ขอเพียง รัก......แม้จะหลอน บทที่ 3 (จบ)

กระทู้สนทนา
.
บทที่ 1
https://pantip.com/topic/36229340

บทที่ 2
https://pantip.com/topic/36221757



              ขณะเดินข้ามถนนโดยไม่ทันระวัง รถยนต์คันหนึ่งพุ่งเข้ามาชนเต็มความเร็วเต็มความแรงจนร่างของผมลอยคว้างไปไกลก่อนหล่นบนทางเท้า น่าแปลกใจว่าขณะร่างกำลังลอยอยู่ในอากาศยังสามารถมองเห็นภาพต่างๆ ชัดความรู้สึกเพียงแต่ภาพพลิกคว่ำพลิกหงายหมุนวนราวกับเวลาช้าลง ได้ยินเสียงกระดูกตนเองหักดังถนัดชัดหูเมื่อร่วงลงกระแทกพื้นคอนกรีต เด็กนักเรียนสองสามคนยืนอยู่บริเวณนั้นมองดูด้วยสีหน้าท่าทางปกติเหมือนเห็นเหตุการณ์แบบนี้จนเบื่อ

              ชัดแล้ว …..ผมเป็นอมตะไม่มีวันตาย เพราะไม่มีความรู้สึกรู้สมเจ็บปวดอะไรเลยแม้แต่น้อย แขนขาหักงอผิดรูปค่อยบิดพับกลับเข้าที่ หมอพูดถูก.. ไม่มีใครจะมาทำลายผมได้ เพราะผมเป็นต้นเหตุแห่งความผิดพลาด เป็นแหล่งศูนย์รวมของความผิดพลาดที่กระจายออกไป เหมือนดวงไฟส่องความผิดปกติแผ่ออกไปทุกทิศ จึงไม่แปลกกับ “ความผิดปกติ” แบบล้นเหลือ

              บินสิ ถ้ามีอำนาจขนาดนั้น ทำไมผมไม่บินกลับบ้าน จะมาเดินให้เมื่อยทำไม

             พยายามตั้งจิตแน่วแน่ให้บินได้ พยายามทำท่าทางกระโดดขึ้นบิน แต่ไร้ผล ทำไมผมบินอย่างนกไม่ได้ ไหนว่ามีอำนาจยิ่งใหญ่อยู่ในตัวขนาดทำลายจักรวาลได้ ทำไมแค่บินยังทำไม่ได้

                     บินสิ บินสิเฟ้ย!!
                     ทำไมบินไม่ขึ้นฟะ...

           พวกเด็กนักเรียนหลายคนพากันยืนมองดูไอ้บ้าคนหนึ่งผู้กระโดดเหยง ๆ อยู่ริมถนน พยายามกางมือทำท่าจะบิน  เด็กๆ พากันหัวเราะอย่างขบขัน  เออ...เอาเข้าไป... เวลาทำอะไรบ้าบอกลับมีคนสนใจ ผมหยุดกระโดด เอามือเท้าเอวหันไปมองเด็กพวกนั้นอย่างจะกินเลือดเนื้อ บรรดาเด็กพากันถอยกรูดก่อนหันหลังวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง เด็กชายคนหนึ่งวิ่งไม่ดูตาม้าตาเรือข้ามถนนโดยไม่สนใจใฟแดงไฟเขียว ถูกรถเก๋งคันงามวิ่งเข้าชนเต็มแรง ร่างของเด็กระเบิดออกเหมือนลูกโป่งบรรจุของเหลวสีแดงกระจัดกระจายไปทั่ว คล้ายกับว่าเด็กคนนี้ถูกหมายหัวว่าให้ตายทันทีเมื่อมีโอกาสตาย แต่คงเป็นการตายที่ไม่มีการเตรียมการล่วงหน้าเท่าไร จึงดูเป็นการตายผิดธรรมชาติเหลือเกิน

             รถเก๋งต้นเหตุเสียหลักพุ่งเข้าข้างทางซึ่งเป็นร้านขายแก๊ส แล้วพริบตาต่อมาเสียงระเบิดกึกก้องไปทั่วเมืองพร้อมกับเปลวไฟลูกดอกเห็ดพวยพุ่งขึ้นท้องฟ้าแดงฉาน ถังบรรจุแก๊สลอยกระเด็นไปรอบทิศ ตกลงบริเวณไหนก็สร้างกลุ่มควันและเปลวไฟพวยพากันพุ่งขึ้นมา  เสียงกัมปนาทของการระเบิดและควันไฟสนั่นหวั่นไหวทั่วเมืองราวตกอยู่ในภาวะสงคราม  ความมั่นคงปลอดภัยดูเปราะบางเหลือเกิน คนหลายคนไฟลุกท่วมตัววิ่งออกมาจากอาคารบ้านเรือนก่อนโดนรถวิ่งทับแบนราบเป็นรูปคนลุกติดไฟอยู่บนพื้น

             อะไรมันจะบ้าขนาดนั้น ยืนมองดูอย่างตื่นตะลึง  หรือวาระสุดท้ายของโลกจะมาถึงแล้ว

             ต้องกลับไปหาจอยให้เร็วที่สุด จะมีอะไรเกิดขึ้นกับเธอบ้าง ถ้าคำพูดของหมอเป็นจริงก็คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงนัก เพราะเธอเกิดมาจากความคิดวิปริตจิตกระเจิงของผม ดังนั้นจึงได้รับอำนาจแห่งความผิดปกติไปจากผมมากที่สุด จึงไม่น่ามีอะไรทำอันตรายเธอได้ เช่นกัน แต่ถ้าหากทฤษฎีของหมอบางส่วนผิดพลาดล่ะ

             บ้านของเราสองคนอยู่ในทำเลค่อนข้างสงบเงียบ และเคยอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขก่อนหน้าจะมีเรื่องบ้านี้เกิดขึ้น ขณะกลับมาถึงบ้านผมยังมีข้อกังวลใจหลายอย่างยังคิดไม่ตก ถ้ามีอำนาจพิเศษอยู่ในตัวทำไมผมไม่สามารถบังคับใช้งานมันได้อย่างใจนึก อย่างไรก็ตามผมแน่ใจว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความฝันอย่างแน่นอน มันจริงจนเกินจริงเสียด้วยซ้ำ

             แต่พอโผล่เข้าไปยังห้องนั่งเล่นชั้นล่างของตัวบ้าน เท้าก็ต้องหยุดชะงักเหมือนตอกตรึงลงกับพื้น ตาเบิกโพลง

             พระเจ้าหรือผีห่าซาตานตนใดก็ได้ช่วยด้วยเถิด  จอยกำลังนั่งคุยอยู่กับใครคนหนึ่งอย่างมีความสุขสนุกสนาน  แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ตกใจจนแทบสติแตกก็คือ คนที่นั่งคุยอยู่กับจอยเป็นใครคนหนึ่งมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับผมอย่างไม่มีผิดเพี้ยน! ทั้งสองหันมามองเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเข้าไปในห้อง  ให้ตายเถอะ ทั้งสองคนไม่ได้มีท่าทีแปลกใจหรือตกอกตกใจแม้แต่น้อย  คล้ายกับว่ากำลังนั่งรอผมอยู่เสียด้วยซ้ำไป ประสาทในหัวลั่นเปรี๊ยะ!!มันเกิดบ้าอะไรขึ้นมาอีก  ตะกายกลับมาบ้านเพื่อพบว่าคนรักกับตัวเอง กำลังนั่งคุยกันอยู่อย่างมีความสุข อย่างนี้ไม่บ้าสุดบ้าก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว

             “เรากำลังรออยู่”   หมอนั่นพูดพลางยิ้มให้ผมก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงดีใจ น้ำเสียง กิริยาท่าทาง และทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งเขามีทำให้ต้องยอมรับอย่างเจ็บปวดรวดร้าวว่านั่นมันตัวของผมเองอย่างแทบไม่มีข้อสงสัยใด ๆทั้งสิ้น ....ใครบ้างล่ะจะจำตัวเองไม่ได้ผมก้าวถอยหลังอย่างไม่ตั้งใจ

             “แกเป็นใครหรืออะไรกันแน่”   ผมถามด้วยเสียงแหบแห้ง อะไรต่าง ๆ ที่เกิดในวันนี้ทำให้รู้สึกว่าเจียนบ้าไปทุกขณะจิต

              “ฉันก็เป็นแก แกก็เป็นฉัน”  เสียงตอบอย่างเริงรื่นผิดกับผมเหลือเกิน  “แกไม่ต้องสงสัยอะไรหรอก ความจริงเราก็เหมือนกันเพราะว่าแกเกิดมาจากฉัน คงเหมือนกับการโคลนนิ่งทางจินตภาพนั่นล่ะ แกสร้างเรื่องยุ่งยากมามากพอแล้ว มันควรจะจบสิ้นลงเสียที นั่งลงก่อน แล้วเราจะเล่าให้แกฟังทุกสิ่งทุกอย่าง“

             ผมหันไปมองจอย สายตาของเธอตอนนี้แม้จะยังมีแววความรักหลงเหลือก็ดูเจือจางเหลือเกิน แน่ล่ะ ก็เธอมอบความรักทั้งหมดให้ผมอีกคนไปแล้วนี่  การถูกมองด้วยสายตาเช่นนี้จากคนที่ตัวเองแสนรักมันทรมานร้าวรานใจจนสุดบรรยายเป็นคำพูดออกมาได้  แต่ก็กัดฟันลากสังขารอ่อนล้าไปนั่งลงเก้าอี้รับแขกตัวหนึ่งด้วยอาการคนประสาทเสีย  

             “รู้ไหมว่าแกเป็นใคร”   อีกร่างหนึ่งของตัวเองถามขึ้น ผมสั่นศีรษะก่อนย้อนถามด้วยคำถามดูโง่เหลือเกินว่า

             “แล้วแกล่ะเป็นใครกันแน่”

             “แกเองก็รู้อยู่แล้ว เราสองคนเป็นคนๆ เดียวกัน หรือถ้าจะว่าไปแล้ว แกเป็นเพียงภาพหลอนที่เกิดจากจิตใต้สำนึกของใครบางคนเท่านั้น”

            มีใครสักคนมาหาว่าคุณเป็นเพียงสิ่งที่เกิดจากจินตนาการของคนอื่นคุณจะรู้สึกอย่างไร แล้วยิ่งคนที่บอกอย่างนั้นเป็นตัวคุณเองคุณจะรับไหวหรือไม่ สำหรับผมแล้วมึนชาด้านไปหมด ชีวิตทั้งชีวิตอันยาวนานมาตั้งแต่เริ่มเป็นทารก มีชีวิตผ่านบนความทรงจำยาวนานวัยก่อนอนุบาล ระบบการเรียนยาวนาน ชีวิตการงาน  เพื่อนฝูง พ่อแม่พี่น้อง และสรรพสิ่งมากมายหลายหลาก จะไร้ความหมายขนาดนั้น ไอ้หมอนี่(ซึ่งก็หมายถึงผมเองนั่นล่ะ) มันต้องบ้าแน่ๆ

              “แกโกหก”   ผมชี้หน้าตัวเองอีกคน (ฟังดูบ้าดีไหม)  “แกต่างหากเป็นภาพหลอนทางที่ดีแกควรจะหายตัวไปเสีย ก่อนจะเกิดเรื่องยุ่งมากกว่านี้”

              “แกยังไม่เข้าใจ..  รู้ไหมว่าทำไมใครๆ ก็ฆ่าแกไม่ตาย คำตอบก็คือแกเป็นเพียงภาพหลอนความเข้มข้นสูงเท่านั้น  เป็นภาพหลอนจากจิตใต้สำนึกของใครบางคนสร้างขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจด้วยสาเหตุบางอย่าง ในเมื่อไม่ใช่ตัวตนแท้จริงจึงไม่มีใครทำลายแกได้และยังทำให้จักรวาลวุ่นวายไปหมดเพราะฝืนกฎธรรมชาติพื้นฐาน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีคน ทำลายแกให้ได้เพื่อยุติเรื่องนี้เสียที”

            ทันใดนั้นเขา (ซึ่งก็คือผมอีกคนหนึ่ง) ก็ลุกพรวดพราดขึ้น พร้อมกับดึงปืนพกออกมาจากใต้เบาะรองนั่ง จ้องปลายปืนมายังผมก่อนพูดประโยคสุดท้าย

             “และตามธรรมชาติแล้ว มีแต่คนสร้างแกขึ้นมาเท่านั้นขึงจะทำลายแกได้ ฉันนี่ไงสร้างแกขึ้นมา ชีวิตของแกเป็นเพียงความลวงหลอนอันความว่างเปล่าเท่านั้น ขอโทษนะเพื่อน”


             ผมมองปลายกระบอกปืนซึ่งจ้องมาอย่างเฉยเมยแต่ใจกลับปวดร้าว อะไรต่อมิอะไรมันเกิดขึ้นโดยเร็วและพลิกผันชีวิตไปสู่ฝันร้ายทั้งกำลังตื่นและตอนนี้ยังจะมา “ถูกฆ่าด้วยตัวของตัวเอง “   ซึ่งแน่นอนว่า “ถูกฆ่าด้วยตัวของตัวเอง” ต่างจาก “ฆ่าตัวเอง” อย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้ คิดแล้วชวนบ้าเหลือเกิน  จู่ ๆ ก็มีอีกคนหนึ่งที่ไม่ต่างจากคุณเลยสักนิด มาบอกคุณว่าคุณเป็นเพียงรูปลักษณ์เกิดมาจากจิตใต้สำนักของคนอื่น บอกว่าชีวิตผ่านมายาวนานของคุณไม่ใช่เรื่องจริง คุณคงอยากบ้าเหมือนผมแน่นอน และคนที่ผมรักตอนนี้แม้ว่าจะมีเงาแห่งความรักเหลืออยู่ภายในแววตา แต่ดูเหมือนเหลือน้อยเต็มทน แต่ความรักซึ่งแบ่งไปเหมือนโยนให้เจ้าบ้านั้นจนหมดหัวใจ เจ้าบ้าคนนั้นก็เป็นผมเอง นี่ผมกำลังอิจฉาหึงหวงตัวเอง..

              “เอาสิ ยิงเลย เรื่องมันจะได้จบลงเสียที ถ้าชีวิตของผม ไม่สิ ชีวิตของเรา กู้จักรวาลได้ก็เอาเลย”

             “ฉันจำเป็นต้องทำ โดมิโน่แห่งความผิดพลาดจะต้องจบลงแค่นี้ ลาก่อนเพื่อนยาก“

              แล้ว “เขา” หรือ “ผมคนนั้น”ก็เหนี่ยวไก
    



               ภาพหลอนไม่มีใครทำลายได้นอกจากตัวของคนสร้างขึ้นมา เมื่อผมเหนี่ยวไกปืนร่างของเขาก็ล้มลงหายไปต่อหน้าต่อตาของผม ไม่มีแม้แต่รอยเลือด และคงหายไปพร้อมกับจักรวาลที่เขาสร้างมันขึ้นมา อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของเขาคงไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง   ผมรู้สึกว่ากระสุนนัดนั้นไม่ได้ฆ่าใครเลยสักคน  ไม่มีใครตาย กระสุนเพียงผ่านเข้าไปในช่วงแห่งกาลเวลาบิดเบี้ยวหักเห  คลื่นแห่งความทรงจำไหลผ่านไปไม่ขาดสายราวสายน้ำงอพับคดเคี้ยวและเยือกเย็น ในชีวิตนี้ไม่เคยติดว่าจะได้ “ฆ่าตัวเองกับมือตัวเอง”

             มือนุ่มและอ้อมแขนอบอุ่นกอดมาจากด้านหลังจากปลอบประโลม รวมทั้งเสียงใสหวาน

            “ไม่เป็นไรนะคะ ความจริงคุณไม่ได้ฆ่าใครเลย”

            ไม่ได้ฆ่าใครจริงหรือ เมื่อครู่ผมเพิ่งยิงคนไปแท้ ๆ แม้จะเป็นตัวเองก็ตามเถอะความรู้สึกลึกร้าวถึงคุกรุ่นอยู่ในใจอย่างบอกไม่ถูก หลังจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอตายส่วนผมรอดมาได้แบบปาฏิหาริย์ มีชีวิตอยู่ระหว่างช่องว่างแห่งความเป็นและความตาย ช่องว่างระหว่างจักรวาล และจะด้วย “รูปแบบ” หรือ “ความบังเอิญ” บางอย่างพลัดหลงเข้ามาในช่องว่างแห่งกาลเวลา  ทำให้สมองผิดปกติไปในสมการที่คิดไม่ถึง มันทำให้สิ่งแฝงอยู่ในจิตใต้สำนึกออกมาโลดแล่นได้ในโลกแห่งความจริง แต่ความผิดแบบนั้นจักรวาลไม่มีทางให้อภัยแน่นอน

              “ผมจำเป็นต้องทำแบบนี้”

             “ใช่ ...คุณต้องทำเพราะไม่อย่างนั้นจักรวาลก็จะจัดการแก้ไขความผิดพลาดเอง แล้วผลตามมาคงเลวร้ายกว่าที่คิดนะคะ”

             ขอเพียงคุณอยู่ด้วยจะทำอะไรก็ได้ แลกกับอะไรก็ได้”

            พูดพลางหันไปกอดจอยไว้ในอ้อมแขน ราวเกรงว่าเธอจะหายไปกลายเป็นอากาศธาตุ ทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้  ตอนนี้เธอไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมหรือผิดธรรมชาติอีกต่อไปแล้วกับการกลับมาอยู่ในสังคมมนุษย์  ทุกคนยอมรับความมีตัวตนของเธอโดยไม่มีข้อสงสัยเคลือบแคลงใจอะไรทั้งนั้น และความผิดปกติมันถูกหยุดลงแล้ว  ณ จุดนี้ เมื่อต้นตอของความผิดพลาดถูกทำลาย  แต่อย่างไรก็อดจะขอบใจตัวเองอีกร่างไม่ได้ เพราะลำพังถ้าผมสร้างเธอมาโดยตรง มันก็จะดูผิดสามัญสำนึกของผู้คนทันที โผล่ออกไปถนนผู้คนคงกระเจิง เมื่อเห็นคนตายออกมากลางวันแสก ๆ ผมสร้างตัวของผมเองจากจิตใต้สำนึก และตัวผมเองนั้นก็สร้างเธอต่อมาอีกทีเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องวนกลับมาที่เดิม แต่ไม่ว่าจะเป็นผมหรือเป็นเขา ตามทฤษฏีจอยคนรักของผมต้องคงอยู่

             ผมมีทฤษฎีที่เชื่อได้ว่าถ้าไม่ทำลายเขา (ก็ผมเองนั่นล่ะ) ความผิดพลาดจะขยายออกไปเรื่อยๆเหมือนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  จักรวาลของเขาและของผมมีบางส่วนคาบเกี่ยวกันอยู่จะได้รับผลกระทบด้วย สุดท้ายความผิดนี้ก็คือถูกกำจัดให้หายไปจากจักรวาล มันคงเหมือนรอยเท้าย่ำบนผืนทราย พอก้าวล้ำลงไปในกระแสน้ำย่อมไม่มีรอยเท้าให้เห็น เหลือเพียงรอยเท้าบนผืนทรายรอวันลบเลือนด้วยคลื่นแห่งกาลเวลา


.
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่