ผมเขียนสรุปอธิบายความเข้าใจเรื่องพระปฏิจจสมุปบาทแบบข้ามภพข้ามชาติแบบนี้พอใช้ได้ไหมครับ?

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๘
สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
๙. ทัณฑสูตร
ทัณฑสูตร
ผู้ท่องเที่ยวไปในโลกเพราะไม่เห็นอริยสัจ

          [๑๗๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนท่อนไม้ที่บุคคลขว้างขึ้นไปบนอากาศแล้ว
บางคราวเอาโคนตกลงมาก็มี บางคราวเอาตอนกลางตกลงมาก็มี บางคราวเอาปลายตกลงมาก็มี
ฉันใด สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีนิวรณ์ คืออวิชชา มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบ ได้แล่นไปอยู่ ท่อง-
*เที่ยวไปอยู่ บางคราวจากโลกนี้ไปสู่ปรโลกก็มี บางคราวจากปรโลกมาสู่โลกนี้ก็มี ฉันนั้นเหมือน
กัน ข้อนั้นเพราะเหตุไร?  เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ อริยสัจ ๔ เป็นไฉน?  คือ ทุกขอริยสัจ ฯลฯ
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำ
ความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
จบ สูตรที่ ๓
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ บรรทัดที่ ๑๐๔๐๙-๑๐๔๑๘ หน้าที่ ๔๓๕.
[url=https://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=19&A=10409&Z=10418&pagebreak=0&fontsz=0]https://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=19&A=10409&Z=10418&pagebreak=0&fontsz=0[/url]
_____________________________________________________________________
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
ธัมมจักกัปปวัตตนวรรคที่ ๒
ตถาคตสูตรที่ ๑
ทรงแสดงพระธรรมจักร
          [๑๖๖๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
          สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุปัญจวัคคีย์มาแล้วตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนสุด
๒ อย่างนี้ อันบรรพชิตไม่ควรเสพ ส่วนสุด ๒ อย่างนั้นเป็นไฉน?  คือ การประกอบตนให้
พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นของเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ประเสริฐ
ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ การประกอบความลำบากแก่ตน เป็นทุกข์ ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบ
ด้วยประโยชน์ ๑ ข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุด ๒ อย่างเหล่านี้ อันตถาคต
ได้ตรัสรู้แล้ว กระทำจักษุ กระทำญาณ ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความ
ตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ก็ข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลางนั้น ... เป็นไฉน?  คือ อริยมรรคอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ นี้แหละ ซึ่งได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพ
ชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจมั่นชอบ ข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลางนี้แล อันตถาคตได้ตรัสรู้
แล้ว กระทำจักษุ กระทำญาณ ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อ
นิพพาน.
          [๑๖๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขอริยสัจนี้แล คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่
ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็น
ทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้ข้อนั้นก็เป็นทุกข์
โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ก็ทุกขสมุทยอริยสัจนี้แล คือ ตัณหาอันทำให้มีภพใหม่
ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ความเพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่
กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็ทุกขนิโรธอริยสัจนี้แล คือ ความดับด้วยการสำรอกโดยไม่
เหลือแห่งตัณหานั้นแหละ ความสละ ความวาง ความปล่อย ความไม่อาลัย ก็ทุกขนิโรธคามินี-
*ปฏิปทาอริยสัจนี้แล คือ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ซึ่งได้แก่สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมา
สมาธิ.
...
...
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ บรรทัดที่ ๑๐๐๓๗-๑๐๑๗๙ หน้าที่ ๔๑๙-๔๒๔.
[url=https://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=19&A=10037&Z=10179&pagebreak=0&fontsz=0]https://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=19&A=10037&Z=10179&pagebreak=0&fontsz=0[/url]
________________________________________________________
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๙
สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค
๒. ทุกขสูตร
ว่าด้วยอริยสัจธรรม
          [๒๗๙] พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ
และทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง.
          [๒๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกข์เป็นไฉน? คำว่า ทุกข์นั้น ควรจะกล่าวว่า อุปาทาน-
*ขันธ์ ๕. อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน? คือ อุปาทานขันธ์คือรูป ๑ อุปาทานขันธ์คือเวทนา ๑
อุปาทานขันธ์คือสัญญา ๑ อุปาทานขันธ์คือสังขาร ๑ อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ ๑. ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทุกข์.
          [๒๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขสมุทัยเป็นไฉน? คือ ตัณหาอันนำให้เกิดในภพใหม่
ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน มีปกติเพลิดเพลินยิ่งในภพหรืออารมณ์
นั้นๆ. คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทุกขสมุทัย.
          [๒๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขนิโรธเป็นไฉน? คือความดับโดยไม่เหลือแห่งตัณหา
นั่นแล ด้วยมรรค คือ วิราคะ ความสละ ความสละคืน ความหลุดพ้น ความไม่มีความอาลัย.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธ.
          [๒๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเป็นไฉน? คืออริยมรรคประกอบ
ด้วยองค์ ๘ นี้ กล่าวคือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทุกข-
*นิโรธคามินีปฏิปทา.
จบ สูตรที่ ๒.
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ บรรทัดที่ ๓๔๙๔-๓๕๑๑ หน้าที่ ๑๕๐.
[url=https://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=17&A=3494&Z=3511&pagebreak=0&fontsz=0]https://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=17&A=3494&Z=3511&pagebreak=0&fontsz=0[/url]
________________________________________________________
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔
มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
๘. มหาหัตถิปโทปมสูตร
อุปมาอริยสัจกับรอยเท้าช้าง
[๓๔๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
....
.... อนึ่ง พระผู้มีพระภาค
ได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ไว้ว่า ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้น
ชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท ดังนี้. ก็อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ใด อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ชื่อว่า
ปฏิจจสมุปปันนธรรมแล. ความพอใจ ความอาลัย ความยินดี ความชื่นชอบ ในอุปาทาน-
*ขันธ์ ๕ เหล่านี้อันใด อันนี้ชื่อว่าทุกขสมุทัย การกำจัดความกำหนัดด้วยสามารถความพอใจ
การละความกำหนัดด้วยสามารถความพอใจ ในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ อันใด อันนั้นชื่อว่า
ทุกขนิโรธแล. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ด้วยเหตุแม้มีประมาณเท่านี้แล คำสอนของพระผู้มี
พระภาค เป็นอันภิกษุทำให้มากแล้ว.
             ท่านพระสารีบุตร ได้กล่าวธรรมปริยายนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้น ชื่นชม ยินดีภาษิต
ของท่านพระสารีบุตรแล้วแล.
จบ. มหาหัตถิปโทปมสูตรที่ ๘
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ บรรทัดที่ ๖๐๔๒-๖๓๐๘ หน้าที่ ๒๔๕-๒๕๕.
[url=https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=12&A=6042&Z=6308&pagebreak=0&fontsz=1]https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=12&A=6042&Z=6308&pagebreak=0&fontsz=1[/url]
_____________________________________________________________________

^
^
๑.-ใน"ทัณฑสูตร" ตรัสว่า "...สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีนิวรณ์ คืออวิชชา มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบ ได้แล่นไปอยู่ ท่อง-
*เที่ยวไปอยู่ บางคราวจากโลกนี้ไปสู่ปรโลกก็มี บางคราวจากปรโลกมาสู่โลกนี้ก็มี ฉันนั้นเหมือน
กัน ข้อนั้นเพราะเหตุไร?  เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔..." (สัตว์ผู้มีอวิชชาและตัณหา ได้ท่องเที่ยวไปจากโลกนี้ไปสู่ปรโลกก็มี จากปรโลกมาสู่โลกนี้ก็มี เพราะไม่เห็นพระธรรมคือพระอริยสัจ๔)

๒.-ใน"ตถาคตสูตรที่ ๑" ตรัสว่า "...ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขอริยสัจนี้แล คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่
ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็น
ทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้ข้อนั้นก็เป็นทุกข์
โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์..." (ทุกขอริยสัจคือความเกิดเป็นทุกข์ ฯลฯ กล่าวโดยย่อ อุปาทานขันธ์๕เป็นทุกข์)

๓.-ใน"ทุกขสูตร" ตรัสว่า "...ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกข์เป็นไฉน? คำว่า ทุกข์นั้น ควรจะกล่าวว่า อุปาทาน-
*ขันธ์ ๕...." (ทุกข์คืออุปาทานขันธ์๕)

๔.-ใน"มหาหัตถิปโทปมสูตรที่ ๘"  "อนึ่ง พระผู้มีพระภาค
ได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ไว้ว่า ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้น
ชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท ดังนี้. ก็อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ใด อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ชื่อว่า
ปฏิจจสมุปปันนธรรมแล. (ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ชื่อว่า
ปฏิจจสมุปปันนธรรม)


สรุป

๑.-สัตว์ผู้มีอวิชชาและตัณหา
ได้ท่องเที่ยวไปจากโลกนี้ไปสู่ปรโลกก็มี
จากปรโลกมาสู่โลกนี้ก็มี
เพราะไม่เห็นพระธรรมคือพระอริยสัจ๔

๒.-ทุกขอริยสัจคือทุกข์ อยู่ในพระอริยสัจ๔
กล่าวโดยย่ออุปาทานขันธ์๕เป็นทุกข์
๓.-ทุกขอริยสัจคืออุปาทานขันธ์๕

๔.-อุปาทานขันธ์๕เหล่านี้ชื่อว่าปฏิจจสมุปปันนธรรม
ผู้ใดเห็นธรรมคืออุปาทานขันธ์๕เหล่านี้อันมีชื่อว่าปฏิจจสมุปปันนธรรม
ผู้นั้นชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท
จึงไม่ต้องท่องเที่ยวไปจากโลกนี้ไปสู่ปรโลก
หรือจากปรโลกมาสู่โลกนี้
เพราะเห็นพระธรรมคือพระอริยสัจ๔ เห็นทุกขอริยสัจคืออุปาทานขันธ์๕
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่