มรรค มีทั้งมิจฉามรรค และสัมมามรรค
คนที่ไม่มีทุกข์ก็ไม่หามรรค ไม่คิดถึงมรรค ไม่รู้จักมรรค
คนที่ทุกข์ ไประบายทุกข์ ทางที่ผิด ก็เกิดมิจฉามรรค เกิดมิจฉาฑิฐิ
คนที่ทุกข์ ต้องการพ้นทุกข์ เข้าหาศาสนา ที่สอนการพ้นทุกข์ เกิดสัมมามรรค เกิดสัมมาฑิฐิ
มรรคตัวอื่นก็ยังไม่เป็นสัมมามรรค สมาธิ สติ ก็ยังมีมิจฉาสมาธิ มิจฉา สติอยู่
เพราะ เจือปนไปด้วยกิเลส ด้วยกามา ราคะ ตัณหา
เมื่อปฏิบัติ กรรมฐาน จิตเป็นฌาน จึงเกิด สัมมาสมาธิ สัมมาสติ
เพราะ จิตมีฌาน จะ ระงับ นิวรณ์5 ระงับ กิเลส กามาราคะ ตัณหาได้
สัมมามรรคองค์อื่นก็เกิดตาม
มรรคจะเห็นได้ จะต้องรู้จักกำหนดทุกข์ให้ได้ก่อน
และจะต้องเห็นชอบ คิดชอบ ความเพียรชอบ ทำชอบ การงานชอบ วาจาชอบ สมาธิชอบ สติชอบ
ก็มีสัมมามรรคครบองค์8
เห็นทุกข์ จึงเห็นมรรค
คนที่ไม่มีทุกข์ก็ไม่หามรรค ไม่คิดถึงมรรค ไม่รู้จักมรรค
คนที่ทุกข์ ไประบายทุกข์ ทางที่ผิด ก็เกิดมิจฉามรรค เกิดมิจฉาฑิฐิ
คนที่ทุกข์ ต้องการพ้นทุกข์ เข้าหาศาสนา ที่สอนการพ้นทุกข์ เกิดสัมมามรรค เกิดสัมมาฑิฐิ
มรรคตัวอื่นก็ยังไม่เป็นสัมมามรรค สมาธิ สติ ก็ยังมีมิจฉาสมาธิ มิจฉา สติอยู่
เพราะ เจือปนไปด้วยกิเลส ด้วยกามา ราคะ ตัณหา
เมื่อปฏิบัติ กรรมฐาน จิตเป็นฌาน จึงเกิด สัมมาสมาธิ สัมมาสติ
เพราะ จิตมีฌาน จะ ระงับ นิวรณ์5 ระงับ กิเลส กามาราคะ ตัณหาได้
สัมมามรรคองค์อื่นก็เกิดตาม
มรรคจะเห็นได้ จะต้องรู้จักกำหนดทุกข์ให้ได้ก่อน
และจะต้องเห็นชอบ คิดชอบ ความเพียรชอบ ทำชอบ การงานชอบ วาจาชอบ สมาธิชอบ สติชอบ
ก็มีสัมมามรรคครบองค์8