โต๊ะอาหารพร้อมกับกาแฟหอมกรุ่น โดยมีคุณแพรคอยควบคุมการผลิตของเหล่าบริวารอยู่ใกล้ๆ
ภาณินตักข้าวต้มกุ้งร้อนๆ ของโปรดของตัวเองใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ เป็นภาพที่ผู้เป็นมารดาเห็นแล้วให้ชื่นใจนัก ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีบุตรชายของนางก็ยังเหมือนเดิม ทั้งหน้าตา วาจา รวมทั้งกิริยาท่าทาง ความชอบ ทุกอย่างยังเหมือนตอนที่เขาเป็นเด็กไม่มีผิดเพี้ยน
จบจากข้าวต้ม ชายหนุ่มก็หันมาจัดการกับกาแฟหอมกรุ่น ขณะยกขึ้นดื่มภาณินพลันสำลักพรวด โชคดีที่กาแฟไม่กระเส็นกระสายไปถูกเสื้อทำงานสีขาวที่เขาใส่อยู่ คุณแพรตกใจรีบเข้าไปสำรวจเสื้อผ้าของบุตรชายครั้นเห็นว่าไม่ได้เลอะอะไรจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“เป็นอะไรไปลูก ทำไมจู่ๆ สำลักได้ หรือว่ากาแฟจะร้อนไป”
“เปล่าหรอกครับแม่จ๋า แต่สงสัยว่ากำลังโดนคนด่า ท่าทางจะโกรธหนักเสียด้วย” พูดแล้วภาณินก็หัวเราะ หยิบทิชชู่มาเช็ดคราบกาแฟออกจากปากและมือตัวเอง ในใจไพล่นึกไปถึงหน้าของหญิงสาวที่เมื่อครู่เขาเพิ่งจะส่งข้อความไปปลุกเธอถึงที่นอน
“ไฮ้ ลูกคนนี้ ทำไมพูดจาว่าตัวเองแบบนั้น”
“ไม่ได้ว่านะครับแม่ หม่อนพูดถึงคนอื่นต่างหาก”
ใบหน้าขาวคมอมยิ้มอย่างมีเลศนัย อย่างไรเขาก็คงไม่บอกกับมารดาหรอก ว่าตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงเช้านี้เขาได้ก่อวีรกรรมอะไรบางอย่างไว้กับกีรณา และถ้าเดาไม่ผิดเวลานี้เจ้าตัวก็น่าจะกำลังโกรธเขาจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง
“ยังจะพูดอีก ใครที่ไหนเขาจะตื่นมาด่ากันแต่เช้า”
“จริงๆ นะครับแม่ ขนาดอยู่ไกลยังตามมาทำให้สำลักได้ สงสัยจะกำลังแค้นอยู่จริงๆ นั่นแหละ”
“หมายถึงทิวลิปละสิ เฮ้อ! เรานี่นะ ทำไม? หม่อนไปทำอะไรให้น้องโกรธมาอีก?”
“เปล่าเสียหน่อย เพิ่งจะตื่นนอนยังไม่ได้ออกไปไหน จะไปทำอะไรใครได้ละฮะแม่จ๋า”
“ว่าได้ที่ไหน เราน่ะร้ายกาจ อย่านึกว่าแม่ไม่รู้” พูดแล้วคุณแพรก็มองจ้องตาบุตรชายเหมือนกำลังจะจับผิด ภาณินหลบสายตามารดาโดยการหยิบเหยือกกาแฟมารินใส่ถ้วยตัวเองทดแทนส่วนที่หกไปจากการสำลัก
“ยังเช้าอยู่ ไม่พูดเรื่องนี้ดีกว่า โบราณเขาถือ” มุกตลกหลบเลี่ยงของภาณินใช้ได้ผลเสมอ คุณแพรถึงกับหัวเราะกับท่าทางกะล่อนจับไม่ติดของบุตรชาย
“เจ้าลูกคนนี้นี่ พูดเป็นเล่นไปเสียหมดน่ะเรา ”
“คุณพ่อยังไม่ลงมาเหรอครับ” ภาณินถามถึงภูวิชผู้เป็นบิดาที่ตามปกติจะลงมาร่วมรับประทานอาหารเช้าด้วยกันไม่เคยขาด ตามประสาของคนในครอบครัว
“ยังจ้ะ กำลังอ่านเอกสารน่าจะกำลังติดพัน เดี๋ยวก็คงจะลงมาหรอก วันนี้คุณพ่อมีประชุมที่บริษัทอาลิตของเรา คิดว่าคงจะออกสายๆ”
“ดีเลยฮะจะได้ฝากคุณพ่อไปบอกกับอาลิต ว่าให้ส่งตฤณไปเรียนเมืองนอก ยิ่งไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งดี”
คุณแพรค้อนบุตรชายที่จู่ๆ ก็เอ่ยพาดพิงไปถึงหลานชายอีกคน ซึ่งเป็นบุตรของตลิตกับลักษิณาศร ให้นึกหมั่นไส้จนอยากจะหยิกเขาเสียให้เนื้อเขียว ใครบ้างไม่รู้ว่าสองหนุ่มนี้คอยเขม่นกันมาตั้งแต่ครั้งยังเด็ก
“พาลนะเราน่ะ รีบๆ กินซะ มัวแต่พูดเล่น เดี๋ยวได้ไปทำงานสาย”
ภาณินยิ้มร่ายกแก้วกาแฟขึ้นดื่มหมดแก้ว แล้วลุกออกจากโตะ “ไปก่อนนะครับแม่จ๋า เย็นนี้หม่อนไม่กลับมากินข้าวบ้าน จะไปฝากท้องที่บ้านอาพี แม่จ๋าช่วยอวยพรอย่าให้อาพีไล่เตะหม่อนออกมาจากบ้านนะครับ”
“หา! ดะ...เดี๋ยวตาหม่อน เมื่อกี้ว่าไงนะลูก”
ภาณินออกเดินไปแล้วแต่ไม่วายหันมาส่งยิ้ม ขยิบตาให้มารดาอย่างคนขี้เล่น คุณณิชญาฎามองตามบุตรชาย แล้วได้แต่ส่ายหัว นึกภาพยามพีรพัฒน์แสดงอาการหวงลูกสาวแล้วให้หนักใจแทนบุตรชาย จนอยากจะชวนสามีไป¬¬ขอร่วมวงทานข้าวที่บ้านนั้นเสียด้วยกันให้รู้แล้วรู้รอด อย่างน้อยจะได้เป็นกันชน ไม่ให้พีรพัฒน์งับหัวลูกชายนางจนจมเขี้ยวคามื้อเย็น
-------------------------------------------
เสียงเตือนของข้อความบนมือถือดังขึ้นอีกครั้ง กีรณาเหลือบมองโทรศัทพ์ตัวเองทำหน้าเบื่อหน่าย แล้วหลับตาลงพยายามสะกดตัวเอง คราวนี้ภาณินจะมาไม้ไหนกันแน่ กีรณาได้แต่หวาดระแวงในใจอยู่คนเดียว ข้อความที่ยังไม่ได้ถูกเปิดอ่านมีอยู่ถึงสามข้อความ เมื่อคืนภาณินส่งข้อความมาหาเธอสองครั้ง ตอนรุ่งสางอีกหนึ่งครั้ง หลังจากนั้นอีกสองครั้งซึ่งเธอไม่ได้เปิดอ่าน รวมครั้งนี้เข้าไปอีก ข้อความที่ถูกส่งมาทั้งหมดรวมเป็นหกครั้ง กีรณาคาดว่าเขาน่าจะยังส่งมาเรื่อยๆ และเดาไม่ออกว่าเขาจะหยุดส่งเมื่อใด
‘อย่านอนดึก เดี๋ยวพรุ่งนี้จะตื่นสาย ฝันดีนะ... ใบหม่อน’
นั่นคือข้อความแรกที่เขาส่งมา กีรณาคิดว่าภาณินน่าจะกำลังใช้วิธีส่งข้อความมาง้อเธอ หญิงสาวอ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมาอย่างอึดอัดระคนประหลาดใจ ภาณินคงไม่รู้ว่าลำพังแค่เขากลับมาก็ทำให้กำแพงใจของกีรณาสั่นไหวไปมากแล้ว ยิ่งเขาพยายามเข้าใกล้เธอก็ยิ่งใจอ่อน เธอดีใจที่เขากลับมา ทว่าขณะเดียวกันในใจก็ปะปนไปด้วยความรู้สึกหวั่นไหวและหวาดกลัว
ความจริงแล้วกีรณากำลังกลัว หญิงสาวกลัวว่าถ้าเธอเปิดใจรับเขา แล้ววันหนึ่งเมื่อเขาต้องจากเธอไปอีก เธอคงไม่แคล้วต้องล้มประดาตายอีกครั้งอย่างแน่นอน กำแพงในใจที่เธอสร้าง ก็เพื่อขวางกั้นความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ ไม่ให้หวั่นไหวตามใจตัวเองยามที่เขาเข้ามาใกล้ แต่ก็ช่างยากเย็นเพราะถึงอย่างไรภาณินก็คือคนที่เธอเก็บซ่อนไว้ในใจเสมอมา
‘ลืมบอกไป พรุ่งนี้พี่ขอไปทานข้าวที่บ้านด้วยคน ฝากบอกอาเกดด้วยนะ ฝันดี... ใบหม่อน’
ข้อความที่สองก็ถูกส่งเข้ามาอีกครั้ง กีรณานั่งมองหน้าจอปากอ้าตาค้าง เขาเองก็มีเบอร์ของมารดาเธอ แล้วทำไมยังต้องให้เธอมาคอยเป็นฑูตส่งข่าว เขาคิดจะทำอะไรกันแน่ แล้วมันเรื่องอะไร ทำไมจู่ๆ เขาจึงอุตริอยากจะมากินข้าวบ้านเธอขึ้นมาอีกคน กีรณาไม่อยากนึกถึงบรรยากาศบนโต๊ะอาหารยามค่ำของวันพรุ่งนี้เลย ลำพังนายตฤณรบกับพ่อเธอคนเดียว ทั้งบ้านก็ต้องทนปวดหัวปวดหูกันแทบแย่ แล้วนี่เพิ่มภาณินมาอีกคนมีหวังมื้อค่ำวันพรุ่งนี้ได้กลายเป็นมื้ออาหารท่ามกลางสนามรบอันครื้นเครงและยืดเยื้อเป็นแน่
กีรณานอนครุ่นคิดด้วยความกังวลจนกระทั่งหลับไป ครั้นรุ่งสางอีกหนึ่งข้อความก็ถูกส่งเข้ามา ครั้งนี้เป็นข้อความสั้นๆ ที่ไม่มีนัยสำคัญใดๆ แต่ชื่อที่ลงท้ายกลับทำให้พื้นอารมณ์ของกีรณาขุ่น ข้อความที่ภาณินส่งมาเมื่อคืนทำให้กีรณาหวาดระแวงและเก็บไปคิดจนนอนผวา หลับๆ ตื่นๆ มาทั้งคืน เช้ามาเขาก็ยังไม่วายส่งข้อความมาปลุกเธอตัดหน้านาฬิกาปลุกไปเพียงไม่กี่นาที แล้วแบบนี้จะไม่ให้เธอขุ่นได้อย่างไร
‘ตื่นได้แล้ว ถ้าไม่อยากไปเรียนสาย ใบหม่อน’
ข้อความแสนจะธรรมดา แต่สามารถทำให้กีรณาตาสว่าง จนนอนต่อไม่ไหว ทั้งที่ตามธรรมดาแล้วกว่ากีรณาจะยอมลุกจากเตียง นาฬิกาปลุกสามเรือนยังแทบเอาไม่ค่อยจะอยู่
หญิงสาวลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวอย่างกระแทกกระทั้น ในใจทั้งกร่นด่าสาปแช่งคนส่งคนข้อความมากวนใจ และนั่นคือสาเหตุที่ภาณินซึ่งอยู่อีกฟากฝั่งของกรุงเทพฯ ถึงกับสำลักพรวดออกมาแบบปัจจุบันทันด่วน
กีรณาตัดสินใจกดเปิดข้อความแล้วไล่อ่าน
7.30 : ‘พี่เพิ่งถึงมหา’ลัย ทิวลิปล่ะ ออกจากบ้านหรือยัง... ใบหม่อน’
10.05 : ‘กินข้าวเช้ามาหรือเปล่า พักเบรกแล้ว หาอะไรรองท้องด้วยนะ เดี๋ยวจะหิว... ใบหม่อน’
และข้อความล่าสุด ที่เพิ่งถูกส่งเข้ามา
12.03 : ‘พักเที่ยงแล้ว อย่าลืมกินข้าวนะ น้าเกดบอกว่าทิวลิปท้องไม่ค่อยดีอย่ากินอาหารรสจัดนักล่ะ เดี๋ยวจะท้องเสีย... ใบหม่อน’
กีรณาอ่านข้อความแล้วเกิดอาการจี๊ด... ช้อนที่ตักอาหารที่กำลังจะส่งเข้าปากถูกกระแทกกลับลงไปในจานส่งเสียงดังเคร้ง
‘แม่นะแม่ ไม่น่าให้เบอร์เธอใบหม่อนไปเลย ดูสิ! เขาเลยได้โอกาสส่งข้อความมาก่อกวนเธอแบบไม่รู้จักหยุดจักหย่อน ว่าแต่... ทำไมภาณินถึงไปคุยเรื่องเธอกับมารดาได้ แถมแม่ยังเล่าเรื่องเธอเป็นคนธาตุอ่อนให้เขาฟังอีกต่างๆ นี่มันบ้าชัดๆ อย่าบอกนะว่าแม่เธอเป็นใจช่วยเป็นไส้ศึกให้กับใบหม่อน’ กีรณาเข่นเขี้ยวอยู่ในใจ
“เป็นอะไรไปทิวลิป กระแทกช้อนเสียงดังจนฉันตกใจ” ฟ้าใสหน้าตื่น มองเพื่อนรักอย่างสงสัยก่อนจะเหลือบมองไปที่โทรศัพท์ในมือกีรณา “ไหน? ขอดูหน่อย ใครส่งอะไรมาให้แก”
“ไม่มีอะไรหรอก แค่เรื่องไร้สาระ กินข้าวต่อเถอะ”
“ไม่เชื่อหรอก หน้าแกมันฟ้อง ขอฉันดูหน่อยว่าใครส่งข้อความมา?”
“พวกโรคจิตน่ะ อย่าไปสนคนบ้าเลย”
สายตาของฟ้าใสบอกว่าไม่เชื่อ “อย่างแกเนี่ยนะจะโดนคนโรคจิตกวน แถมยังเก็บมาประสาทเสีย เกิดมาไม่เคยเห็น เห็นแต่แกอ่านแล้วนั่งหัวเราะ ไม่ต้องมาเฉไฉ ส่งมาเสียดีๆ” พูดจบก็ยื่นมือออกไปรอรับ
กีรณายอมแพ้กับความตื๊อของเพื่อนรัก ตัดสินใจยื่นโทรศัพท์ส่งให้ ฟ้าใสอ่านแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ
“หรือว่าใบหม่อนของแกจะแปลงร่างเป็นพวกสต๊อล์กเกอร์โรคจิตคอยติดตามแกไปแล้ววะ” หน้าตาคนพูดจริงจังเหมือนน้ำเสียง แต่นัยกลับฟังแล้วชวนให้ขำขันเสียมากกว่า
“จะบ้าเหรอ แกก็พูดเรื่อยเปื่อย” ดวงตากลมโตของกีรณาไหวระริก อันเกิดจากเป็นอาการกลั้นเสียงหัวเราะขณะพูดของเจ้าตัว
“ก็มันจริงนี่ แบบนี้มันน่าสงสัย เราไปแจ้งความกันดีกว่าไหม” ฟ้าใสยังไม่เลิกคะยั้นคะยอ ทำเอาคนฟังกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว พูดปนหัวเราะออกมา
“เรื่องแค่เนี้ยนะ แกจะให้แจ้งความจับอาจารย์!”
“อย่างน้อยก็ทำให้แกหัวเราะได้”
“เหอะ รีบๆ กินข้าวดีกว่า เสร็จแล้วจะได้ไปห้องสมุด
ฟ้าใสพยักหน้าหงึก แต่แล้วจู่ๆ ก็พูดขึ้นมาอีก “แต่ฉันว่าน่าจะแจ้งความอยู่เหมือนกันนะ เผื่ออาจารย์จะเป็นพวกโรคจิตจริงๆ ไง”
กีรณาที่เพิ่งจะส่งข้าวเข้าปากขำจนสำลักพรวด ก้มหน้าก้มตาหัวเราะจนหน้าแดง แล้วตั้งสติ “โอ.เค. เลย งั้นเดี๋ยวไปด้วยกัน”
“แก ฉันพูดเล่น” ฟ้าใสเริ่มจะหน้าเสีย ไม่นึกว่ากีรณาจะบ้าจี้ตาม
“รู้ล่ะน่ะ แกอยากมาแกล้งฉันก่อนทำไม แบบนี้ต้องเอาคืน”
“ก็คนเขาหวังดี เห็นอารมณ์เสียจนหน้าบูดมาตั้งแต่เช้า เลยจะแกล้งแหย่ให้หัวเราะ ทำคุณบูชาโทษแท้ๆ” สาวร่างเล็กแกล้งทำหน้ามุ่ย
“รู้แล้วจ้ะ รู้แล้ว อย่างอนเลยนะจ๊ะ”
“ไม่งอนก็ได้ แต่แกต้องเลี้ยงไอติมฉัน” ใบหน้าเล็กๆ ยิ้มจนแก้มป่องเหมือนเด็กๆ จนกีรณาอดยิ้มตามไม่ได้
“ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ฉันสงสัย แกงอนทีไรก็ชวนกินไอติมทุกที หรือว่าแกมาจากเผ่าเอสกีโม”
“กินแก้ร้อนไง ดับได้ทั้งร้อนกาย และร้อนใจ ”
“ดับรัอนบ่อยๆ ระวังจะอ้วนนะยะ รีบกินข้าวดีกว่า เสร็จแล้วจะได้ไปห้องสมุดกัน”
ภาณินนั่งอยู่อีกฟากหนึ่งของโรงอาหาร มองเห็นสองสาวอย่างชัดเจนตั้งแต่พวกเธอถือจานเดินมานั่งรับประทานและพูดคุยกันสองคน ทุกอากัปกิริยาล้วนอยู่ในสายตาเขา ชายหนุ่มอมยิ้มมองสลับไปมาระหว่างหน้าจอบนมือถือ กับหญิงสาวทั้งสอง ภาณินใช้การส่งข้อความสร้างความเคยชินให้กับกีรณา ตามคำแนะนำของพี่สาวฝาแฝดซึ่งเป็นหมอจิตเวชอยู่ที่อเมริกา เป็นวิธีการที่เขาไม่ได้นึกถึงมาก่อน
หลังจากนี้เขาจะค่อยๆ เล่า ค่อยๆ บอกเธอไปเรื่อยๆ ผ่านข้อความ ไม่ว่าผลลัพธ์อย่างไร อย่างน้อย กีรณาก็จะได้รู้ว่าที่ผ่านมาเขาคิดอย่างไร
ภาณินไม่เคยรู้มาก่อนว่าการได้เห็นกีรณาอยู่ในครรลองสายตา แม้จะจากที่ไกลๆอย่างตอนนี้ จะทำให้เขาสุขใจ เหมือนยืนอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ก็ไม่ปาน
----------------------------------------
(ยังมีต่อ)
เร้นรัก กามเทพ บทที่ 7
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
อาหารเช้า ถูกนำมาวางที่โต๊ะอาหารพร้อมกับกาแฟหอมกรุ่น โดยมีคุณแพรคอยควบคุมการผลิตของเหล่าบริวารอยู่ใกล้ๆ
ภาณินตักข้าวต้มกุ้งร้อนๆ ของโปรดของตัวเองใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ เป็นภาพที่ผู้เป็นมารดาเห็นแล้วให้ชื่นใจนัก ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีบุตรชายของนางก็ยังเหมือนเดิม ทั้งหน้าตา วาจา รวมทั้งกิริยาท่าทาง ความชอบ ทุกอย่างยังเหมือนตอนที่เขาเป็นเด็กไม่มีผิดเพี้ยน
จบจากข้าวต้ม ชายหนุ่มก็หันมาจัดการกับกาแฟหอมกรุ่น ขณะยกขึ้นดื่มภาณินพลันสำลักพรวด โชคดีที่กาแฟไม่กระเส็นกระสายไปถูกเสื้อทำงานสีขาวที่เขาใส่อยู่ คุณแพรตกใจรีบเข้าไปสำรวจเสื้อผ้าของบุตรชายครั้นเห็นว่าไม่ได้เลอะอะไรจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“เป็นอะไรไปลูก ทำไมจู่ๆ สำลักได้ หรือว่ากาแฟจะร้อนไป”
“เปล่าหรอกครับแม่จ๋า แต่สงสัยว่ากำลังโดนคนด่า ท่าทางจะโกรธหนักเสียด้วย” พูดแล้วภาณินก็หัวเราะ หยิบทิชชู่มาเช็ดคราบกาแฟออกจากปากและมือตัวเอง ในใจไพล่นึกไปถึงหน้าของหญิงสาวที่เมื่อครู่เขาเพิ่งจะส่งข้อความไปปลุกเธอถึงที่นอน
“ไฮ้ ลูกคนนี้ ทำไมพูดจาว่าตัวเองแบบนั้น”
“ไม่ได้ว่านะครับแม่ หม่อนพูดถึงคนอื่นต่างหาก”
ใบหน้าขาวคมอมยิ้มอย่างมีเลศนัย อย่างไรเขาก็คงไม่บอกกับมารดาหรอก ว่าตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงเช้านี้เขาได้ก่อวีรกรรมอะไรบางอย่างไว้กับกีรณา และถ้าเดาไม่ผิดเวลานี้เจ้าตัวก็น่าจะกำลังโกรธเขาจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง
“ยังจะพูดอีก ใครที่ไหนเขาจะตื่นมาด่ากันแต่เช้า”
“จริงๆ นะครับแม่ ขนาดอยู่ไกลยังตามมาทำให้สำลักได้ สงสัยจะกำลังแค้นอยู่จริงๆ นั่นแหละ”
“หมายถึงทิวลิปละสิ เฮ้อ! เรานี่นะ ทำไม? หม่อนไปทำอะไรให้น้องโกรธมาอีก?”
“เปล่าเสียหน่อย เพิ่งจะตื่นนอนยังไม่ได้ออกไปไหน จะไปทำอะไรใครได้ละฮะแม่จ๋า”
“ว่าได้ที่ไหน เราน่ะร้ายกาจ อย่านึกว่าแม่ไม่รู้” พูดแล้วคุณแพรก็มองจ้องตาบุตรชายเหมือนกำลังจะจับผิด ภาณินหลบสายตามารดาโดยการหยิบเหยือกกาแฟมารินใส่ถ้วยตัวเองทดแทนส่วนที่หกไปจากการสำลัก
“ยังเช้าอยู่ ไม่พูดเรื่องนี้ดีกว่า โบราณเขาถือ” มุกตลกหลบเลี่ยงของภาณินใช้ได้ผลเสมอ คุณแพรถึงกับหัวเราะกับท่าทางกะล่อนจับไม่ติดของบุตรชาย
“เจ้าลูกคนนี้นี่ พูดเป็นเล่นไปเสียหมดน่ะเรา ”
“คุณพ่อยังไม่ลงมาเหรอครับ” ภาณินถามถึงภูวิชผู้เป็นบิดาที่ตามปกติจะลงมาร่วมรับประทานอาหารเช้าด้วยกันไม่เคยขาด ตามประสาของคนในครอบครัว
“ยังจ้ะ กำลังอ่านเอกสารน่าจะกำลังติดพัน เดี๋ยวก็คงจะลงมาหรอก วันนี้คุณพ่อมีประชุมที่บริษัทอาลิตของเรา คิดว่าคงจะออกสายๆ”
“ดีเลยฮะจะได้ฝากคุณพ่อไปบอกกับอาลิต ว่าให้ส่งตฤณไปเรียนเมืองนอก ยิ่งไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งดี”
คุณแพรค้อนบุตรชายที่จู่ๆ ก็เอ่ยพาดพิงไปถึงหลานชายอีกคน ซึ่งเป็นบุตรของตลิตกับลักษิณาศร ให้นึกหมั่นไส้จนอยากจะหยิกเขาเสียให้เนื้อเขียว ใครบ้างไม่รู้ว่าสองหนุ่มนี้คอยเขม่นกันมาตั้งแต่ครั้งยังเด็ก
“พาลนะเราน่ะ รีบๆ กินซะ มัวแต่พูดเล่น เดี๋ยวได้ไปทำงานสาย”
ภาณินยิ้มร่ายกแก้วกาแฟขึ้นดื่มหมดแก้ว แล้วลุกออกจากโตะ “ไปก่อนนะครับแม่จ๋า เย็นนี้หม่อนไม่กลับมากินข้าวบ้าน จะไปฝากท้องที่บ้านอาพี แม่จ๋าช่วยอวยพรอย่าให้อาพีไล่เตะหม่อนออกมาจากบ้านนะครับ”
“หา! ดะ...เดี๋ยวตาหม่อน เมื่อกี้ว่าไงนะลูก”
ภาณินออกเดินไปแล้วแต่ไม่วายหันมาส่งยิ้ม ขยิบตาให้มารดาอย่างคนขี้เล่น คุณณิชญาฎามองตามบุตรชาย แล้วได้แต่ส่ายหัว นึกภาพยามพีรพัฒน์แสดงอาการหวงลูกสาวแล้วให้หนักใจแทนบุตรชาย จนอยากจะชวนสามีไป¬¬ขอร่วมวงทานข้าวที่บ้านนั้นเสียด้วยกันให้รู้แล้วรู้รอด อย่างน้อยจะได้เป็นกันชน ไม่ให้พีรพัฒน์งับหัวลูกชายนางจนจมเขี้ยวคามื้อเย็น
-------------------------------------------
เสียงเตือนของข้อความบนมือถือดังขึ้นอีกครั้ง กีรณาเหลือบมองโทรศัทพ์ตัวเองทำหน้าเบื่อหน่าย แล้วหลับตาลงพยายามสะกดตัวเอง คราวนี้ภาณินจะมาไม้ไหนกันแน่ กีรณาได้แต่หวาดระแวงในใจอยู่คนเดียว ข้อความที่ยังไม่ได้ถูกเปิดอ่านมีอยู่ถึงสามข้อความ เมื่อคืนภาณินส่งข้อความมาหาเธอสองครั้ง ตอนรุ่งสางอีกหนึ่งครั้ง หลังจากนั้นอีกสองครั้งซึ่งเธอไม่ได้เปิดอ่าน รวมครั้งนี้เข้าไปอีก ข้อความที่ถูกส่งมาทั้งหมดรวมเป็นหกครั้ง กีรณาคาดว่าเขาน่าจะยังส่งมาเรื่อยๆ และเดาไม่ออกว่าเขาจะหยุดส่งเมื่อใด
‘อย่านอนดึก เดี๋ยวพรุ่งนี้จะตื่นสาย ฝันดีนะ... ใบหม่อน’
นั่นคือข้อความแรกที่เขาส่งมา กีรณาคิดว่าภาณินน่าจะกำลังใช้วิธีส่งข้อความมาง้อเธอ หญิงสาวอ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมาอย่างอึดอัดระคนประหลาดใจ ภาณินคงไม่รู้ว่าลำพังแค่เขากลับมาก็ทำให้กำแพงใจของกีรณาสั่นไหวไปมากแล้ว ยิ่งเขาพยายามเข้าใกล้เธอก็ยิ่งใจอ่อน เธอดีใจที่เขากลับมา ทว่าขณะเดียวกันในใจก็ปะปนไปด้วยความรู้สึกหวั่นไหวและหวาดกลัว
ความจริงแล้วกีรณากำลังกลัว หญิงสาวกลัวว่าถ้าเธอเปิดใจรับเขา แล้ววันหนึ่งเมื่อเขาต้องจากเธอไปอีก เธอคงไม่แคล้วต้องล้มประดาตายอีกครั้งอย่างแน่นอน กำแพงในใจที่เธอสร้าง ก็เพื่อขวางกั้นความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ ไม่ให้หวั่นไหวตามใจตัวเองยามที่เขาเข้ามาใกล้ แต่ก็ช่างยากเย็นเพราะถึงอย่างไรภาณินก็คือคนที่เธอเก็บซ่อนไว้ในใจเสมอมา
‘ลืมบอกไป พรุ่งนี้พี่ขอไปทานข้าวที่บ้านด้วยคน ฝากบอกอาเกดด้วยนะ ฝันดี... ใบหม่อน’
ข้อความที่สองก็ถูกส่งเข้ามาอีกครั้ง กีรณานั่งมองหน้าจอปากอ้าตาค้าง เขาเองก็มีเบอร์ของมารดาเธอ แล้วทำไมยังต้องให้เธอมาคอยเป็นฑูตส่งข่าว เขาคิดจะทำอะไรกันแน่ แล้วมันเรื่องอะไร ทำไมจู่ๆ เขาจึงอุตริอยากจะมากินข้าวบ้านเธอขึ้นมาอีกคน กีรณาไม่อยากนึกถึงบรรยากาศบนโต๊ะอาหารยามค่ำของวันพรุ่งนี้เลย ลำพังนายตฤณรบกับพ่อเธอคนเดียว ทั้งบ้านก็ต้องทนปวดหัวปวดหูกันแทบแย่ แล้วนี่เพิ่มภาณินมาอีกคนมีหวังมื้อค่ำวันพรุ่งนี้ได้กลายเป็นมื้ออาหารท่ามกลางสนามรบอันครื้นเครงและยืดเยื้อเป็นแน่
กีรณานอนครุ่นคิดด้วยความกังวลจนกระทั่งหลับไป ครั้นรุ่งสางอีกหนึ่งข้อความก็ถูกส่งเข้ามา ครั้งนี้เป็นข้อความสั้นๆ ที่ไม่มีนัยสำคัญใดๆ แต่ชื่อที่ลงท้ายกลับทำให้พื้นอารมณ์ของกีรณาขุ่น ข้อความที่ภาณินส่งมาเมื่อคืนทำให้กีรณาหวาดระแวงและเก็บไปคิดจนนอนผวา หลับๆ ตื่นๆ มาทั้งคืน เช้ามาเขาก็ยังไม่วายส่งข้อความมาปลุกเธอตัดหน้านาฬิกาปลุกไปเพียงไม่กี่นาที แล้วแบบนี้จะไม่ให้เธอขุ่นได้อย่างไร
‘ตื่นได้แล้ว ถ้าไม่อยากไปเรียนสาย ใบหม่อน’
ข้อความแสนจะธรรมดา แต่สามารถทำให้กีรณาตาสว่าง จนนอนต่อไม่ไหว ทั้งที่ตามธรรมดาแล้วกว่ากีรณาจะยอมลุกจากเตียง นาฬิกาปลุกสามเรือนยังแทบเอาไม่ค่อยจะอยู่
หญิงสาวลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวอย่างกระแทกกระทั้น ในใจทั้งกร่นด่าสาปแช่งคนส่งคนข้อความมากวนใจ และนั่นคือสาเหตุที่ภาณินซึ่งอยู่อีกฟากฝั่งของกรุงเทพฯ ถึงกับสำลักพรวดออกมาแบบปัจจุบันทันด่วน
กีรณาตัดสินใจกดเปิดข้อความแล้วไล่อ่าน
7.30 : ‘พี่เพิ่งถึงมหา’ลัย ทิวลิปล่ะ ออกจากบ้านหรือยัง... ใบหม่อน’
10.05 : ‘กินข้าวเช้ามาหรือเปล่า พักเบรกแล้ว หาอะไรรองท้องด้วยนะ เดี๋ยวจะหิว... ใบหม่อน’
และข้อความล่าสุด ที่เพิ่งถูกส่งเข้ามา
12.03 : ‘พักเที่ยงแล้ว อย่าลืมกินข้าวนะ น้าเกดบอกว่าทิวลิปท้องไม่ค่อยดีอย่ากินอาหารรสจัดนักล่ะ เดี๋ยวจะท้องเสีย... ใบหม่อน’
กีรณาอ่านข้อความแล้วเกิดอาการจี๊ด... ช้อนที่ตักอาหารที่กำลังจะส่งเข้าปากถูกกระแทกกลับลงไปในจานส่งเสียงดังเคร้ง
‘แม่นะแม่ ไม่น่าให้เบอร์เธอใบหม่อนไปเลย ดูสิ! เขาเลยได้โอกาสส่งข้อความมาก่อกวนเธอแบบไม่รู้จักหยุดจักหย่อน ว่าแต่... ทำไมภาณินถึงไปคุยเรื่องเธอกับมารดาได้ แถมแม่ยังเล่าเรื่องเธอเป็นคนธาตุอ่อนให้เขาฟังอีกต่างๆ นี่มันบ้าชัดๆ อย่าบอกนะว่าแม่เธอเป็นใจช่วยเป็นไส้ศึกให้กับใบหม่อน’ กีรณาเข่นเขี้ยวอยู่ในใจ
“เป็นอะไรไปทิวลิป กระแทกช้อนเสียงดังจนฉันตกใจ” ฟ้าใสหน้าตื่น มองเพื่อนรักอย่างสงสัยก่อนจะเหลือบมองไปที่โทรศัพท์ในมือกีรณา “ไหน? ขอดูหน่อย ใครส่งอะไรมาให้แก”
“ไม่มีอะไรหรอก แค่เรื่องไร้สาระ กินข้าวต่อเถอะ”
“ไม่เชื่อหรอก หน้าแกมันฟ้อง ขอฉันดูหน่อยว่าใครส่งข้อความมา?”
“พวกโรคจิตน่ะ อย่าไปสนคนบ้าเลย”
สายตาของฟ้าใสบอกว่าไม่เชื่อ “อย่างแกเนี่ยนะจะโดนคนโรคจิตกวน แถมยังเก็บมาประสาทเสีย เกิดมาไม่เคยเห็น เห็นแต่แกอ่านแล้วนั่งหัวเราะ ไม่ต้องมาเฉไฉ ส่งมาเสียดีๆ” พูดจบก็ยื่นมือออกไปรอรับ
กีรณายอมแพ้กับความตื๊อของเพื่อนรัก ตัดสินใจยื่นโทรศัพท์ส่งให้ ฟ้าใสอ่านแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ
“หรือว่าใบหม่อนของแกจะแปลงร่างเป็นพวกสต๊อล์กเกอร์โรคจิตคอยติดตามแกไปแล้ววะ” หน้าตาคนพูดจริงจังเหมือนน้ำเสียง แต่นัยกลับฟังแล้วชวนให้ขำขันเสียมากกว่า
“จะบ้าเหรอ แกก็พูดเรื่อยเปื่อย” ดวงตากลมโตของกีรณาไหวระริก อันเกิดจากเป็นอาการกลั้นเสียงหัวเราะขณะพูดของเจ้าตัว
“ก็มันจริงนี่ แบบนี้มันน่าสงสัย เราไปแจ้งความกันดีกว่าไหม” ฟ้าใสยังไม่เลิกคะยั้นคะยอ ทำเอาคนฟังกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว พูดปนหัวเราะออกมา
“เรื่องแค่เนี้ยนะ แกจะให้แจ้งความจับอาจารย์!”
“อย่างน้อยก็ทำให้แกหัวเราะได้”
“เหอะ รีบๆ กินข้าวดีกว่า เสร็จแล้วจะได้ไปห้องสมุด
ฟ้าใสพยักหน้าหงึก แต่แล้วจู่ๆ ก็พูดขึ้นมาอีก “แต่ฉันว่าน่าจะแจ้งความอยู่เหมือนกันนะ เผื่ออาจารย์จะเป็นพวกโรคจิตจริงๆ ไง”
กีรณาที่เพิ่งจะส่งข้าวเข้าปากขำจนสำลักพรวด ก้มหน้าก้มตาหัวเราะจนหน้าแดง แล้วตั้งสติ “โอ.เค. เลย งั้นเดี๋ยวไปด้วยกัน”
“แก ฉันพูดเล่น” ฟ้าใสเริ่มจะหน้าเสีย ไม่นึกว่ากีรณาจะบ้าจี้ตาม
“รู้ล่ะน่ะ แกอยากมาแกล้งฉันก่อนทำไม แบบนี้ต้องเอาคืน”
“ก็คนเขาหวังดี เห็นอารมณ์เสียจนหน้าบูดมาตั้งแต่เช้า เลยจะแกล้งแหย่ให้หัวเราะ ทำคุณบูชาโทษแท้ๆ” สาวร่างเล็กแกล้งทำหน้ามุ่ย
“รู้แล้วจ้ะ รู้แล้ว อย่างอนเลยนะจ๊ะ”
“ไม่งอนก็ได้ แต่แกต้องเลี้ยงไอติมฉัน” ใบหน้าเล็กๆ ยิ้มจนแก้มป่องเหมือนเด็กๆ จนกีรณาอดยิ้มตามไม่ได้
“ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ฉันสงสัย แกงอนทีไรก็ชวนกินไอติมทุกที หรือว่าแกมาจากเผ่าเอสกีโม”
“กินแก้ร้อนไง ดับได้ทั้งร้อนกาย และร้อนใจ ”
“ดับรัอนบ่อยๆ ระวังจะอ้วนนะยะ รีบกินข้าวดีกว่า เสร็จแล้วจะได้ไปห้องสมุดกัน”
ภาณินนั่งอยู่อีกฟากหนึ่งของโรงอาหาร มองเห็นสองสาวอย่างชัดเจนตั้งแต่พวกเธอถือจานเดินมานั่งรับประทานและพูดคุยกันสองคน ทุกอากัปกิริยาล้วนอยู่ในสายตาเขา ชายหนุ่มอมยิ้มมองสลับไปมาระหว่างหน้าจอบนมือถือ กับหญิงสาวทั้งสอง ภาณินใช้การส่งข้อความสร้างความเคยชินให้กับกีรณา ตามคำแนะนำของพี่สาวฝาแฝดซึ่งเป็นหมอจิตเวชอยู่ที่อเมริกา เป็นวิธีการที่เขาไม่ได้นึกถึงมาก่อน
หลังจากนี้เขาจะค่อยๆ เล่า ค่อยๆ บอกเธอไปเรื่อยๆ ผ่านข้อความ ไม่ว่าผลลัพธ์อย่างไร อย่างน้อย กีรณาก็จะได้รู้ว่าที่ผ่านมาเขาคิดอย่างไร
ภาณินไม่เคยรู้มาก่อนว่าการได้เห็นกีรณาอยู่ในครรลองสายตา แม้จะจากที่ไกลๆอย่างตอนนี้ จะทำให้เขาสุขใจ เหมือนยืนอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ก็ไม่ปาน
----------------------------------------
(ยังมีต่อ)