เร้นรัก กามเทพ บทที่ 6

กระทู้สนทนา
เรื่องโดย นิลวนา

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

บทที่ 6



ภาณินกลับมายังโต๊ะทำงานของตนเมื่อเวลาห้าโมงเย็นเศษ ชายหนุ่มวางเอกสารลงบนโต๊ะ สายตาพลันปะทะเข้ากับซองจดหมายสีขาวจ่าหน้าซองด้วยข้อความสั้นๆ

‘ด้วยความปรารถนาดี’

“จดหมาย?”

เขาพึมพำตั้งคำถามกับตัวเอง ครั้นเมื่อเปิดออกก็พบว่าเป็นคำร้องขอถอนตัวจากโครงการวิจัยของกีรณา ซึ่งก็ไม่ได้เกินไปจากความคาดหมายของเขาแต่อย่างใด หากแต่มีคำถามว่า เอกสารนี้มาวางอยู่ที่โต๊ะทำงานของเขาได้อย่างไร เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่กีรณาจะนำมันมาวางไว้ให้เขาแทนที่จะเอาไปยื่นที่ห้องธุรการ ครั้นจะเหมาเอาว่าฝ่ายธุรการเป็นคนส่งมาก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะข้อความที่จ่าหน้าซอง ไม่ได้ชวนให้คิดสักนิดว่ามาจากที่นั่น เช่นนั้นแล้วใครกันที่ปรารถนาดีส่งคำร้องนี้มาให้กับเขา และมีจุดประสงค์ใดกันแน่ ภาณินอดระแวงขึ้นมาไม่ได้

“ด้วยความปรารถนาดี...” ภาณินอ่านทวนพลางคิด ไม่ว่าจะใครจะเป็นคนนำมาวาง เขาคงต้องขอบคุณคนๆ นั้น เพราะอย่างน้อยก็ทำให้เขาได้รู้ ในที่สุดกีรณาก็ตัดสินใจทำอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆ

ภาณินพับคำร้องเก็บคืนใส่ซอง แล้วถือมันเดินออกไปจากห้อง เขารู้ว่ากีรณายังไม่กลับ เพราะรถของเธอยังคงจอดอยู่ในลานจอดรถ หญิงสาวต้องยังอยู่ที่ไหนสักแห่งในรั้วมหาวิทยาลัย วันนี้เขาต้องทำให้เธอเปลี่ยนใจ ยอมกลับเข้าร่วมโครงการให้ได้

กีรณากับเพื่อนใช้เวลาค้นข้อมูลที่ห้องสมุดกว่าสองชั่วโมง จู่ๆ หญิงสาวก็รู้สึกตงิดๆ ในใจขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ครั้นเหลียวมองไปด้านนอก บัดนี้ท้องฟ้าแสงเริ่มอ่อน ใกล้เวลาค่ำไปทุกขณะ ประกอบกับบรรยากาศภายนอกที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝน ต่างคนจึงชวนกันแยกย้ายกลับบ้าน กีรณาแยกตัวเดินกลับมาที่รถของเธอตามลำพัง เมื่อเริ่มสตาร์ทรถ หากแต่ว่ายังไม่ทันจะขับออก...

‘จู่ๆ ร่างสูงก็แทรกร่างขึ้นมานั่งตรงที่นั่งข้างคนขับอย่างหน้าตาเฉย’

ความจริงรถคันนี้มีระบบล็อกรถอัตโนมัติ ทว่าภาณินเฝ้ารอโอกาสอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นในจังหวะที่ประตูยังไม่ทันจะปิดล็อค ชายหนุ่มจึงสามารถแทรกกายขึ้นไปนั่งบนรถได้อย่างทันท่วงที ฝ่ายเจ้าของรถนั้นตกใจจนผงะ ครั้งพอตั้งสติได้ก็กระถดตัวถอยหนีไปจนชิดขอบประตูรถ

“อ๊ะ...อะไรกัน คุณขึ้นมาบนรถฉันทำไม” เสียงตวัดถามออกจะสั่นๆ เพราะกีรณายังคงตกใจไม่หาย

“พี่มีเรื่องจะคุยด้วย” เขาตอบพร้อมกับหันมามองหน้าจ้องตาเธอเขม็ง

“จะคุยอะไรอีก ฉันบอกคุณไปไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ว่าไม่เเรื่องจะคุยกับคุณ!” สติที่แตกกระเจิงถูกกีรณารวบรวมกลับมาอีกครั้ง ก่อนปฏิเสธอย่างแข็งขัน

“พี่ก็บอกทิวลิปไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้วเหมือนกัน ว่าเรายังมีเรื่องต้องคุยกันอีกเยอะ” ภาณินไม่สนใจคำปฏิเสธ สวนคำทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายได้พูดจบ

“คุณนี่มันพูดไม่รู้เรื่องหรือไง คนบอกว่าไม่คุยก็ยังจะทู่ซี้ แล้วแอบมาขึ้นรถฉันแบบนี้ เกิดมีใครมาเห็นเข้าจะทำยังไง” ดวงหน้าเนียนใสเริ่มเผือดขณะเหลียวมองไปรอบๆ รถด้วยอาการหวาดระแวง

“รถติดฟิล์มดำขนาดนี้ คนคงมองลอดเข้ามาได้หรอก! นี่ก็ใกล้ค่ำแล้วด้วย” คำพูดเหมือนจะประชด จนกีรณาต้องสูดลมหายใจลึกเพื่อสะกดอารมณ์โกรธของตัวเอง

“คนเห็นแก่ตัว ทำอะไรไม่คิดถึงคนอื่น”

“ก็ถ้าทิวลิปไม่ดื้อ เราก็คงได้พูดคุยกันดีๆ ไม่ต้องมีเรื่องวุ่นวายแบบนี้ ฉะนั้นเลิกต่อว่าพี่ได้แล้ว”

“ฉันจะว่า คุณจะทำไม?”

“ก็ไม่ทำไมหรอก แต่คงต้องคิดหาวิธีการทำทำให้เราหายดื้อแทน”

“จะทำอะไรไม่ทราบ”

“ไม่รู้สิ ยังคิดไม่ออก เอาไว้คิดออก แล้วพี่จะบอกแล้วกัน แต่ตอนนี้ พี่มีเรื่องสำคัญจะพูดด้วย เรามีเรื่องที่ต้องตกลงกัน ”

“นี่มันไม่ใช่ชั่วโมงเรียนของคุณนะ ถือสิทธิ์อะไรมาสั่งไม่ทราบ แล้วก็เลิกแทนตัวเองว่าพี่ได้แล้ว ใครเป็นน้องคุณไม่ทราบ?”

“อ้อ! ไม่อยากเป็นน้อง หรือว่าอยากจะเป็นอย่างอื่น?”

กีรณาควันแทบออกหู ในใจเดือดปุดๆ หอบหายใจถี่เพราะความโมโห อยากอาละวาแต่ดันติดที่เธอและเขาอยู่ในที่แคบจนทำอะไรไม่ถนัด ครั้นจะกรีดร้องก็เกรงว่าเสียงจะเล็ดลอด เกิดมีใครผ่านมาเห็นเข้า แล้วนำไปพูดต่อ จะพาให้ยิ่งแย่ไปกันใหญ่ ความจริงกีรณาอยากจะลงจากรถแล้วหนีไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ที่เธอทำกลับเป็นเพียงแค่การนับหนึ่งถึงร้อย

“มีสิทธิ์อะไรมาพูดกับฉันแบบนี้”

“ถ้าทิวลิปไม่เห็นว่าพี่เป็นพี่ งั้นพี่ก็ขอใช้สิทธิ์ความเป็นอาจารย์ เป็นคนที่หวังดีกับเราแทนแล้วกัน” ภาณินสาธยายไปเรื่อยๆ แบบไม่ทุกข์ร้อน

“ไม่จำเป็น” เสียงใสตวัดตอบเกือบจะทันที

“จะจำเป็นหรือไม่ก็ตาม ในเมื่อพี่ตั้งใจมามาแล้วยังไงก็ต้องพูด ถ้าไม่กลัวเสียงลอดออกไปนอกรถ อากจะพูดเสียงดังจนคนอื่นมาได้ยินก็ตามใจ” เสียงทุ้มออกแนวประชดปนขู่

“อี๋..คนอะไรดื้อด้านเป็นที่สุด จะลงไปดีๆ หรืออยากจะลงไปทั้งน้ำตา” กีรณาทำน้ำเสียงเหมือนรังเกียจ ข่มขู่เขาด้วยถ้อยคำชวนขัน จนภาณินแทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่

“ตลกเหมือนกันนะเราน่ะ งั้นก็เลือกเอาแล้วกัน ว่าจะคุยกันดีๆ หรือจะยอมเป็นขี้ปากคนอื่นต่อไป”

“นี่คุณขู่ฉันเหรอ”

“ไม่ได้ขู่ แต่พูดจริง ลองดูไหมล่ะ” ร่างสูงโน้มกายเข้าใกล้ กีรณาตกใจกระถดกายหนี ทั้งที่ไม่มีที่ทางให้ถอย นอกจากจะยอมลงจากรถ ซึ่งเสี่ยงต่อการที่จะมีใครมาเห็น

“หยุดเลยนะ คุณจะทำอะไร ถอยไปเดี๋ยวนี้” กีรณาออกคำสั่ง จ้องหน้าเขาอย่างระวังภัยเต็มที่

“พี่ถอยแล้วเราจะยอมนั่งฟัง ดีๆ หรือเปล่า?”

“ฟังก็ได้ จะพูดอะไรก็พูดมา แล้วก็ช่วยถอยออกไปไกลๆ ด้วย”

“ก็แค่เนี้ย!” ภาณินทำเสียหึ! ก่อนจะเริ่มเรื่อง “เรื่องคำร้อง....”

“คำร้องอะไร?” หัวใจกีรณาเต้นแรงขึ้น รู้ดีว่าภาณินกำลังพูดถึงอะไร

“ไม่ต้องมาทำไก๋ เรารู้ว่าพี่กำลังพูดถึงอะไร พี่แค่ไม่อยากเชื่อ ว่าทิวลิปจะยอมทิ้งโอกาสดีๆ แบบนี้เพราะพี่”

“พูดเรื่องอะไรของคุณ ฉันไม่เห็นจะรู้เรื่อง”

กีรณายังตีหน้าซื่อทำเป็นไม่รู้เรื่อง ภาณินจึงยิบซองสีขาวออกมา แล้วกางเอกสารแผ่นบางๆ ออกให้กีรณาดูอย่างชัดๆ

“หลักฐานชัดขนาดนี้ยังจะมาบอกว่าไม่รู้”

ต่อให้ไม่มองกีรณารู้ว่ากระดาษแผ่นนั้นคือคำร้องที่เธอเพิ่งจะไปยื่นที่ฝ่ายธุรการมาเมื่อเย็นอ ใบหน้าสวยมุ่นมุ่ย เหลือบมองใบหน้าคมขาวแล้วเอ่ยถามเสียงกระด้าง

“คุณเอามันมาจากไหน”

“จะจากที่ไหน ถ้าไม่ใช่ห้องธุรการ” ภาณินไม่ได้เล่าเรื่องจริง เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่กีรณาจำเป็นต้องรู้ “พี่แค่อยากรู้ว่าทำไมเราถึงจะถอนชื่อออกจากโครงการ””

“ก็แค่ไม่อยากทำ”

“ทั้งที่ใครๆ ก็อยากเข้ามาร่วมในโครงการนี้กันทั้งนั้น แต่เรากลับถอนตัวอย่างหน้าตาเฉย” ภาณิจ้องดวงหน้างาม ทั้งยังทำเสียงประชด

“ใครอยากก็ไปทำสิ คนไม่อยากทำก็ควรจะถอนตัว แบบนี้ก็ถูกต้องแล้วนี่”

“ไม่อยากหรือไม่กล้ากันแน่” เสียงทุ้มทอดลงต่ำ ท้าทายคนตรงหน้าที่ตาเขียวปัดขัดใจกับคำพูดรู้ทัน  “ไม่เถียง ก็แปลว่าใช่ พี่เพิ่งจะรู้ ว่าลูกสาวคนเก่งของอาพี ก็รู้จักกลัวกับเขาเหมือนกัน” ภาณินหยอดคำยั่วยุอย่างจงใจ

“กับอีแค่โครงการวิจัยมีอะไรให้ต้องกลัวไม่ทราบ?” คนถูกยั่วเชิดหน้า ยอมรับการท้าทายแบบชัดถ้อยชัดคำ เจ้าของใบหน้าคมสบตาเธอนิ่ง ริมฝีปากบางแฝงรอยขันก่อนจะเอ่ยยั่วเธอต่อ

“ไม่กลัวงาน แต่อาจจะกลัวพี่!”

“เหอะ! คิดว่าพูดแบบนี้แล้วฉันจะหลงกลเหรอ” แววตากีรณาสั่นระริกขณะที่ริมฝีปากบางขยับโต้คารม

‘ปากบอกว่าไม่หลงกล แต่กลับย่างเท้าเหยียบลงไปบนกับดักของเขาเข้าอย่างจัง’

“ก็ถ้าไม่กลัว แล้วจะถอนตัวทำไม”

“ก็บอกไปแล้วว่าไม่อยากทำ ไม่เห็นจะเกี่ยวกับความกลัวที่ตรงไหน”

“จะเพราะอะไรก็ตามแต่ พี่จะถือว่าทิวลิปถอนตัวเพราะกลัวพี่ กลัวการเผชิญหน้า กลัวว่าถ้าทำงานกับพี่ แล้วตัวเองจะใจอ่อน”ภาณินสรุปให้เป็นข้อๆ อย่างชัดเจน

“มั่นใจเสียเหลือเกิน หวังมากไปแล้ว คนหลงตัวเอง” กีรณาแค่นเสียงประชด ที่ภาณินพูดมาน่าจะเป็นเรื่องไร้สาระที่สุดในชีวิตของเธอแล้ว

“สงสัยว่าเราคงจะยังเด็กเกินไป ถึงได้แยกแยะระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวไม่ออก” ภาณินยังไม่เลิกหยอดคำยั่วยุ ซึ่งก็เห็นผล เพราะคนฟังเริ่มจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่

“แล้วต้องอายุเท่าไหร่ไม่ทราบ? คนอย่างกีรณาแยกแยะทุกอย่างได้เสมอ แล้วฉันไม่ได้กลัวคุณด้วย” หญิงสาวหายใจเข้าปอดจนลึก แล้วพูดต่ออย่างคนที่ตัดสินใจแล้ว “ก็ได้! งั้นเรามาพิสูจน์กัน ฉันจะไม่ถอนตัว แล้วกรุณารับรู้เอาไว้ด้วย ว่าที่ฉันยอมร่วมโครงการ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับที่คุณพูดมาเลยสักนิด ระหว่างเราไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกันทั้งนั้น”

“ก็ดี...เมื่อตกลงกันได้แล้ว พี่ก็จะถือว่าไม่เคยเห็นกระดาษแผ่นนี้”

เขาชูกระดาษคำร้องในมือ แล้วขยำมันจนเป็นก้อนกลม นัยน์ตาคมเป็นประกายวิบวับท้าทาย กีรณาคิดว่ามันเป็นยียวนกวนประสาทอย่างที่สุด ภาณินยิ้มกว้างอย่างชวนมอง เขากำลังดีใจ ที่สุดท้ายปลาน้อยก็กินเบ็ด ทั้งที่เมื่อครู่ยังปฏิเสธอยู่ปาวๆ  แต่พอโดนเขายั่วหนักๆ เข้า ที่สุดแล้วก็ทนไม่ไหว หลวมตัวตอบตกลงเข้าจนได้

‘กีรณาที่แสนดื้อ แม้จะจากกันไปนาน ยังไม่วายแพ้ทางให้กับใบหม่อนของเธออยู่ดี’

“เอาเป็นว่าเราตกลงตามนี้ หวังว่าคงจะไม่มีใครไปยื่นคำร้องกับฝ่ายธุรการอีก” ภาณินย้ำทวนอีกครั้งด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทว่าขัดตาคนที่กำลังมองเป็นที่สุด

“พูดจบหรือยัง? ถ้าหมดเรื่องแล้ว ก็ลงไปเสียที ค่ำแล้ว ฉันจะกลับบ้าน” กีรณาไล่เขาแบบดื้อๆ  ทั้งขัดตาขัดใจกับอาการแย้มยิ้มยิ้มอย่างมีเลศนัยของชายหนุ่มจนทนต่อไปแทบไม่ไหว

“ไปก็ไป.. แล้วก็... ขับรถดีๆ ล่ะ อย่าโมโหจนเผลอไปชนใครเข้าล่ะ” ร่างสูงเอ่ยก่อนจะก้าวลงไปจากรถ ทั้งที่ในใจยังเสียดาย หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาเขาได้แต่มองเธออยู่ห่างๆ เมื่อมีโอกาสเขาจึงอยากอยู่ใกล้เธอให้นานกว่านี้อีกสักนิด แต่ก็ติดที่เวลาค่ำลงแล้ว อย่างที่เธอว่าจริงๆ

“คนปากเสีย ไม่ต้องมาแช่งเลย” กีรณาบ่นงึมๆ งำๆ ภาณินได้ยินแล้วหัวเราะหึๆ

มือหนาผลักปิดประตูรถแล้วยืนมองตามหญิงสาวที่เคลื่อนรถออกตัวไปอย่างกระชากกระชั้น ภาณินส่ายหัวดิก แต่หน้าคมกลับเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม กีรณายังคงดื้อเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน เขานึกอยู่กับตัวเองในใจ แม่ตัวน้อยในอดีต วันนี้ได้เติบโตขึ้นทั้งร้ายกาจและดื้อดึงจนน่าหมั่นไส้ แต่ก็น่าแปลกที่เขากลับไม่รู้สึกหงุดหงิดหรือรำคาญเธอเลยสักนิด ในทางกลับกัน เขากลับนึกเอ็นดูในท่าทางแง่งอนแสนร้ายของเธอได้อย่างน่าประหลาด

เมื่อก่อนภาณินอาจไม่แน่ใจว่าความรู้สึกของตัวเองจะยังเหมือนเดิมหรือไม่ แต่ตอนเขารู้แล้ว

‘เมื่อก่อนเคยห่วงอย่างไร ในวันนี้เขาก็ยังห่วงเธอแบบนั้น....

เมื่อก่อนเคยรักอย่างไร วันนี้เขายังคงรักเธออยู่แบบนั้น... ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย’

------------------------------------------------------
(ยังมีต่อ)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่