บทบรรยาย "อริยสัจ ๔ วิถีพ้นทุกข์ด้วยปัญญา"
ถวายพระราชกุศลฯ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ โดย พระอาจารย์ภาสกร ภูริวฑฺฒโน (ภาวิไล)
ปฐมบท..
อริยสัจ ๔ หนึ่งในสี่ของกฎธรรมชาติ ที่พระพุทธองค์ทรงนำมาเปิดเผย ให้ใช้เป็นอาวุธสำคัญ ในการเข้าไปห้ำหั่นกับอวิชชา ความไม่รู้ตามความเป็นจริง ซึ่งตกตะกอนอยู่ในรูปของ อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น อันมีข้าศึกสำคัญสุดยอดคือ อุปาทานขันธ์ ๕ ความยึดถืออันเป็นไปในสภาวะชีวิต รูป-นาม หรือกายจิตเราเขา นั่นเอง
กฎธรรมชาติ ๔ ประการ ที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เรานั้น ได้แก่
๑) กฎของการกระทำ และผลของการกระทำ ซึ่งก็คือกฎแห่งกรรม หรือ "กรรมนิยาม"
๒) กฎของความเปลี่ยนแปลง ที่ว่า สิ่งใดที่สามารถรวมกันขึ้นมาได้ ก็ต้องแยกจากกันไปได้ ไม่มีอะไรที่จะเป็นไป ตามใจตามปรารถนาของเรา และสุดท้าย สิ่งทั้งปวงนั้น ย่อมมีสภาวะ ห่วยแตก ไร้สาระ เพราะยังไงๆ มันก็ต้องสูญสภาพ มิอาจคงอยู่เป็นที่พึ่งที่อาศัย ให้ฝากผีฝากไข้ใดๆ แก่เราได้ นี่ก็คือกฎ "พระไตรลักษณ์" อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั่นเอง
๓) กฎของความเป็นเหตุเป็นผล และโดยเฉพาะในเรื่องของทุกข์และการดับทุกข์ นั่นคือกฎ "อริยสัจ ๔" อันเป็นคู่เหตุผลสองคู่ คู่แรก คือฝ่ายเกิดของทุกข์ โดยมีทุกข์เป็นผล และสมุทัยคือตัณหา เป็นเหตุ ส่วนคู่ที่สอง คือฝ่ายดับของทุกข์ โดยมีนิโรธ ความดับสิ้นเชิงของทุกข์เป็นผล มีมรรคมีองค์ ๘ เป็นเหตุ
๔) กฎของความเป็นเหตุปัจจัยโยงใยเชื่อมต่อเนื่องกัน ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นเอง หรืออยู่ได้เองโดดๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนร้อยเรียงเชื่อมโยง และกระทบกระทั่งถึงกันทั้งหมดทั้งสิ้น ซึ่งพระพุทธองค์ทรงสนพระทัย เน้นเฉพาะเหตุปัจจัยที่นำไปสู่ทุกข์ และการดับทุกข์ ที่เรียกว่า "ปฏิจจสมุปบาท" นั่นเอง
อาวุธทั้ง ๔ อย่างที่กล่าวมานี้ เราพึงศึกษาให้เข้าใจ และมั่นใจในประสิทธิภาพของมันว่า เป็นจริงแน่แท้ จะกลับกลอก บิดผัน ไปเป็นอื่นไม่ได้ แต่ไม่ถึงขั้นต้องไป แยกส่วนแยกโมเลกุลอะไร ให้วุ่นวาย เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของฝ่ายวิจัย อาวุธยุทโธปกรณ์ หาใช่หน้าที่พลทหารอย่างเราไม่ หน้าที่ของเราก็คือ เมื่อรู้เมื่อเข้าใจอาวุธโดยหลักการแล้ว ก็หยิบฉวยเข้าสู่สมรภูมิ เอาไปเป็นอาวุธ ตะลุยตะลุมบอนกับข้าศึก คือกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่เคยหลงไปมี "อุปาทาน" ให้คุณค่าติดยึดในสิ่งต่างๆ ด้วยอำนาจ "อวิชชา" ความไม่รู้ถูกต้องตามเป็นจริงนั่นเอง
---------------------------------------------------
อย่าเสียเวลา ไปกับการวิจัยอาวุธมากเกินไป เหมือนกับคนซื้อกล้องถ่ายรูปมา แทนที่จะเอาออกไปถ่ายรูป กลับมาเสียเวลาถกเถียงกัน ว่ากล้องใครดีกว่ากัน เลนส์เยอรมัน เลนส์ญี่ปุ่น เลนส์เกาหลี หรือว่าเลนส์จีน เอาเถอะยังไงๆ ก็กล้องถ่ายรูป หน้าที่มันคือถ่ายรูป ซื้อมาโม้มาโชว์ มาทุ่มเถียงกัน ก็ไม่ได้รูปชนะประกวดสักที อาวุธสี่อย่างนี้ก็เช่นกัน หน้าที่คุณคือเอาไปใช้ ไม่ใช่มัวแต่มาเถียง มาประกวด มาประชันอาวุธกัน
อย่าเสียเวลา ไปกับการวิจัยอาวุธมากเกินไป เหมือนกับคนซื้อกล้องถ่ายรูปมา แทนที่จะเอาออกไปถ่ายรูป กลับมาเสียเวลาถกเถียงกัน ว่ากล้องใครดีกว่ากัน เลนส์เยอรมัน เลนส์ญี่ปุ่น เลนส์เกาหลี หรือว่าเลนส์จีน เอาเถอะยังไงๆ ก็กล้องถ่ายรูป หน้าที่มันคือถ่ายรูป ซื้อมาโม้มาโชว์ มาทุ่มเถียงกัน ก็ไม่ได้รูปชนะประกวดสักที อาวุธสี่อย่างนี้ก็เช่นกัน หน้าที่คุณคือเอาไปใช้ ไม่ใช่มัวแต่มาเถียง มาประกวด มาประชันอาวุธกัน
"อริยสัจ ๔ วิถีพ้นทุกข์ด้วยปัญญา" โดย พระอาจารย์ภาสกร ภูริวฑฺฒโน (ภาวิไล)
ถวายพระราชกุศลฯ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ โดย พระอาจารย์ภาสกร ภูริวฑฺฒโน (ภาวิไล)
ปฐมบท..
อริยสัจ ๔ หนึ่งในสี่ของกฎธรรมชาติ ที่พระพุทธองค์ทรงนำมาเปิดเผย ให้ใช้เป็นอาวุธสำคัญ ในการเข้าไปห้ำหั่นกับอวิชชา ความไม่รู้ตามความเป็นจริง ซึ่งตกตะกอนอยู่ในรูปของ อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น อันมีข้าศึกสำคัญสุดยอดคือ อุปาทานขันธ์ ๕ ความยึดถืออันเป็นไปในสภาวะชีวิต รูป-นาม หรือกายจิตเราเขา นั่นเอง
กฎธรรมชาติ ๔ ประการ ที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เรานั้น ได้แก่
๑) กฎของการกระทำ และผลของการกระทำ ซึ่งก็คือกฎแห่งกรรม หรือ "กรรมนิยาม"
๒) กฎของความเปลี่ยนแปลง ที่ว่า สิ่งใดที่สามารถรวมกันขึ้นมาได้ ก็ต้องแยกจากกันไปได้ ไม่มีอะไรที่จะเป็นไป ตามใจตามปรารถนาของเรา และสุดท้าย สิ่งทั้งปวงนั้น ย่อมมีสภาวะ ห่วยแตก ไร้สาระ เพราะยังไงๆ มันก็ต้องสูญสภาพ มิอาจคงอยู่เป็นที่พึ่งที่อาศัย ให้ฝากผีฝากไข้ใดๆ แก่เราได้ นี่ก็คือกฎ "พระไตรลักษณ์" อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั่นเอง
๓) กฎของความเป็นเหตุเป็นผล และโดยเฉพาะในเรื่องของทุกข์และการดับทุกข์ นั่นคือกฎ "อริยสัจ ๔" อันเป็นคู่เหตุผลสองคู่ คู่แรก คือฝ่ายเกิดของทุกข์ โดยมีทุกข์เป็นผล และสมุทัยคือตัณหา เป็นเหตุ ส่วนคู่ที่สอง คือฝ่ายดับของทุกข์ โดยมีนิโรธ ความดับสิ้นเชิงของทุกข์เป็นผล มีมรรคมีองค์ ๘ เป็นเหตุ
๔) กฎของความเป็นเหตุปัจจัยโยงใยเชื่อมต่อเนื่องกัน ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นเอง หรืออยู่ได้เองโดดๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนร้อยเรียงเชื่อมโยง และกระทบกระทั่งถึงกันทั้งหมดทั้งสิ้น ซึ่งพระพุทธองค์ทรงสนพระทัย เน้นเฉพาะเหตุปัจจัยที่นำไปสู่ทุกข์ และการดับทุกข์ ที่เรียกว่า "ปฏิจจสมุปบาท" นั่นเอง
อาวุธทั้ง ๔ อย่างที่กล่าวมานี้ เราพึงศึกษาให้เข้าใจ และมั่นใจในประสิทธิภาพของมันว่า เป็นจริงแน่แท้ จะกลับกลอก บิดผัน ไปเป็นอื่นไม่ได้ แต่ไม่ถึงขั้นต้องไป แยกส่วนแยกโมเลกุลอะไร ให้วุ่นวาย เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของฝ่ายวิจัย อาวุธยุทโธปกรณ์ หาใช่หน้าที่พลทหารอย่างเราไม่ หน้าที่ของเราก็คือ เมื่อรู้เมื่อเข้าใจอาวุธโดยหลักการแล้ว ก็หยิบฉวยเข้าสู่สมรภูมิ เอาไปเป็นอาวุธ ตะลุยตะลุมบอนกับข้าศึก คือกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่เคยหลงไปมี "อุปาทาน" ให้คุณค่าติดยึดในสิ่งต่างๆ ด้วยอำนาจ "อวิชชา" ความไม่รู้ถูกต้องตามเป็นจริงนั่นเอง
อย่าเสียเวลา ไปกับการวิจัยอาวุธมากเกินไป เหมือนกับคนซื้อกล้องถ่ายรูปมา แทนที่จะเอาออกไปถ่ายรูป กลับมาเสียเวลาถกเถียงกัน ว่ากล้องใครดีกว่ากัน เลนส์เยอรมัน เลนส์ญี่ปุ่น เลนส์เกาหลี หรือว่าเลนส์จีน เอาเถอะยังไงๆ ก็กล้องถ่ายรูป หน้าที่มันคือถ่ายรูป ซื้อมาโม้มาโชว์ มาทุ่มเถียงกัน ก็ไม่ได้รูปชนะประกวดสักที อาวุธสี่อย่างนี้ก็เช่นกัน หน้าที่คุณคือเอาไปใช้ ไม่ใช่มัวแต่มาเถียง มาประกวด มาประชันอาวุธกัน
อย่าเสียเวลา ไปกับการวิจัยอาวุธมากเกินไป เหมือนกับคนซื้อกล้องถ่ายรูปมา แทนที่จะเอาออกไปถ่ายรูป กลับมาเสียเวลาถกเถียงกัน ว่ากล้องใครดีกว่ากัน เลนส์เยอรมัน เลนส์ญี่ปุ่น เลนส์เกาหลี หรือว่าเลนส์จีน เอาเถอะยังไงๆ ก็กล้องถ่ายรูป หน้าที่มันคือถ่ายรูป ซื้อมาโม้มาโชว์ มาทุ่มเถียงกัน ก็ไม่ได้รูปชนะประกวดสักที อาวุธสี่อย่างนี้ก็เช่นกัน หน้าที่คุณคือเอาไปใช้ ไม่ใช่มัวแต่มาเถียง มาประกวด มาประชันอาวุธกัน