ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีคนที่เข้ามาอ่านนะคะ
กระทู้นี้ตั้งขึ้นเพื่อ แชร์ประสบการณ์การเข้าพบแพทย์ในฐานะผู้ป่วย "โรคซึมเศร้า"
เพื่อเป็นข้อมูล และ ช่วยให้การตัดสินใจของผู้ที่กำลังศึกษาหาข้อมูลตัดสินใจไปพบแพทย์ได้ง่ายขึ้น
บอกก่อนว่าหากให้ข้อมูลขาดตกบกพร่องอย่างไรต้องขออภัยไว้ด้วยนะคะ
แนะนำตัวคราวๆก่อนเลยค่ะ
เราเป็นผู้หญิงวัย 32 เกิดมาในครอบครัวใหญ่ แต่เราไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ค่ะ
ตั้งแต่เกิดมาก็เจอปัญหาในเรื่องของการตบตี ทารุณ จากญาติ อยู่บ่อยๆ
ตั้งแต่การ.. ถูกฟาดด้วยมือ ไม้มะยม เข็มขัด มีดดาบพลาสติก ไม้ตะพด
ไม่เมตรวัดผ้า หรือการเป็นที่ระบายอารมณ์จากคนที่โตกว่า ด้วยการตบตี
แกล้ง ไม่ให้เล่นด้วย และต่างๆนาๆ
ตอนเด็กๆ ได้แต่อดทนค่ะ พอเริ่มโตมาก็มีเรื่องทะเลาะกับที่บ้านอยู่บ่อยๆ
จนช่วงอายุ 15 ทุกครั้งที่โดนหาเรื่องคุณย่าจะแก้ปัญหาด้วยการ
ให้เราหนีออกไปอยู่บ้านเพื่อน เพื่อไม่ให้คนในบ้านทำร้าย
จนกระทั้ง.. เกิดเหตุการณ์ ที่ทำให้ฆ่าตัวตายครั้งแรก สมัยอายุ 18 ปี
(ตรงนี้ไม่ขอเล่าเหตุจูงใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นนะคะ แต่ไม่ได้มาจากครอบครัว หรือความรัก หรือยาเสพย์ติดแต่อย่างใดค่ะ)
ผ่านตรงจุดนั้นมาก็ใช้ชีวิตแบบเดิมๆมาตลอด
คราวนี้ที่บ้านก็เริ่มไม่ค่อยดี พ่อแม่เรามีปัญหากันค่ะจนกระทั่งแยกทางกันในที่สุด
เรากลายเป็นเด็กบ้านแตกพ่ออยู่ทาง แม่อยู่ทาง เราไปอยู่กับแม่สักพัก แต่แม่ก็ไปทำงานไม่ได้อยู่บ้านค่ะ
หลังจากนั้นน้องสาวก็มาอยู่ด้วย แล้วก็มีเรื่องราวให้ต้องมีปัญหาอีกครั้ง
คราวนี้กลายเป็นว่าทั้งเรื่องครอบครัว เพื่อน ความรัก และปัญหาทุกอย่างเข้ามาสุมที่เรา
ในเวลาเดียวกัน จนรู้สึกว่า ไม่ไหวละ ไม่อยากเป็นภาระใครแล้ว
เหนื่อยล้า ถ้าไม่มีเราคนอื่นๆคงรู้สึกดี ตัดสินใจวางแผนฆ่าตัวตายอีกครั้ง
แต่..ก็โดนจับส่งโรงพยาบาลรอดมาได้เหมือนเดิม
วันนั้นตื่นขึ้นมา เห็นปู่ พ่อ และหลายๆคนที่รักเราอยู่รอบๆเตียง
สิ่งแรกที่รู้สึกคือ เสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปค่ะ และคิดว่าเราไม่อยากเป็นแบบนี้
ไม่อยากฆ่าตัวตายอีกแล้ว และจะไม่ทำอีก จากการที่เราฆ่าตัวตายสองรอบ
ไม่ได้พบจิตแพทย์นะคะ เพราะจะไม่ยอมอยู่โรงพยาบาล ฟื้นขึ้นมาาการดีขึ้น
ก็ขออออกจากโรงพยาบาลเลย
หลังจากนั้นก็มาอยู่กับคุณอา
ปัญหาในชีวิตก็มีมาให้เครียดเรื่อยๆ
เรื่องงาน เงิน เรื่องคนรอบข้าง เรื่องความรัก
เรื่องครอบครัว มีเข้ามาเรื่อยๆ แต่ก็ได้แต่อดทนค่ะ
เราตัดสินใจออกมาอยู่คนเดียวใช้ชีวิตคนเดียวค่ะ
มีบ้างที่เครียดหนักๆร้องไห้ติดต่อกันหลายวัน
เครียดจนทำงานไม่รู้เรื่อง เครียดจนไม่รู้ว่าเครียดเรื่องอะไร
เป็นแบบนี้จน มีการทำร้ายตัวเองโดยการจิก หรือดึงผม
หรืออะไรก็ตามแต่ที่ทำได้ตอนนั้น
สักพักเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ไหวละ เราจะทำยังไง
ถ้าเป็นบ่อยๆ อยู่คนเดียวอาจจะฆ่าตัวตายได้
เลยนังทบทวนตัวเองว่าเอ้ยเราต้องดูแลตัวเองนะ
พยายามหาอะไรที่ทำแลวมีความสุข ความสุขอยู่ตรงไหน
ให้เเอาตัวเองไปอยู่ตรงนั้น เป็นแบบนี้มาหลายปีค่ะ
อาการดีขึ้นเป็นพักๆ แต่ก็ไม่ค่อยเกิดเหตุการทำร้ายตัวเองเท่าไหร่
เวลาเครียดจะออกไปข้างนอกค่ะ จะไม่พยายามอยู่คนเดียว
หรือทำอาหาร ถ่ายรูป บ้าง
จนกระทั่งล่าสุด เมื่อเดือนพฤภาคม 60 เกิดปัญหาเกี่ยวกับครอบครัวอีก
มันทำให้อาการต่างๆกลับมาแบบที่ว่า ร้องไห้ติดกันตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นยันหลับ4-5วันติดกัน
นอนไม่หลับชนิดที่ว่าไม่หลับเลย ถ้าหลับก็จะไม่สนิท สะดุ้งตื่น วตกกังวล
เริ่มรู้ตัวแล้วว่าอาการไม่ดี เพื่อนที่เป็นหมอเลยมัดมือชกมารับไปหาหมอ
เข้าเรื่องเลยนะคะ
วันที่ 18 พฤษภาคม 60 เราเริ่มติดต่อ ทางโทรศัพท์ ตัดสินใจว่าจะเข้าพบแพทย์ให้เร็วที่สุด
โทรถามที่ โรงพยาบาลรามา (คลินิกนอกเวลา) รอคิวอยู่ที่ประมาณเดือนนึง เวลาปกติ ประมาณ 2 เดือนค่ะ (สามารถโทรแจ้งนัดเวลาได้ค่ะ)
โทรถามที่ โรงพยาบาลจุฬา (คลิกนิกนอกเวลา) รอคิวประมาณ 2-3 อาทิตย์ เวลาปกติ ให้ติดต่อกับทางโรงพยาบาลที่ตึกภปร.ชั้น1ค่ะ
สรุปเราเลือกที่โรงพยาบาลจุฬา คลินิกนอกเวลาค่ะ พยาบาลจะแจ้งว่า เราเข้าพบหมอวันที่เท่าไหร่ คุณหมอชื่ออะไร และแจ้งเลขที่นัดค่ะ
วันที่ 5 มิถุนายน 60 เราไปถึงโรงพยาบาล 15.00น. คลิกนิกนอกเวลาจะเปิดให้ทำบัตรตอนประมาณ 16.30 นะคะ
ให้เราไปทำบัตรผู้ปวยใหม่ ที่ชั้น1ตึกภปร. โดยการเขียนใบสีเขียว และหยิบบัตรคิวสีชมพูหน้าเค้าเตอร์ 9 หรือ 10 นี่แหละค่ะ
เพื่อรอเรียกคิว หลังจากนั้นแจ้งชื่อเลขที่นัด และ ใช้เวลาทำบัตรอยู่ที่ประมาณ 1 ชั่วโมงโดยประมาณ เราก็จะได้ใบนัด พร้อมบัตรประจำตัวเรียบร้อย
หลังจากนั้น ก็กดลิฟท์ขึ้นไปชั้น 12 (ตึกภปร.) เลยค่ะ
ขึ้นไปยื่นใบนัด รอแฟ้มประมวันติประมาณครึ่งชั่วโมง
วัดความดัน ชั่งน้ำหนักตามปกติค่ะ
หลังจากนั้นก็รอพบแพทย์
เริ่มการรักษา โดยการที่แพทย์จะให้เราเล่าเรื่องทุกอย่าง
เราก็เล่าตามจริง ย้ำนะคะว่าตามจริง อย่าโกหกหมกเม็ดใดๆ
เพื่อการรักษาที่ได้ผลดีมากที่สุด อยากจะร้องก็ร้องไห้ออกมาเลยค่ะ
จำไ้ว่าวันแรกเล่าไปร้องไห้ไป น้ำหูน้ำตาไหล หนักมาก
คุยกันอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ
หมอก็บอกว่าเดี๋ยวหมอจะจ่ายยา อะไรทานได้เมื่อไหร่อย่างไร
ครั้งแรกไปหมอบอกว่ารอบหน้ามาจะนัดหมอที่เหมาะกับการรักษาของเราให้มากขึ้น
หมอแนะนำให้เราเข้าพบเวลาทำการปกติค่ะเพื่อ จะได้รับการรักษาได้อย่างเต็มที่
และ เหมาะสมกับเรามากกว่า เราได้ยาฟลูลอกซ์ มา10เม็ด
ครั้งนั้นค่ารักษาอยู่ที่ 960 บาทค่ะ
เรากลับมา ทานยาได้ แค่วันเดียวค่ะ ยาหายทั้งแผงเลย
ไม่มีเวลาไปเอายาใหม่
หลังจากนั้นก็มีอาหารร้องไห้หนักๆ ติดต่อกันอีกสามสี่วัน คราวนี้ ข้าวไม่ทานเลย
กินต่น้ำเปล่า เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ร้องไห้อย่างเดียว
ทำร้ายตัวเองอีกแล้วค่ะ อดทนรอจนกระทั่งหาหมอ ครั้งที่สอง
(จริงๆ หากมีอาการควรโทรขอเลื่อนนัดไปพบแพทย์ดีกว่าค่ะ)
ล่าสุด วันที่ 22 มิถุนายน 60
ไปโรงพยาบาล ตั้งแต่ 7.30 ด้วยความที่นอนไม่หลับค่ะ
ถึงดรงพยาบาลคราวนี้ ขึ้นไปที่ตึกภปร.ชั้น 12 ยื่นใบนัด รอชั่งน้ำหนักวัดความดัน
และรอเรียกตรวจเหมือนเดิมค่ะ
เราได้ตรวจคิวแรก ค่ะ ตรวจตอนประมาณ 10 โมง
คราวนี้เจอหมอผู้ชายค่ะ หมอเริ่มการรักษาโดยการถามว่า มีอาการอย่างไร
บวกกับอ่านจากประวัติการรักษาครั้งก่อน เราก็ตอบไปตามความจริง
พร้อมทั้งบอกด้วยว่าคราวที่แล้วทำยาหาย หมอไม่ได้ว่าอะไรค่ะ
ก็เล่าไปตามความจริง หมอจะถามว่า เหตุการณ์เป็นมาอย่างไร
มีอาการแบบไหนเวลาดิ่งสุดเป็นอย่างไร มีอาการอะไรร่วมด้วยบ้าง
บลาๆๆ คราวนี้เราคุยกับหมออยู่ชั่วโมงนิดๆค่ะ
ความรู้สึกครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน ตรงที่รู้สึกได้ถึงความใส่ใจในการรักษา
ร้องไห้น้ำตาซึมนิดหน่อยแต่ไม่ปล่อยโฮ
จนสรุป หมอวินิจฉัยว่า.. เป็นโรคซึมเศร้า แน่ๆ
และยังมีอาการเสี่ยงเป็นไบโพลาร์ด้วย
ยังคงต้องสังเกตุอาการและดูอาการต่อไปหลังจากทานยาไปประมาณสองอาทิตย์
คราวนี้เราเสียค่ารักษาเพียงแค่ 167 บาทเองค่ะ
ได้ยามาสองตัว ทานประมาณสองอาทิตย์และไปพบแพทย์ใหม่ตามที่นัด
หมอบอกว่าให้เจาะเลือดเพื่อเช็คว่าเป็นโรคไรอยด์ หรือโรคต่างๆหรือไม่
เพราะหากเป็นไบโพล่าร์จะต้องรับยาตัวใหม่ ที่จะต้องจัดยาให้ตรงกับอาการและ
จัดยาให้ได้รับผลข้างเคียงกับโรคที่แฝงอยู่ในร่างกายต่างๆด้วยค่ะ
เลยต้องเสียค่าเจาะเลือดไปอีก 1300 จะมีใบเจาะเลือดมาให้เราพร้อมกับใบรับยา
สามารถไปชำระเงินและเจาะเลือดได้ที่ชั้น4ตึกภปร.ค่ะ
หมอแนะนำว่า พยายามสังเกตุอาการตัวเองเรื่อยๆ
การรู้ตัวเองการยอมรับว่าเป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้น่ากลัว
ตอนนี้เราเริ่มออกกำลังกายมาสักพัก หมอบอกว่าดีมาก
เพราะเหมือนเป็นการไปตัดวงจรของโรคไม่ให้เกิดอย่างสมบูรณ์
พยายามทานยา และพักผ่อนตามแพทย์สั่ง
จะได้ดีขึ้นไวๆ
------------------------------------------------------
เราอยากขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังเผชิญโรคซึมเศร้า
ผู้ที่ต้องดูแลคนที่เป็นโรคซึมเศร้า และคนที่กำลังสงสัยว่า
มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า นะคะ
การหาหมอเป็นเพียงหนึ่งส่วนที่จะทำให้เราดีขึ้น
แต่ตัวเราเองก็ต้องเปิดใจและอย่ากลัวว่ารอบข้างจะคิดเช่นไร
ตอนนี้คนรอบข้างเราทราบค่ะ ว่าเราเป็นโรคซึมเศร้า
สิ่งที่สังเกตุได้ว่า คนรอบข้างให้กำลังใจเรามากขึ้น
เข้าใจเรามากขึ้นกับบางเรื่องที่เราเป็น
เราได้รับกำลังใจมาจาก เพจที่มีกลุ่มคนที่เป็นโรคซึมเศร้า
ซึ่งเรารู้สึกดีที่เราได้รับกำลังใจจากตรงนั้น และการส่งต่อกำลังใจก็เป็นเรื่องสำคัญ
เราเลยตัดสินใจมาแชร์ประสบการณ์ของเราในนี้
เผื่อว่ามีใครที่กลัว หรือลังเลใจที่จะไปพบแพทย์
ให้กล้าก้าวข้ามความกลัวนั้นค่ะ
อย่าไปกลัวค่ะเพราะเราจะผ่านความเศร้าไปด้วยกัน
ขอบคุณนะคะที่อ่านมาจจบหวังว่าเรื่องของเรา
คงจะเป็นประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อยนะคะ
สวัสดีค่ะ
แชร์ประสบการณ์ เมื่อฉันตัดสินใจเป็น ผู้ป่วยแผนก "จิตเวช"
กระทู้นี้ตั้งขึ้นเพื่อ แชร์ประสบการณ์การเข้าพบแพทย์ในฐานะผู้ป่วย "โรคซึมเศร้า"
เพื่อเป็นข้อมูล และ ช่วยให้การตัดสินใจของผู้ที่กำลังศึกษาหาข้อมูลตัดสินใจไปพบแพทย์ได้ง่ายขึ้น
บอกก่อนว่าหากให้ข้อมูลขาดตกบกพร่องอย่างไรต้องขออภัยไว้ด้วยนะคะ
แนะนำตัวคราวๆก่อนเลยค่ะ
เราเป็นผู้หญิงวัย 32 เกิดมาในครอบครัวใหญ่ แต่เราไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ค่ะ
ตั้งแต่เกิดมาก็เจอปัญหาในเรื่องของการตบตี ทารุณ จากญาติ อยู่บ่อยๆ
ตั้งแต่การ.. ถูกฟาดด้วยมือ ไม้มะยม เข็มขัด มีดดาบพลาสติก ไม้ตะพด
ไม่เมตรวัดผ้า หรือการเป็นที่ระบายอารมณ์จากคนที่โตกว่า ด้วยการตบตี
แกล้ง ไม่ให้เล่นด้วย และต่างๆนาๆ
ตอนเด็กๆ ได้แต่อดทนค่ะ พอเริ่มโตมาก็มีเรื่องทะเลาะกับที่บ้านอยู่บ่อยๆ
จนช่วงอายุ 15 ทุกครั้งที่โดนหาเรื่องคุณย่าจะแก้ปัญหาด้วยการ
ให้เราหนีออกไปอยู่บ้านเพื่อน เพื่อไม่ให้คนในบ้านทำร้าย
จนกระทั้ง.. เกิดเหตุการณ์ ที่ทำให้ฆ่าตัวตายครั้งแรก สมัยอายุ 18 ปี
(ตรงนี้ไม่ขอเล่าเหตุจูงใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นนะคะ แต่ไม่ได้มาจากครอบครัว หรือความรัก หรือยาเสพย์ติดแต่อย่างใดค่ะ)
ผ่านตรงจุดนั้นมาก็ใช้ชีวิตแบบเดิมๆมาตลอด
คราวนี้ที่บ้านก็เริ่มไม่ค่อยดี พ่อแม่เรามีปัญหากันค่ะจนกระทั่งแยกทางกันในที่สุด
เรากลายเป็นเด็กบ้านแตกพ่ออยู่ทาง แม่อยู่ทาง เราไปอยู่กับแม่สักพัก แต่แม่ก็ไปทำงานไม่ได้อยู่บ้านค่ะ
หลังจากนั้นน้องสาวก็มาอยู่ด้วย แล้วก็มีเรื่องราวให้ต้องมีปัญหาอีกครั้ง
คราวนี้กลายเป็นว่าทั้งเรื่องครอบครัว เพื่อน ความรัก และปัญหาทุกอย่างเข้ามาสุมที่เรา
ในเวลาเดียวกัน จนรู้สึกว่า ไม่ไหวละ ไม่อยากเป็นภาระใครแล้ว
เหนื่อยล้า ถ้าไม่มีเราคนอื่นๆคงรู้สึกดี ตัดสินใจวางแผนฆ่าตัวตายอีกครั้ง
แต่..ก็โดนจับส่งโรงพยาบาลรอดมาได้เหมือนเดิม
วันนั้นตื่นขึ้นมา เห็นปู่ พ่อ และหลายๆคนที่รักเราอยู่รอบๆเตียง
สิ่งแรกที่รู้สึกคือ เสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปค่ะ และคิดว่าเราไม่อยากเป็นแบบนี้
ไม่อยากฆ่าตัวตายอีกแล้ว และจะไม่ทำอีก จากการที่เราฆ่าตัวตายสองรอบ
ไม่ได้พบจิตแพทย์นะคะ เพราะจะไม่ยอมอยู่โรงพยาบาล ฟื้นขึ้นมาาการดีขึ้น
ก็ขออออกจากโรงพยาบาลเลย
หลังจากนั้นก็มาอยู่กับคุณอา
ปัญหาในชีวิตก็มีมาให้เครียดเรื่อยๆ
เรื่องงาน เงิน เรื่องคนรอบข้าง เรื่องความรัก
เรื่องครอบครัว มีเข้ามาเรื่อยๆ แต่ก็ได้แต่อดทนค่ะ
เราตัดสินใจออกมาอยู่คนเดียวใช้ชีวิตคนเดียวค่ะ
มีบ้างที่เครียดหนักๆร้องไห้ติดต่อกันหลายวัน
เครียดจนทำงานไม่รู้เรื่อง เครียดจนไม่รู้ว่าเครียดเรื่องอะไร
เป็นแบบนี้จน มีการทำร้ายตัวเองโดยการจิก หรือดึงผม
หรืออะไรก็ตามแต่ที่ทำได้ตอนนั้น
สักพักเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ไหวละ เราจะทำยังไง
ถ้าเป็นบ่อยๆ อยู่คนเดียวอาจจะฆ่าตัวตายได้
เลยนังทบทวนตัวเองว่าเอ้ยเราต้องดูแลตัวเองนะ
พยายามหาอะไรที่ทำแลวมีความสุข ความสุขอยู่ตรงไหน
ให้เเอาตัวเองไปอยู่ตรงนั้น เป็นแบบนี้มาหลายปีค่ะ
อาการดีขึ้นเป็นพักๆ แต่ก็ไม่ค่อยเกิดเหตุการทำร้ายตัวเองเท่าไหร่
เวลาเครียดจะออกไปข้างนอกค่ะ จะไม่พยายามอยู่คนเดียว
หรือทำอาหาร ถ่ายรูป บ้าง
จนกระทั่งล่าสุด เมื่อเดือนพฤภาคม 60 เกิดปัญหาเกี่ยวกับครอบครัวอีก
มันทำให้อาการต่างๆกลับมาแบบที่ว่า ร้องไห้ติดกันตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นยันหลับ4-5วันติดกัน
นอนไม่หลับชนิดที่ว่าไม่หลับเลย ถ้าหลับก็จะไม่สนิท สะดุ้งตื่น วตกกังวล
เริ่มรู้ตัวแล้วว่าอาการไม่ดี เพื่อนที่เป็นหมอเลยมัดมือชกมารับไปหาหมอ
เข้าเรื่องเลยนะคะ
วันที่ 18 พฤษภาคม 60 เราเริ่มติดต่อ ทางโทรศัพท์ ตัดสินใจว่าจะเข้าพบแพทย์ให้เร็วที่สุด
โทรถามที่ โรงพยาบาลรามา (คลินิกนอกเวลา) รอคิวอยู่ที่ประมาณเดือนนึง เวลาปกติ ประมาณ 2 เดือนค่ะ (สามารถโทรแจ้งนัดเวลาได้ค่ะ)
โทรถามที่ โรงพยาบาลจุฬา (คลิกนิกนอกเวลา) รอคิวประมาณ 2-3 อาทิตย์ เวลาปกติ ให้ติดต่อกับทางโรงพยาบาลที่ตึกภปร.ชั้น1ค่ะ
สรุปเราเลือกที่โรงพยาบาลจุฬา คลินิกนอกเวลาค่ะ พยาบาลจะแจ้งว่า เราเข้าพบหมอวันที่เท่าไหร่ คุณหมอชื่ออะไร และแจ้งเลขที่นัดค่ะ
วันที่ 5 มิถุนายน 60 เราไปถึงโรงพยาบาล 15.00น. คลิกนิกนอกเวลาจะเปิดให้ทำบัตรตอนประมาณ 16.30 นะคะ
ให้เราไปทำบัตรผู้ปวยใหม่ ที่ชั้น1ตึกภปร. โดยการเขียนใบสีเขียว และหยิบบัตรคิวสีชมพูหน้าเค้าเตอร์ 9 หรือ 10 นี่แหละค่ะ
เพื่อรอเรียกคิว หลังจากนั้นแจ้งชื่อเลขที่นัด และ ใช้เวลาทำบัตรอยู่ที่ประมาณ 1 ชั่วโมงโดยประมาณ เราก็จะได้ใบนัด พร้อมบัตรประจำตัวเรียบร้อย
หลังจากนั้น ก็กดลิฟท์ขึ้นไปชั้น 12 (ตึกภปร.) เลยค่ะ
ขึ้นไปยื่นใบนัด รอแฟ้มประมวันติประมาณครึ่งชั่วโมง
วัดความดัน ชั่งน้ำหนักตามปกติค่ะ
หลังจากนั้นก็รอพบแพทย์
เริ่มการรักษา โดยการที่แพทย์จะให้เราเล่าเรื่องทุกอย่าง
เราก็เล่าตามจริง ย้ำนะคะว่าตามจริง อย่าโกหกหมกเม็ดใดๆ
เพื่อการรักษาที่ได้ผลดีมากที่สุด อยากจะร้องก็ร้องไห้ออกมาเลยค่ะ
จำไ้ว่าวันแรกเล่าไปร้องไห้ไป น้ำหูน้ำตาไหล หนักมาก
คุยกันอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ
หมอก็บอกว่าเดี๋ยวหมอจะจ่ายยา อะไรทานได้เมื่อไหร่อย่างไร
ครั้งแรกไปหมอบอกว่ารอบหน้ามาจะนัดหมอที่เหมาะกับการรักษาของเราให้มากขึ้น
หมอแนะนำให้เราเข้าพบเวลาทำการปกติค่ะเพื่อ จะได้รับการรักษาได้อย่างเต็มที่
และ เหมาะสมกับเรามากกว่า เราได้ยาฟลูลอกซ์ มา10เม็ด
ครั้งนั้นค่ารักษาอยู่ที่ 960 บาทค่ะ
เรากลับมา ทานยาได้ แค่วันเดียวค่ะ ยาหายทั้งแผงเลย
ไม่มีเวลาไปเอายาใหม่
หลังจากนั้นก็มีอาหารร้องไห้หนักๆ ติดต่อกันอีกสามสี่วัน คราวนี้ ข้าวไม่ทานเลย
กินต่น้ำเปล่า เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ร้องไห้อย่างเดียว
ทำร้ายตัวเองอีกแล้วค่ะ อดทนรอจนกระทั่งหาหมอ ครั้งที่สอง
(จริงๆ หากมีอาการควรโทรขอเลื่อนนัดไปพบแพทย์ดีกว่าค่ะ)
ล่าสุด วันที่ 22 มิถุนายน 60
ไปโรงพยาบาล ตั้งแต่ 7.30 ด้วยความที่นอนไม่หลับค่ะ
ถึงดรงพยาบาลคราวนี้ ขึ้นไปที่ตึกภปร.ชั้น 12 ยื่นใบนัด รอชั่งน้ำหนักวัดความดัน
และรอเรียกตรวจเหมือนเดิมค่ะ
เราได้ตรวจคิวแรก ค่ะ ตรวจตอนประมาณ 10 โมง
คราวนี้เจอหมอผู้ชายค่ะ หมอเริ่มการรักษาโดยการถามว่า มีอาการอย่างไร
บวกกับอ่านจากประวัติการรักษาครั้งก่อน เราก็ตอบไปตามความจริง
พร้อมทั้งบอกด้วยว่าคราวที่แล้วทำยาหาย หมอไม่ได้ว่าอะไรค่ะ
ก็เล่าไปตามความจริง หมอจะถามว่า เหตุการณ์เป็นมาอย่างไร
มีอาการแบบไหนเวลาดิ่งสุดเป็นอย่างไร มีอาการอะไรร่วมด้วยบ้าง
บลาๆๆ คราวนี้เราคุยกับหมออยู่ชั่วโมงนิดๆค่ะ
ความรู้สึกครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน ตรงที่รู้สึกได้ถึงความใส่ใจในการรักษา
ร้องไห้น้ำตาซึมนิดหน่อยแต่ไม่ปล่อยโฮ
จนสรุป หมอวินิจฉัยว่า.. เป็นโรคซึมเศร้า แน่ๆ
และยังมีอาการเสี่ยงเป็นไบโพลาร์ด้วย
ยังคงต้องสังเกตุอาการและดูอาการต่อไปหลังจากทานยาไปประมาณสองอาทิตย์
คราวนี้เราเสียค่ารักษาเพียงแค่ 167 บาทเองค่ะ
ได้ยามาสองตัว ทานประมาณสองอาทิตย์และไปพบแพทย์ใหม่ตามที่นัด
หมอบอกว่าให้เจาะเลือดเพื่อเช็คว่าเป็นโรคไรอยด์ หรือโรคต่างๆหรือไม่
เพราะหากเป็นไบโพล่าร์จะต้องรับยาตัวใหม่ ที่จะต้องจัดยาให้ตรงกับอาการและ
จัดยาให้ได้รับผลข้างเคียงกับโรคที่แฝงอยู่ในร่างกายต่างๆด้วยค่ะ
เลยต้องเสียค่าเจาะเลือดไปอีก 1300 จะมีใบเจาะเลือดมาให้เราพร้อมกับใบรับยา
สามารถไปชำระเงินและเจาะเลือดได้ที่ชั้น4ตึกภปร.ค่ะ
หมอแนะนำว่า พยายามสังเกตุอาการตัวเองเรื่อยๆ
การรู้ตัวเองการยอมรับว่าเป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้น่ากลัว
ตอนนี้เราเริ่มออกกำลังกายมาสักพัก หมอบอกว่าดีมาก
เพราะเหมือนเป็นการไปตัดวงจรของโรคไม่ให้เกิดอย่างสมบูรณ์
พยายามทานยา และพักผ่อนตามแพทย์สั่ง
จะได้ดีขึ้นไวๆ
------------------------------------------------------
เราอยากขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังเผชิญโรคซึมเศร้า
ผู้ที่ต้องดูแลคนที่เป็นโรคซึมเศร้า และคนที่กำลังสงสัยว่า
มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า นะคะ
การหาหมอเป็นเพียงหนึ่งส่วนที่จะทำให้เราดีขึ้น
แต่ตัวเราเองก็ต้องเปิดใจและอย่ากลัวว่ารอบข้างจะคิดเช่นไร
ตอนนี้คนรอบข้างเราทราบค่ะ ว่าเราเป็นโรคซึมเศร้า
สิ่งที่สังเกตุได้ว่า คนรอบข้างให้กำลังใจเรามากขึ้น
เข้าใจเรามากขึ้นกับบางเรื่องที่เราเป็น
เราได้รับกำลังใจมาจาก เพจที่มีกลุ่มคนที่เป็นโรคซึมเศร้า
ซึ่งเรารู้สึกดีที่เราได้รับกำลังใจจากตรงนั้น และการส่งต่อกำลังใจก็เป็นเรื่องสำคัญ
เราเลยตัดสินใจมาแชร์ประสบการณ์ของเราในนี้
เผื่อว่ามีใครที่กลัว หรือลังเลใจที่จะไปพบแพทย์
ให้กล้าก้าวข้ามความกลัวนั้นค่ะ
อย่าไปกลัวค่ะเพราะเราจะผ่านความเศร้าไปด้วยกัน
ขอบคุณนะคะที่อ่านมาจจบหวังว่าเรื่องของเรา
คงจะเป็นประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อยนะคะ
สวัสดีค่ะ