ขอบคุณคำพูดคำนั้นของแม่ <3

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ เราหวังว่ากระทู้นี้น่าจะพอเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังหลงระเริงและใช้เงินมือเติบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยมหาลัย มีสิ่งยั่วยุและสังคมที่อาจจะชักจูงเราไปในทางที่ผิดๆถ้าจิตใจเราไม่เข้มแข็งพอ กระทู้นี้เขียนวันที่ 06/05/60 เดี๋ยวปีหน้าเราจะกลับมาดูความเปลี่ยนแปลงของตัวเองค่ะ...

เริ่มแรกเลย เราเป็นลูกสาวคนกลางของครอบครัว แต่ถือเป็นน้องเล็กในตระกูลใหญ่ คุณภาพชีวิตถือว่าปานกลาง แต่ช่วงม.6 เรามีแฟนที่มีฐานะจึงยิ่งหลงระเริง ใช้ของแบรนด์เนม เที่ยวทีนึงก็ต้องพักรีสอร์ทเป็นเรื่องเป็นราว คืนละ5000+ เรามีชีวิตที่สุขสบาย ถ่ายรูปเก๋ๆลงโซเชียล มีคนมากดไลค์ คอมเมนท์เยอะแยะไปหมด เรายิ่งชอบค่ะ จนเราละเลยครอบครัว... ยิ่งเราเข้ามหาลัยแล้วได้ย้ายไปอยู่หอกับเพื่อน ชีวิตสนุกมากค่ะตอนนั้น ได้กินเที่ยว ใช้ชีวิตในแบบที่อยากเป็น เราทำตัวแบบนี้ตั้งแต่เรียนปี1ค่ะ เราเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ค่าเทอมก็ค่อนข้างสูงเป็นปกติ (เฉลี่ยตกเทอมละ35,000บาท) แต่เราโชคดีที่ป้าแท้ๆของเราส่งเสียค่าเทอมให้ ค่าใช้จ่ายรายเดือนอีก10,000บาท (ป้าเราทำงานอยู่ที่ต่างประเทศ) ส่วนดีเทลการใช้ชีวิตเราไม่ขอลงเยอะ ก็จะเป็นแนวที่อยู่หอแถวมอ กินร้านในห้างบ่อย ไปไหนนั่งแท็กซี่ตลอดค่ะ เป็นงี้มานานพอสมควร และเราไม่ค่อยกลับบ้านด้วย เหมือนหลงระเริงในตัวเองและชีวิตปลอมๆที่สร้างมันขึ้นมา ไปกินของดีๆแต่ไม่ได้สนใจว่าคนในครอบครัวจะกินอะไรกัน เอาแค่ความสุขของตัวเองเป็นที่ตั้งค่ะ ใช้ชีวิตเหมือนตัวคนเดียวบนโลก


จริงๆเหมือนจะไม่มีอะไร จนวันนึงป้าเราล้มป่วย ได้โทรมาบอกว่าไม่สามารถส่งเสียค่าเทอมได้แล้ว แต่ยังจะให้ใช้เดือนละ10,000บาทเหมือนเดิม ตอนนั้นทั้งห่วงป้าและกังวลเรื่องค่าเทอมด้วย เพราะแม่เราต้องเลี้ยงน้องและส่งเสียยายด้วยค่ะ แม่เราคงไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่าเทอมเราไหวแน่ เราเลยลองติดต่อกู้กยศ.ก็ทำเรื่องและส่งแบบฟอร์ม เอกสารต่างๆที่มหาลัย แต่ไม่มีวี่แววค่ะ และเริ่มคิดได้ว่าถ้าทำตัวแบบนี้คงไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมแน่เลย ประจวบเหมาะรูมเมทเรามีแฟน เราเลยย้ายออก กลับมาอยู่บ้านแทนค่ะ (ค่าหอเดือนละ5000รวมค่าน้ำค่าไฟจิปาถะ แม่ออกให้) แล้วตั้งสติ คิดทบทวนทุกอย่างใหม่หมด แม้การกลับมาอยู่บ้านจะเดินทางเหนื่อย นั่งรถเมล์หลายต่อ แต่เราได้บางสิ่งบางอย่างกลับคืนมาค่ะ

1. เราได้อยู่ใกล้ชิดครอบครัว สนิทกับแม่และน้องมากขึ้นเยอะ ได้เข้าใจสัจธรรมที่ว่า บางครั้งความสุขมันก็แค่การได้กินข้าวพร้อมคนที่บ้านจริงๆค่ะ

2. แม่แก่ลงไปเยอะมาก สายตายาวขึ้น ผมหงอก เยอะมากๆที่เรารู้สึกได้ จนเราอยากที่จะรีบเรียนจบเพื่อมาดูแลคนในบ้านแทนแม่

3. แม่เห็นเราเป็นเด็กเสมอ ปกติเราจะซักเสื้อนศ.เอง บางวันขี้เกียจก็โยนใส่เครื่อง แม่จะบ่น บางทีเอาไปซักให้ อยากให้ลูกได้ใส่เสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน จะได้ไม่เสียบุคลิก

4. ไม่ว่าจะอยากกินอะไร แม่เราทำให้ทุกอย่างค่ะ ขอแค่ไปหาวัตถุดิบมา แม่เนรมิตให้ทุกเมนู จนทุกวันนี้แทบไม่อยากกินข้าวนอกบ้านแล้วค่ะ

มันมีอีกมากมายที่เราสัมผัสได้ เรากลับมาทบทวน เมื่อก่อนเราเอาตัวรอดคนเดียว สบายคนเดียว กินของอร่อยในห้างกับเพื่อนๆโดยไม่เคยคิดว่าคนที่บ้านจะกินอะไร... แต่ตอนนี้การกลับมาอยู่บ้านแบบถาวรทำให้เราได้เป็นคนใหม่ ที่คิดถึงคนในครอบครัวมากกว่าตัวเองเสมอ ^^

เราไม่กินร้านอาหารในห้าง แต่เลือกที่จะเอาเงินตรงนั้นมาซื้อของเข้าบ้านให้แม่ทำกิน ได้กินอิ่มทุกคน แถมประหยัดกว่ากินที่ร้าน เพราะเรามีแม่ครัวฝีมือดีอยู่ที่บ้านแล้วค่ะ เหลือเงินซื้อวัตถุดิบไว้ทำเมนูอื่นๆในมื้อถัดไปด้วย แถมแม่ก็สนุกอีกต่างหาก

เลิกนั่งแท็กซี่ไปเรียน แต่เปลี่ยนเป็นตื่นเช้ากว่าเดิม แล้วนั่งรถเมล์ไปเรียนแทนค่ะ นั่งฟังเพลงเรื่อยเปื่อย แปปๆก็ถึงมอแล้ว โชคดีที่นั่งรถปอ.ตลอด เลยไม่ต้องหงุดหงิดกับอากาศร้อน ออกแต่เช้าก็ไม่ต้องยืน มีที่นั่งทุกวันเลยค่ะ ประหยัดกว่านั่งแท็กซี่6เท่า

ถ้าวันไหนเรียนสาย เราจะกินข้าวจากที่บ้านไปเลย ได้กินอาหารสะอาด อร่อย แถมประหยัดเงินไป50บาท/มื้อ แม่เรามีความสุขที่ได้ทำกับข้าวให้ลูกได้กินค่ะ เราก็มีความสุขที่สุดเลยที่ได้กินกับข้าวของแม่

เอาเงินที่ไว้กินของแพงๆแบบสมัยก่อน มาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมโดยการที่... คอยซื้อของใช้ภายในบ้าน (สบู่ ยาสระผม ยาสีฟัน แฟ้บ และพวกเครื่องปรุงในครัว) เราซื้อครั้งละ300บาท แต่ใช้ได้เป็นเดือนเลยค่ะ ทุกวันนี้มีความสุขกับการเดินเลือกของใช้ในโลตัสมากกว่าเดินแต่งตัวสวยๆที่ห้างหรูใจกลางเมือง

และการเปลี่ยนตัวเองครั้งนี้ เรามีเงินจ่ายค่าเทอมเองแล้วค่ะ ^^ เราเก็บเดือนละ5000บาท จากที่ป้าเราส่งให้ใช้ เอาไว้เป็นค่าเทอมที่มหาลัย โชคดีที่อาจารย์ที่ปรึกษาได้แนะนำให้เราไปติดต่อฝ่ายการเงินเพื่อขอผ่อนค่าเทอม ต้องขอบคุณอาจารย์มากๆเลยค่ะ คิดถูกที่เล่าเรื่องทั้งหมดให้อาจารย์ฟัง ตอนนี้เราจ่ายค่าเทอมเองมา2เทอมแล้วค่ะ เหลือใช้จ่ายส่วนตัวเดือนละ4500บาท (หัก500บาทจ่ายค่าอินเตอร์เนตที่บ้านเพื่อแบ่งเบาภาระแม่) ค่าเดินทางเราแบ่งใส่กระเป๋าเหรียญแยกไว้1500บาท เวลาจะจ่ายค่าเดินทางก็หยิบจากกระเป๋านี้

ส่วน3000บาท/เดือน ใช้พอค่ะ ไม่ลำบากเลย เราโชคดีที่กินข้าวบ้าน กินที่มอแค่อาทิตย์ละ3มื้อเอง ที่เหลือฝากท้องกับแม่ครัวคนเก่งที่บ้านค่ะ ^^

และที่ขาดไม่ได้คือญาติของเรา พอพี่สาวรู้ว่าเราได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ เวลาเจอกันทีไรจะต้องเอาเงินมายัดใส่มือทุกครั้ง ทีนึงก็500-1000บาท เราโชคดีที่มีคนอุปถัมภ์ค้ำชูค่ะ และที่โชคดียิ่งกว่าถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งคือเรารู้ตัวเองเร็ว และสามารถดึงตัวเองออกมาได้ คำพูดคำเดียวที่ดึงสติเราให้กลับมาเป็นผู้เป็นคนแบบทุกวันนี้คือคำพูดของแม่ "กลับมาอยู่บ้านเรานะลูก แม่คิดถึง"

เราไม่รู้ว่าแม่จะภูมิใจในตัวเรามั้ย เราไม่เก่งเหมือนลูกบ้านอื่นที่สอบติดที่ดีๆ ไม่ได้เกรดสูงๆ แต่เราก็พยายามทำในสิ่งที่ลูกที่ดีควรทำคือตอบแทนพระคุณแม่ค่ะ และแม่อีกคนคือป้าของเรานั่นเอง

เราสัญญาว่าจะทำแบบนี้ต่อไปจนเรียนจบ และพอเราทำงาน แม่เราจะไม่เหนื่อยแบบนี้อีกแน่นอนค่ะ เราเหนื่อยและเสียใจได้ เจ็บปวดได้ แต่แม่ของเราจะไม่ผิดหวังในตัวของเราแน่นอนค่ะสัญญา

ใครที่ปล่อยปะละเลยพ่อแม่ กลับไปหาท่านบ้างนะคะ ไม่มีกับข้าวที่ไหนอร่อยเท่ากับข้าวที่บ้าน และไม่มีใครหวังดีกับเราเท่าพ่อแม่อีกแล้วค่ะ อย่าให้ทุกอย่างมันสายเกินไป อย่าใช้เงินเพื่อซื้อความสุขให้ตัวเองคนเดียวแต่จงแบ่งปันและเผื่อแผ่ไปยังคนในครอบครัว สิ่งเล็กๆน้อยๆที่ลูกทำ ยิ่งใหญ่ในสายตาพ่อแม่เสมอค่ะ ว่าแล้วก็ขอตัวไปซื้อของใช้ในบ้านเพิ่มก่อนนะคะ ขอให้ความผิดพลาดของเราเป็นอุทาหรณ์ให้หลายๆคนที่ละเลยพ่อแม่ได้เก็บเอาไปคิดนะคะ โชคดีค่ะ


ยิ้มยิ้มยิ้ม
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่