เหตุการณ์แบบนี้ทำไงได้บ้างครับ

กระทู้คำถาม
สวัสดีครับ
ปัจจุบันผมอายุ52ปี มีพี่น้องรวมกันทั้งหมดรวมทั้งผมด้วยก็4คน  คนที่1เป็นพี่สาวคนโตชื่อหนึ่งปัจจุบันอายุ66ปี คนที่สองเป็นพี่ชายชื่อสอง ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว และคนที่สามเป็นพี่ชายชื่อสามปัจจุบันอายุ59ปี ส่วนผมเป็นน้องคนสุดท้อง..
คุณพ่อของผมได้เสียชิตแล้วเมื่อวันที่15มี.ค.43แต่คุณแม่ของผมยังมีชีวิตอยู่ปัจจุบันท่านอายุ86ปีแล้ว สุขภาพของคุณแม่มีโรคประจำตัวคือเป็นโรคหัวใจ คุณหมอที่โรงพยาบาลแจ้งว่าลิ้นหัวใจรั่วแต่คุณแม่ไม่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเนื่องจากมีอายุมาก ได้แต่รับการรักษาด้วยการกินยาและอยู่ในความดูแลของแพทย์ประจำจังหวัดตลอดมา..
เมื่อสมัยที่คุณพ่อผมมีชีวิตอยู่ท่านมีอาชีพเป็นช่างตีเหล็กอยู่ในหมู่บ้าน รับทำมีด พร้า ขวานหรือเคียว หรืองานตามสั่งสำหรับลูกค้าที่มาสั่งให้ทำ ส่วนคุณแม่ก็มีอาชีพทำนา ฐานะจึงค่อนข้างยากจน
ในบรรดาพี่น้องทั้งหมดมีผมคนเดียวที่ได้เรียนจนจบชั้นมัธยม ส่วนพี่ๆคนอื่นเมื่อเรียนจบป.4แล้วก็ได้แยกย้ายกันไปทำงานที่กรุงเทพกันหมด เหลือผมอยู่บ้านกับคุณพ่อคุณแม่ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียน
คุณพ่อได้สร้างบ้านอยู่บนที่ดินซึ่งเป็น น.ส.3 และมีชื่อของพ่อร่วมกับพี่น้องของพ่อทั้งหมดหกคนเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนี้ โดยมีคุณพ่อเป็นเจ้าบ้านคุณแม่และลูกๆเป็นผู้อาศัย
ต่อมาคุณลุงที่อยู่บ้านข้างๆได้บอกขายที่ดินให้คุณแม่โดยมีเนื้อที่28ตารางวา ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินแปลงที่เป็น น.ส.3นี้เองและคุณแม่ได้ตกลงซื้อไว้แต่ในวันโอนคุณแม่ได้มอบให้คุณพ่อไปจัดการเนื่องจากคุณแม่ไม่รู้หนังสืออ่านเขียนหนังสือไม่ได้ คุณพ่อจึงไปดำเนินการแทนและได้ใสชื่อของคุณพ่อเองคนเดียวเป็นเจ้าของโฉนดเมื่อวันที่19 กค.44 และไม่นานคุณแม่ก็ได้จ้างช่างมาสร้างบ้านขึ้นบนที่ดินแปลงนี้ ซึ่งในขณะนั้นผมเองยังเรียนหนังสืออยู่ส่วนพี่ๆคนอื่นก็ยังทำงานอยู่ที่กรุงเทพมีพี่สองคนเดียวทีไปสร้างบ้านอยู่ในจังหวัดแถวภาคอีสานเนื่องจากแต่งงานมีครอบครัวอยู่ที่นั่น แต่พี่ๆทุกคนรวมทั้งเพื่อนบ้านใกล้เคียงต่างก็รับรู้ว่าแม่ได้ซื้อที่ดินและได้สร้างบ้านด้วยเงินของแม่เองซึ่งเป็นเงินที่แม่หามาได้ด้วยความยากลำบากจากการทำนาแม่เล่าให้ฟังว่าแม่ต้องหลังขดหลังแข็งอยู่กลางทุ่งนาทั้งวันและทุกวันเพื่อจะเก็บเงินมาซื้อที่ดินและสร้างบ้านหลังนี้  ลักษณะของบ้านเป็นบ้านไม้สองชั้น ชั้นบนไม่ได้กั้นห้องใดๆส่วนชั้นล่างยังไม่ได้ต่อเติมปล่อยไว่โล่งๆเพียงแต่รอบบ้านมีรั้วมีกำแพงกำหนดอาณาเขตไว้ชัดเจน เมื่อแม่สร้างบ้านเสร็จแม่ก็เข้าไปอยู่ในบ้านเพียงคนเดียวโดยมีผมเข้าไปอาศัยอยู่บ้างบ่อยๆ เนื่องจากคุณพ่อกับผมยังอยู่ในบ้านหลังเดิมที่เคยอยู่
หลังจากแม่สร้างบ้านเสร็จไม่นานพี่สองได้เกิดเรื่องกับภรรยาจนถึงขั้นหย่าร้างกัน ด้วยความเป็นห่วงลูก คุณแม่จึงปรึกษากับลูกทุกคนว่าจะยกบ้านหลังที่สร้างบ้านใหม่นี้ให้กับพี่สอง และคุณแม่ได้ให้ผมไปรับพี่สองกลับมาอยู่ที่บ้านนี้ซึ่งก็ไม่มีใครคัดค้านด้วยความรักและเป็นห่วงพี่น้องลูกหลานผมจึงเดินทางไปรับพี่สองกลับมาอยู่ที่บ้านซึ่งก่อนหน้านั้นลูกสาวของพี่สองได้มาอยู่ที่นี่ก่อนแล้วเพราะต้องไปเรียนหนังสือในจังหวัด
ต่อมาภายหลังลูกชายของพี่สองก็ได้ย้ายตามมาอยู่กับพี่สองด้วย คุณแม่เห็นว่าสมาชิกในบ้านเริ่มมากขึ้นคุณแม่จึงย้ายตัวเองออกมาอยู่กับบ้านพี่สามซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน แล้วให้พี่สองกับลูกๆของเขาอยู่ในบ้านหลังนั้นเรื่อยมา และพี่สองไดัตกแต่งต่อเติมภายในบ้านต่อจากของเดิมอีกบ้างบางส่วน
เหตุการณ์ยังคงเป็นไปตามปกติเรื่อยมาและทุกคนในบ้านก็รักใคร่สามัคคีกันดี จนกระทั้งปัจจุบันนี้ลูกชายของพี่สองเริ่มเล่นวิทยุสมัครเล่นเริ่มมีชมรมเริ่มมีเพื่อนเล่นวิทยุด้วยกันมากขึ้นเสียงวิทยุสมัครเล่นเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆคนแปลกหน้าเริ่มเข้าออกในบ้านมากขึ้นรถยนต์ยานพาหนะเริ่มมีวิ่งเข้าวิ่งออกมากขึ้น ประกอบกับลูกชายของพี่สองได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของหน่วยกู้ภัยชื่อดังแห่งหนึ่งด้วยก็เลยมีเพื่อนสมาชิกแวะวียนมาหาตลอดเวลา เสียงวิทยุว.ที่คอยบอกเหตุก็เลยเริ่มดังมากขึ้นๆทุกที จนพี่น้องลูกหลานและเพื่อนบ้านใกล้เคียงเกิดความระอา และรำคาญในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่มีใครว่ากล่าวอะไรเนื่องจากเกรงใจพี่สอง จนในที่สุดผมเองก็ได้คุยกับพี่สองถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่พี่สองกลับเมินเฉยไม่มีการว่ากล่าวตักเตือนลูกชายของเขาเลยหนำซ้ำตัวพี่สองเองก็ยังได้ไปสมัครเป็นสมาชิกของหน่วยกู้ภัยนั้นอีก ในขณะนั้นที่บ้านจึงเต็มไปด้วยผู้คนเป็นจำนวนมากกลายเป็นแหล่งมั่วสุมของสมาชิกหน่วยกู้ภัยไปโดยปริยายไม่มีใครสามารถพูดอะไรได้ แม้แต่คุณแม่เอง
ในที่สุดผมเองไม่สามารถทนต่อไปได้จึงได้ออกไปอาศัยอยู่ที่อื่นเพราะไม่อยากมีเรื่องมีราวแต่ก็ได้เข้ามาคุยกับแม่เกือบทุกวันด้วยความเป็นห่วง เพราะแม่เป็นโรคหัวใจ
ในขณะที่ผมไม่อยู่บ้านพี่สองได้เปิดทางและทำทางเข้าออกไปยังบ้านหลังที่แม่สร้างขึ้นมาอีกหนึ่งช่องทางโดยสร้างทางผ่านที่ดินแปลงที่เป็นน.ส.3 และได้ทุบห้องน้ำของบ้านพี่สามออกเพื่อขยายทาง และพี่สองได้ดำเนินการจนแล้วเสร็จโดยไม่มีใครคัดค้านเพราะไม่กล้าและไม่อยากมีเรื่องแม่แต่คุณแม่เองก็พูดอะไรไม่ได้ จึงต้องปล่อยเลยตามเลย
และในขณะนั้นลูกชายของพี่สองยังได้พาแม่ของเขาซึ่งได่หย่าร้างกับพี่สองไปแล้วเข้ามาอยู่ที่บ้านอีกพร้อมกับสามีใหม่โดยที่พี่สองไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพียงแต่ตัวพี่สองเองได้ออกมานอนที่บ้านของพี่สามกับแม่ ในขณะนั้นพี่น้องเพื่อนบ้านรวมทั้งแม่และผมรูสึกงงกับการกระทำของพี่สองเป็นอย่างมากแต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร เนื่องจากไม่อยากมีเรื่อง
อยู่มาวันหนึ่งพี่สองเข้ามาหาผมแล้วพูดกับผมว่าให้ยกที่ดินแปลงที่เขาและลูกๆเขาอาศัยอยู่นี้ให้กับเขาคนเดียว เนื่องจากเขาจะสร้างเป็นตึกและเขาจะตั้งเป็นสำนักงานมูลนิธิ เมื่อผมได้ฟังแล้วผมก็เลยตอบกลับไปว่าอย่าทำที่นี่เลย ที่นี่มันคับแคบ ไม่สะดวก ให้ไปหาที่อื่นที่เหมาะสมจะดีกว่า พี่สองจึงเดินกลับไป และตั้งแต่วันนั้นมาพี่สองก็ไม่พอใจผม ไม่พอใจแม่ ว่ายกให้แล้วทำไมถึงไม่ให้อีก พี่สองเริ่มไม่สนใจแม่ เริ่มไม่เกรงใจพี่น้องเพื่อนบ้าน เสียงวิทยุเสียงเพลง เสียงหัวเราะเฮฮาเริ่มดังมากขึ้นกว่าเดิม
ในที่สุดคุณแม่เริ่มทนไม่ได้และได้พูดกับผมว่าไม่อยากให้พี่สองกับลูกๆและบริวารอาศัยอยู่อีกต่อไปแล้ว เนื่องจากไม่รับได้การเลี้ยงดู หรือดูแลจากพี่สองกับลูกๆของเขาเลยหนำซ้ำยังถูกด่าว่าเสียๆหายจากพี่สองและลูกๆของเขาอีกในเวลาที่คุณแม่ว่ากล่าวตักเตือนใดๆ
ผมก็ได้แต่รับฟังแต่ไม่สามารถทำอะไรได้ สงสารแม่และเห็นใจพี่น้องที่อยู่ในบ้านและเพื่อนบ้านใกล้เคียงเหมือนกันก็ได้แต่ปล่อยให้เรื่องราวเป็นอยู่อย่างนี้ทุกวัน
ต่อมาเมื่อวันที่ 11กค.58 พี่สองได้เสียชีวิตกระทันหันเนื่องจากหัวใจล้มเหลวหลังจากไปเที่ยวสถานบันเทิงกลับมา นอนหลับไปเสียชีวิตเฉยๆ หลังจากเสร็จจากงานศพของพี่สองแล้วหลายคนก็คิดว่าสถานการณ์ความวุ่นวายในบ้านคงจะดีขึ้น แต่เปล่าเลยสถานการณ์ยังคงเหมือนเดิมและยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เสียงวิทยุว.ดังตลอดเวลาไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน เวลามีเหตุด่วนเหตุร้ายเกิดขึ้นก็จะเปิดเสียงไซเรนดังมากตั้งแต่ในบ้านไม่ว่าเวลาใหนและไม่ว่าเหตุเกิดไกล้หรือไกลแค่ใหน ไม่มีความเกรงใจคนที่เขานอนหลับพักผ่อนเพื่อที่ทำงานในตอนเช้าบ้างเลย มีเพื่อนบ้านว่ากล่าวตักเตือนก็ได้รับการท้าทายพูดออกทางไมโครโฟนว่าให้ไปแจ้งความเลยตำรวจไม่กล้าจับเขาหรอก เขาทำงานให้ตำรวจ เจ้าใหญ่นายโตรู้จักเขาหมด ขนาดหนีทหารยังไม่มีใครกล้าจับเขาเลย
และเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2559 แม่,ผมพี่หนึ่งและพี่สาม,มีความเห็นตรงกันว่าจะแบ่งแยกโฉนดแปลงที่ลูกๆของพี่สองอาศัยอยู่นี้ออกเป็นสี่ส่วน เพราะหน้าโฉนดเป็นชื่อของพ่อผมคนเดียว ผมจึงเข้าไปพูดคุยกับลูกๆของพี่สองเพื่อขอแบ่งแยกโฉนด เพราะเห็นว่าลูกๆของพี่สองร่ำรวยมีเงินแล้วจึงไม่น่าที่จะลำบากหากต้องออกไปอยู่ที่อื่น (เนื่องจากเห็นว่าขายที่ดินได้เงินจำนวนหลักล้าน)แต่ได้รับการปฏิเสธไม่ให้ความร่วมมือในการแบ่งอ้างว่าเมื่อตอนที่พ่อของเขามาอ้อนวอนขอร้องให้ยกให้เขาทำไมไม่ยกให้เขา ตอนนี้จะมาขอแบ่ง อย่าหวังเลยว่าจะได้ จะอยู่อย่างนี้แหละ ไม่เซ็นต์อะไรทั้งนั้น ถ้าอยากได้ก็ไปฟ้องเอา
ผมจึงกลับมาปรึกษากับคุณแม่และพี่ๆว่าจะขอเป็นผู้จัดการมรดกของคุณพ่อ ทุกคนเห็นด้วย ผมจึงไปจ้างทนายให้ฟ้องแต่งตั้งผู้จัดการมรดก และขั้นตอนการแต่งตั้งได้ผ่านเรียบร้อยแล้ว และผมได้ไปดำเนินการยื่นเรื่องขอรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งแยกโฉนดที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสาขาอำเภอเมื่อวันทึ่17มี.ค.60 และเจ้าหน้าที่ได้นัดวันทำการรังวัดแล้วในวันที่10เม.ย.60
แต่เมื่อวันที่ 6เม.ย.60 เจ้าหน้าที่รังวัดได้แจ้งขอเลื่อนทำการรังวัดเป็นวันที่7เม.ย60 เนื่องจากวันที่10เม.ย60 ติดธุระ และได้ให้ผมช่วยแจ้งเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่มีเนื้อที่ติดกันมาช่วยชี้แนวเขตด้วย ผมรับปากตกลงและได้ดำเนินการตามที่เจ้าหน้าที่สั่งไว้
แต่เนื่องจากลูกๆของพี่สองไม่อยู่บ้านในขณะนั้นผมจึงได้ให้พี่หนึ่งช่วยแจ้งเรื่องนี้กับลูกๆของพี่สองแทนผมด้วย
และเมื่อถึงเวลานัดหมายเจ้าหน้าที่รังวัดก็ได้มาถึงแต่ในขณะที่จะทำการรังวัดนั้นลูกชายของพี่สองได้ออกมาจากบ้านพร้อมทั้งได้พูดข่มขู่และขัดขวางเจ้าหน้าที่รังวัดไม่ให้ดำเนินการได้ เจ้าหน้าที่จึงได้ขอเลื่อนการรังวัดไปเป็นวันที่10เม.ย.60 ตามกำหนดการเดิม หลังจากเจ้าหน้าที่รังวัดกลับไปแล้วผมได้เข้าไปพูดคุยกับลูกของพี่สองอีกครั้งถึงสาเหตุที่ไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ทำการรังวัด แต่ก็ได้คำตอบบ่ายเบี่ยงว่าต้องปรึกษากับน้องสาวของเขาก่อน อ้างว่าตัวเขาเองไม่อาจตัดสินใจคนเดียวได้
เมื่อทำการรังวัดแบ่งแยกโฉนดไม่ได้ผมจึงไปที่สถานีตำรวจและเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ร้อยเวรประจำวันฟังพร้อมทั้งขอคำแนะนำด้วยว่าพอจะมีวิธีใหนบ้างที่จะให้เจ้าหน้าที่รังวัดเข้าไปดำเนินการในบ้านได้ในเมื่อลูกของพี่สองไม่อนุญาตุเพราะเขามีชื่อในทะเบียนบ้านว่าเขาเป็นเจ้าบ้าน
ร้อยเวรตอบผมว่า เจ้าหน้าที่ๆดินมีอำนาจทำตามหน้าที่ตัวผมเองไม่มีหน้าที่ในการรังวัด ถ้าหากต้องการจะแจ้งความว่าลูกของพี่สองขัดขวางการทำรังวัดก็ให้เจ้าหน้าที่รังวัดมาแจ้งความร้องทุกข์หรือดำเนินคดีด้วยตัวเอง ไม่ใช่ผม
พร้อมทั้งเตือนผมอีกว่าให้ผมกลับไปคุยกันดีๆใจเย็นๆค่อยๆคุยค่อยหาทางอกเดี๋ยวก็ดีเอง แต่ถ้าจะแจ้งความว่ามีคนขัดวางข่มขู่ในการทำรังวัดก็ให้เจ้าหน้าที่รังวัดมาแจ้งความด้วยตัวเอง ไม่ใช่ผม (แล้วเจ้าหน้าที่รังวัดจะมาแจ้งความเหรอ?????)
ผมเลยต้องกลับมารอที่บ้าน เมื่อครบกำหนดวันที่10เม.ย.60 เวลาประมาณ10.00น. เจ้าหน้าที่รังวัดก็มาถึงที่บ้านแต่วันนี้เจ้าหน้าที่รังวัดได้ให้ผมเชิญท่านผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่เทศบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจและเพื่อนบ้านที่มีพื้นที่ติดกันมาด้วย เมื่อทุกคนมาครบพร้อมกันแล้ว เจ้าหน้าที่รังวัดก็ได้ให้ผู้ใหญ่บ้านไปเชิญลูกของพี่สองมาคุยตกลงกันต่อหน้าหลายๆคนว่าวันนี้จะยินยอมให้ทำการรังวัดได้หรือไม่ เมื่อลูกชายของพี่สองเข้ามาคุย ก็อ้างอีกว่า คนเดียวไม่สามรถตัดสินใจได้ต้องถามน้องสาวอีกเหมือนเมื่อตอนที่คุยกับผม เจ้าหน้าที่รังวัดจึงได้ถามว่าน้องสาวของเขาอยู่มั๊ยตอนนี้ ถ้าอยู่ก็ขอเชิญมาคุยด้วยจะได้รู้เรื่องกันไม่ต้องโยนไปโยนมา
ถึงตอนนี้พี่สามเริ่มไม่พอใจและเริ่มเสียงดังจนผมต้องห้ามไว้เกรงว่าจะไม่ได้ทำการรังวัดอีก สักพักน้องสาวของเขาก็เข้ามานั่งคุยด้วย เจ้าหน้าที่รังวัดก็ได้อธิบายถึงสาเหตุที่ต้องทำการรังวัดให้ทุกคนในที่นี้ฟัง เมื่ออธิบายจนทุกคนเข้าใจแล้วก็หันไปถามลูกๆของพี่สองว่าจะยินยอมให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการในวันนี้เลยได้มั๊ย คำตอบที่ได้จากปากของลูกๆพี่สองทั้งสองคนคือ
ไม่ยินยอม อ้างว่าอาศัยอยู่ในบ้านนี้เกิน10ปีแล้ว จะขอสู้เรื่องการปรปักษ์ ถ้าอยากได้จริงให้ไปฟ้องเอา พอทุกคนได้ยินคำตอบถึงกับอึ้งกันหมด คุณแม่ผมร้องให้โฮเลย พูดพร่ำพรรณณาว่าของๆกูทำไมไม่ให้กูคืนกูทำมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของกูทั้งชีวิต… กูยกให้ลูกกูอยู่กูไม่ได้ยกให้พวกลูกกูตายแล้วกูจะเอาของกูคืน คุณแม่พูดอยู่อย่างนี้แล้วร้องให้จนเกือบจะเป็นลมอาการโรคหัวใจเริ่มกำเริบคุณแม่เริ่มหายใจแรงขึ้นเหนื่อยหอบมากขึ้นจนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่นั่งอยู่ข้างๆแม่ต้องช่วยกันเอายาดมยาหม่องให้แม่กันยกใหญ่
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่