เห็นมีกระแสเรื่องการเลี้ยงลูกกำลังมาแรง...เลยอยากจะแบ่งปันความเห็นบ้างครับ
.............................................................................................................................
ต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่า ตนเองยังไม่มีลูก แต่ทำงานเกี่ยวกับจิตใจคน และได้คุยกับคนมามากมายหลากหลาย อีกทั้งช่วงอายุที่แตกต่างกัน
ผนวกกับความรู้ที่ได้รับจากครูบาอาจารย์ครับ
อาจารย์ของผมท่านหนึ่งได้เคยกล่าวไว้ว่า "มนุษย์" เป็น "สิ่งมีชีวิต" ที่ยากจะทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ....
แต่ใช่ว่าเราจะไม่สามารถ "ศึกษา" พวกเขาหล่าวนี่ได้ ดังที่เห็นว่ามีทฤษฏีทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นมามากมายหลากหลายศาสตร์ เจ้าของทฤษฏีต่างศึกษา
และถอดรหัส ตีความ และหากใครเคยอ่านทฤษฏีต่างๆมาอย่างดีจะเห็นว่า แต่ละท่านจะกล่าวถึงมุมมองมนุษย์ที่เหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง เปลี่ยนคำเรียกบ้าง นิยามใหม่ๆบ้าง แต่ล้วนมีความจริงอยู่ในนั้นทั้งสิ้น..จนกระทั่งทฤษฏีถูกแบ่งมามากมาย อย่างเช่น จิตวิเคราห์ จิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาความรู้คิด จิตวิทยาประสาทวิทยา จิตวิทยามนุษยวิทยา และอื่นๆอีกมากมาย ..
จากทฤษฏีแนวความคิดที่มากมาย และลองนำมาประยุกต์คิดดูว่า หากเราจะนำมาเลี้ยงลูกเรา .. เราควรทำ หรือ ใช้อะไรดีที่สุด
.............................
.............................คำตอบคือ.......................................
ไม่มีอะไรที่ดีที่สุด และ ถูกต้องที่สุด...
.........ข้อความต่อจากนี้เป็นความเห็น และประสบการณ์สวนตัว ผนวกกับองค์ความรู้อันน้อยนิดของผมครับ ^___^)......
"หากศึกษาจิตใจมนุษย์ควรศึกษาในลักษณะความเป็นมา หรือ เรียกว่า dynamic แล้วเราจะรู้ที่ไปที่มาของพฤติกรรม ความคิดของคนๆนั้นได้
แล้วยิ่งเรารู้ที่มาที่ไปของคนมากขึ้น เราจะรู้ว่า ชีวิตมันมาถึงตรงนี้ได้อย่างไร และที่สำคัญเราต้องย้อนกลับมาดูความเป็นไปเป็นมาของเราด้วย
และเมื่อเรารู้ที่ไปที่มาของเรา เราจะรู้ว่าอะไรคือ อคติในใจเราบ้าง...."
คราวนี้เข้าเรื่องซักที5555
ต้องเข้าใจว่า มนุษย์ รับรู้ตลอดเวลา แม้ว่ายามตื่นหรือ หลับ เด็กเช่นกัน พวกเขารับรู้ทางอื่นๆ เช่น การมอง การฟัง การสัมผัส ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ และ ความคิดของพวกเขามาก และที่สำคัญ มันส่งผลต่อพวกเขามากกว่าการสอนด้วยคำพูด หรือ ทางภาษาเสียอีก (เพราะเราพูดน้อยกว่าการกระทำ) ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่ที่ไม่มีระเบียบ แต่พยายามจะสอนระเบียบแก่ลูกๆของเขา ก็เป็นไปได้ว่า พวกเขาอาจเรียนรู้ความไม่เป็นระเบียบทางการมองเห็น ความเป็นส่วนใหญ่ของการรับรู้ทางการมองของพวกเขา ไม่ว่าการที่พ่อแม่หยิบของ และวางไม่เป็นที เดินหาไปมา อยู่ที่ไหนก็วางที่นั้น หรือ แม้กระทั่งท่าทางนั่งหรือ นอน เด็กๆของคุณจะลอกเรียนพฤติกรรมพวกนั้นแทนมากกว่าคำพูดเสียอีก หรือ เวลาคุณกินอะไรอร่อย เด็กจะเรียนรู้จากท่าทางของคุณ และ จินตนาการว่ามันอร่อยตาม และมันทำให้เด็กอยากกินสิ่งนั้นตามด้วย (แม้ว่ามันจะไม่อร่อยเมื่อกินก็ตาม) และสิ่งต่างๆเหล่านี้แหละที่เราเรียกว่า "สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก" และ "การเรียนรู้"
จะเห็นได้ว่า "สิ่งแวดล้อม" นั้นส่งผลต่อเด็กๆขนาดไหน!!!!
เพราะฉะนั้นไม่แปลก ลองคิดดูนะครับว่า ทำไม พ่อแม่ที่เป็นหมอ ลูกของพวกเขาส่วนหนึ่งจึงเป็นหมอ (แต่ไม่ใช่ 100%) เพราะ (ลองคิดตามนะครับ) รอบตัวเขามีอะไร เป็นอะไร (ตอบคือ หนังสือ, โปสเตอร์ร่างกาย, คำสอนพ่อแม่ที่เป็นหมอ, เครื่องใช้ต่างๆทางการแพทย์ หรือ คลินิกที่ทำงานเป็นต้น) พูดง่ายๆคือ "ฐานข้อมูล" ส่วนใหญ่ในการรับรู้ของเด็กๆ จะอุดมไปด้วย "สิ่งแวดล้อมแพทย์" ในกรณี "ฐานข้อมูล" ที่กล่าวถึงนี้ จะเห็นได้ว่า เด็กๆในต่างประเทศ เช่น อเมริกา หรือ ญ่ปุ่น ที่เขามักจะมีโรงรถ โรงไม้ เครื่องมือต่างๆที่ พ่อแม่มักจะทำ หรือ ประกอบอาชีพ (อย่างที่เห็นในหนัง) พวกเขาจะโตมากับการได้สัมผัสเครื่องมือเหล่านี้มามากกว่าคนที่ไม่มี .... พวกเขาจึงอาจมีความเชียวชาญมากกว่าเด็กทั่วไปได้ไงครับ...
แต่ตัวแปล "ฐานข้อมูล" นั้นยังไม่เพียงพอสำหรับจะทำให้เด็กคนนั้นเดินตามทางเดินของพ่อแม่ เพราะ ถามว่ามีไหมที่พ่อแม่เป็นแพทย์ แล้วลูกไม่ได้เป็นแพทย์ คำตอบคือ มีครับ หรือ พ่อแม่ที่ไม่ได้เป็นแพทย์ แต่ลูกกลับเป็นแพทย์ได้ ...... เพราะฉะนั้น จึงสรุปได้ว่า มีตัวแปลบางอย่างที่ยังไม่ครบนั้นเอง แล้วอะไรละที่มันยังไม่ครบ ...... คำตอบตรงนี้มีหลายคำตอบมากครับ ... การบังคับก็เป็นอีกคำตอบที่ทำให้เด็กเป็นอาชีพอะไรตามที่พ่อแม่ต้องการ แต่เราก็น่าจะรู้ดีว่า นั้นเกิดจากการบังคับ และพวกเขาก็อาจจะต้องทำตาม หาใช่ความต้องการของเขาเอง....
แต่ครั้งนี้ผมจะขอกล่าวถึงตัวแปลที่เรียกว่า "ความสัมพันธ์" มันคือตัวแปลที่จะทำให้เด็ก "เลือก" ที่จะ "เดิน" เข้ามา หรือ จากไป .... ใช่ครับ ..ลองคิดตามนะครับ (อย่าพึ่งงงนะ 555) หากลูกเห็นพ่อตรวจคนไข้ ลูกเห็นสีหน้าพ่อจริงจัง และเป็นมิตรกับคนไข้ จากนั้น พ่อแบ่งเวลามามองลูก และ เข้ามาโอบกอดลูก เล่นกับลูก ให้ความสำคัญกับลูก และ งานสลับกันไป ลูกจะไม่คิดว่า "งาน" แย่ง "พ่อ" ไปจากเขา แต่ลูกกลับเป็นส่วนหนึ่งกับงานของพ่อ การรับรู้นี้ ถูกกระทำอย่างต่อเนื่องเป็นส่วนใหญ่ และแปลเปลี่ยนเป็นความทรงจำที่ประทับใจในตัวเด็กคนหนึ่ง จึงเกิดการพยายามลอกเลียนความเป็นพ่อของเขา (Identification) เด็กคนนี้จึงอาจเป็นแพทย์ได้ง่ายกว่าคนอื่น เพราะ มีสิ่งแวดล้อมที่เป็น "ฐานข้อมูล" เรื่องวิชาการทางการแพทย์มากมาย รวมถึง "ความสัมพันธ์" ที่ดีกับพ่อ ทำให้ลูกจึงรู้สึก "อยากเรียนรู้" วิชาแพทย์ และ "อยาก" เป็นแพทย์ตามพ่อได้นั้นเอง
กลับกัน หาก พ่อตรวจคนไข้ และหันมามองลูกด้วยสายตารำคาญ จากนั้นตะโกนบอกผู้ช่วยว่า "ใครปล่อยให้ลูกเข้ามาในนี้!!!" เหตุการณ์นี้เกิดความสัมพันธ์ทางลบกับเด็ก และเป็นไปได้ว่า เด็กอาจจะปฏิเสธอาชีพที่แย่งพ่อของเขาไปได้ ...
และนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่เล็กมากๆ (แต่ส่งผลอย่างมาก) ในชีวิตคนคนหนึ่ง ซึ่งมันเต็มไปด้วยรายละเอียดที่นั่งพิมพ์กันเกินกว่าหมื่นๆตัวอักษรก็บรรยายไม่หมดครับ
จะเห็นว่า ไม่ง่ายเลยครับที่จะเลี้ยงเด็กซักคนหนึ่ง
จากทั้งหมดเราจึงสามารถสรุปคร่าวๆว่า หากอยากให้เขาเป็นอะไร เพียงแค่เสริมสิ่งแวดล้อมที่เอื้อแก่ตัวเขาเข้าไปผนวกกับมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กๆ"อย่างต่อเนื่อง" จากนั้นมีความเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะเดินตามทางที่คุณปรารถนาได้ (มีความเป็นไปได้เท่านั้นนะครับ เพราะ เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้ 100%) ทั้งหมดนี้ต้องไม่ใช่การตีความฝ่ายเดียวของพ่อแม่ที่เรียกว่า "ความสัมพันธ์ที่ดี" นะครับ เพราะ ความสัมพันธ์ที่ดี ต้องดีจริง และมันจะก่อเกิดความสร้างสรรค์ และความรู้สึกทางบวก (สังเกตแววตาเด็กๆได้ว่าเขามีความสุขหรือกังวล)
แม้คุณพ่อคุณแม่จะเป็น หรือ ไม่เป็นอาชีพอะไร เรียนมาสูงหรือ ไม่สูง แต่เมื่อความสัมพันธ์ที่ดีแท้จริงเกิดขึ้น ลูกๆของพวกเขาจะกล้าเดินในเส้นทางที่สร้างสรรค์ และ รักพวกคุณ ให้เกียติสิ่งมีชีวิตอื่นๆ แม้เขาจะเป็นอะไรก็ตาม เขาจะเป็นคนรักตัวเอง และ รักเพื่อนร่วมโลก และ "ความสัมพันธ์" อาจเป็นบันไดขั้นแรกๆที่มีความ "สำคัญ" อย่างมากในการเลี้ยงสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือ สิ่งอื่นๆก็ตาม แต่แม้จะเสมือนบันไดก้าวแรก แต่ บันไดก้าวแรกยังมีอีกหลายอัน และยังมีอีกหลายขั้น มีรายละเอียดมากมายนักจนความเห็นส่วนตัวของผมมองว่า เกินกว่าความรู้ของคนคนเดียวจะเรียนรู้ได้หมด เพราะฉะนั้น เราควรมีมิตรที่ดี และมีความรู้ หรือ มั่นหาความรู้ และการสังเกตเรียนรู้เพิ่มเติมเสมอครับ
สุดท้ายครับ การจะมี "ความสัมพันธ์" ที่ดีได้ จิตใจ ความรู้ ความมั่นคงทางอารมณ์ และ ทัศนคติที่ดี ของพ่อแม่จึงเป็นสิ่งสำคัญครับ และส่วนใหญ่สามารถทำได้ดีเพียงคุณหายใจลึกๆ ใจเย็นๆ นะครับ ^___^) จบแหละ555
ปล. หากผมพิมพ์อะไรผิดไป ต้องขอโทษด้วยนะครับ TT__T)
ความเห็นเรื่องการเลี้ยงลูก.....
.............................................................................................................................
ต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่า ตนเองยังไม่มีลูก แต่ทำงานเกี่ยวกับจิตใจคน และได้คุยกับคนมามากมายหลากหลาย อีกทั้งช่วงอายุที่แตกต่างกัน
ผนวกกับความรู้ที่ได้รับจากครูบาอาจารย์ครับ
อาจารย์ของผมท่านหนึ่งได้เคยกล่าวไว้ว่า "มนุษย์" เป็น "สิ่งมีชีวิต" ที่ยากจะทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ....
แต่ใช่ว่าเราจะไม่สามารถ "ศึกษา" พวกเขาหล่าวนี่ได้ ดังที่เห็นว่ามีทฤษฏีทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นมามากมายหลากหลายศาสตร์ เจ้าของทฤษฏีต่างศึกษา
และถอดรหัส ตีความ และหากใครเคยอ่านทฤษฏีต่างๆมาอย่างดีจะเห็นว่า แต่ละท่านจะกล่าวถึงมุมมองมนุษย์ที่เหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง เปลี่ยนคำเรียกบ้าง นิยามใหม่ๆบ้าง แต่ล้วนมีความจริงอยู่ในนั้นทั้งสิ้น..จนกระทั่งทฤษฏีถูกแบ่งมามากมาย อย่างเช่น จิตวิเคราห์ จิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาความรู้คิด จิตวิทยาประสาทวิทยา จิตวิทยามนุษยวิทยา และอื่นๆอีกมากมาย ..
จากทฤษฏีแนวความคิดที่มากมาย และลองนำมาประยุกต์คิดดูว่า หากเราจะนำมาเลี้ยงลูกเรา .. เราควรทำ หรือ ใช้อะไรดีที่สุด
.............................
.............................คำตอบคือ.......................................
ไม่มีอะไรที่ดีที่สุด และ ถูกต้องที่สุด...
.........ข้อความต่อจากนี้เป็นความเห็น และประสบการณ์สวนตัว ผนวกกับองค์ความรู้อันน้อยนิดของผมครับ ^___^)......
"หากศึกษาจิตใจมนุษย์ควรศึกษาในลักษณะความเป็นมา หรือ เรียกว่า dynamic แล้วเราจะรู้ที่ไปที่มาของพฤติกรรม ความคิดของคนๆนั้นได้
แล้วยิ่งเรารู้ที่มาที่ไปของคนมากขึ้น เราจะรู้ว่า ชีวิตมันมาถึงตรงนี้ได้อย่างไร และที่สำคัญเราต้องย้อนกลับมาดูความเป็นไปเป็นมาของเราด้วย
และเมื่อเรารู้ที่ไปที่มาของเรา เราจะรู้ว่าอะไรคือ อคติในใจเราบ้าง...."
คราวนี้เข้าเรื่องซักที5555
ต้องเข้าใจว่า มนุษย์ รับรู้ตลอดเวลา แม้ว่ายามตื่นหรือ หลับ เด็กเช่นกัน พวกเขารับรู้ทางอื่นๆ เช่น การมอง การฟัง การสัมผัส ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ และ ความคิดของพวกเขามาก และที่สำคัญ มันส่งผลต่อพวกเขามากกว่าการสอนด้วยคำพูด หรือ ทางภาษาเสียอีก (เพราะเราพูดน้อยกว่าการกระทำ) ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่ที่ไม่มีระเบียบ แต่พยายามจะสอนระเบียบแก่ลูกๆของเขา ก็เป็นไปได้ว่า พวกเขาอาจเรียนรู้ความไม่เป็นระเบียบทางการมองเห็น ความเป็นส่วนใหญ่ของการรับรู้ทางการมองของพวกเขา ไม่ว่าการที่พ่อแม่หยิบของ และวางไม่เป็นที เดินหาไปมา อยู่ที่ไหนก็วางที่นั้น หรือ แม้กระทั่งท่าทางนั่งหรือ นอน เด็กๆของคุณจะลอกเรียนพฤติกรรมพวกนั้นแทนมากกว่าคำพูดเสียอีก หรือ เวลาคุณกินอะไรอร่อย เด็กจะเรียนรู้จากท่าทางของคุณ และ จินตนาการว่ามันอร่อยตาม และมันทำให้เด็กอยากกินสิ่งนั้นตามด้วย (แม้ว่ามันจะไม่อร่อยเมื่อกินก็ตาม) และสิ่งต่างๆเหล่านี้แหละที่เราเรียกว่า "สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก" และ "การเรียนรู้"
จะเห็นได้ว่า "สิ่งแวดล้อม" นั้นส่งผลต่อเด็กๆขนาดไหน!!!!
เพราะฉะนั้นไม่แปลก ลองคิดดูนะครับว่า ทำไม พ่อแม่ที่เป็นหมอ ลูกของพวกเขาส่วนหนึ่งจึงเป็นหมอ (แต่ไม่ใช่ 100%) เพราะ (ลองคิดตามนะครับ) รอบตัวเขามีอะไร เป็นอะไร (ตอบคือ หนังสือ, โปสเตอร์ร่างกาย, คำสอนพ่อแม่ที่เป็นหมอ, เครื่องใช้ต่างๆทางการแพทย์ หรือ คลินิกที่ทำงานเป็นต้น) พูดง่ายๆคือ "ฐานข้อมูล" ส่วนใหญ่ในการรับรู้ของเด็กๆ จะอุดมไปด้วย "สิ่งแวดล้อมแพทย์" ในกรณี "ฐานข้อมูล" ที่กล่าวถึงนี้ จะเห็นได้ว่า เด็กๆในต่างประเทศ เช่น อเมริกา หรือ ญ่ปุ่น ที่เขามักจะมีโรงรถ โรงไม้ เครื่องมือต่างๆที่ พ่อแม่มักจะทำ หรือ ประกอบอาชีพ (อย่างที่เห็นในหนัง) พวกเขาจะโตมากับการได้สัมผัสเครื่องมือเหล่านี้มามากกว่าคนที่ไม่มี .... พวกเขาจึงอาจมีความเชียวชาญมากกว่าเด็กทั่วไปได้ไงครับ...
แต่ตัวแปล "ฐานข้อมูล" นั้นยังไม่เพียงพอสำหรับจะทำให้เด็กคนนั้นเดินตามทางเดินของพ่อแม่ เพราะ ถามว่ามีไหมที่พ่อแม่เป็นแพทย์ แล้วลูกไม่ได้เป็นแพทย์ คำตอบคือ มีครับ หรือ พ่อแม่ที่ไม่ได้เป็นแพทย์ แต่ลูกกลับเป็นแพทย์ได้ ...... เพราะฉะนั้น จึงสรุปได้ว่า มีตัวแปลบางอย่างที่ยังไม่ครบนั้นเอง แล้วอะไรละที่มันยังไม่ครบ ...... คำตอบตรงนี้มีหลายคำตอบมากครับ ... การบังคับก็เป็นอีกคำตอบที่ทำให้เด็กเป็นอาชีพอะไรตามที่พ่อแม่ต้องการ แต่เราก็น่าจะรู้ดีว่า นั้นเกิดจากการบังคับ และพวกเขาก็อาจจะต้องทำตาม หาใช่ความต้องการของเขาเอง....
แต่ครั้งนี้ผมจะขอกล่าวถึงตัวแปลที่เรียกว่า "ความสัมพันธ์" มันคือตัวแปลที่จะทำให้เด็ก "เลือก" ที่จะ "เดิน" เข้ามา หรือ จากไป .... ใช่ครับ ..ลองคิดตามนะครับ (อย่าพึ่งงงนะ 555) หากลูกเห็นพ่อตรวจคนไข้ ลูกเห็นสีหน้าพ่อจริงจัง และเป็นมิตรกับคนไข้ จากนั้น พ่อแบ่งเวลามามองลูก และ เข้ามาโอบกอดลูก เล่นกับลูก ให้ความสำคัญกับลูก และ งานสลับกันไป ลูกจะไม่คิดว่า "งาน" แย่ง "พ่อ" ไปจากเขา แต่ลูกกลับเป็นส่วนหนึ่งกับงานของพ่อ การรับรู้นี้ ถูกกระทำอย่างต่อเนื่องเป็นส่วนใหญ่ และแปลเปลี่ยนเป็นความทรงจำที่ประทับใจในตัวเด็กคนหนึ่ง จึงเกิดการพยายามลอกเลียนความเป็นพ่อของเขา (Identification) เด็กคนนี้จึงอาจเป็นแพทย์ได้ง่ายกว่าคนอื่น เพราะ มีสิ่งแวดล้อมที่เป็น "ฐานข้อมูล" เรื่องวิชาการทางการแพทย์มากมาย รวมถึง "ความสัมพันธ์" ที่ดีกับพ่อ ทำให้ลูกจึงรู้สึก "อยากเรียนรู้" วิชาแพทย์ และ "อยาก" เป็นแพทย์ตามพ่อได้นั้นเอง
กลับกัน หาก พ่อตรวจคนไข้ และหันมามองลูกด้วยสายตารำคาญ จากนั้นตะโกนบอกผู้ช่วยว่า "ใครปล่อยให้ลูกเข้ามาในนี้!!!" เหตุการณ์นี้เกิดความสัมพันธ์ทางลบกับเด็ก และเป็นไปได้ว่า เด็กอาจจะปฏิเสธอาชีพที่แย่งพ่อของเขาไปได้ ...
และนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่เล็กมากๆ (แต่ส่งผลอย่างมาก) ในชีวิตคนคนหนึ่ง ซึ่งมันเต็มไปด้วยรายละเอียดที่นั่งพิมพ์กันเกินกว่าหมื่นๆตัวอักษรก็บรรยายไม่หมดครับ
จะเห็นว่า ไม่ง่ายเลยครับที่จะเลี้ยงเด็กซักคนหนึ่ง
จากทั้งหมดเราจึงสามารถสรุปคร่าวๆว่า หากอยากให้เขาเป็นอะไร เพียงแค่เสริมสิ่งแวดล้อมที่เอื้อแก่ตัวเขาเข้าไปผนวกกับมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กๆ"อย่างต่อเนื่อง" จากนั้นมีความเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะเดินตามทางที่คุณปรารถนาได้ (มีความเป็นไปได้เท่านั้นนะครับ เพราะ เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้ 100%) ทั้งหมดนี้ต้องไม่ใช่การตีความฝ่ายเดียวของพ่อแม่ที่เรียกว่า "ความสัมพันธ์ที่ดี" นะครับ เพราะ ความสัมพันธ์ที่ดี ต้องดีจริง และมันจะก่อเกิดความสร้างสรรค์ และความรู้สึกทางบวก (สังเกตแววตาเด็กๆได้ว่าเขามีความสุขหรือกังวล)
แม้คุณพ่อคุณแม่จะเป็น หรือ ไม่เป็นอาชีพอะไร เรียนมาสูงหรือ ไม่สูง แต่เมื่อความสัมพันธ์ที่ดีแท้จริงเกิดขึ้น ลูกๆของพวกเขาจะกล้าเดินในเส้นทางที่สร้างสรรค์ และ รักพวกคุณ ให้เกียติสิ่งมีชีวิตอื่นๆ แม้เขาจะเป็นอะไรก็ตาม เขาจะเป็นคนรักตัวเอง และ รักเพื่อนร่วมโลก และ "ความสัมพันธ์" อาจเป็นบันไดขั้นแรกๆที่มีความ "สำคัญ" อย่างมากในการเลี้ยงสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือ สิ่งอื่นๆก็ตาม แต่แม้จะเสมือนบันไดก้าวแรก แต่ บันไดก้าวแรกยังมีอีกหลายอัน และยังมีอีกหลายขั้น มีรายละเอียดมากมายนักจนความเห็นส่วนตัวของผมมองว่า เกินกว่าความรู้ของคนคนเดียวจะเรียนรู้ได้หมด เพราะฉะนั้น เราควรมีมิตรที่ดี และมีความรู้ หรือ มั่นหาความรู้ และการสังเกตเรียนรู้เพิ่มเติมเสมอครับ
สุดท้ายครับ การจะมี "ความสัมพันธ์" ที่ดีได้ จิตใจ ความรู้ ความมั่นคงทางอารมณ์ และ ทัศนคติที่ดี ของพ่อแม่จึงเป็นสิ่งสำคัญครับ และส่วนใหญ่สามารถทำได้ดีเพียงคุณหายใจลึกๆ ใจเย็นๆ นะครับ ^___^) จบแหละ555
ปล. หากผมพิมพ์อะไรผิดไป ต้องขอโทษด้วยนะครับ TT__T)