ความจริง ตั้งใจไว้ว่า จะเขียนเล่าเรื่องการเดินทางครั้งนี้ แบบวันต่อวัน ใช้เวลาใกล้เคียงเวลาจริงให้มากที่สุด เพราะอยากให้เพื่อนๆได้มีส่วนร่วมสัมผัสประสบการณ์ในการเดินทางไปพร้อมๆกัน และไม่อยากเป็นดินพอกหางหมู แต่สุดท้าย หมูก็ยังเป็นหมู ดินก็พอกหางหมูเหมือนเดิม
หรือแวะมาทักทายกันได้ที่นี่นะคะ
>>>>
www.facebook.com/TheWandererAsia
>>>>
www.youtube.com/c/TheWandererAsia
ดังนั้นอย่ามัวเวิ่นอยู่เลย เริ่มกันเลยดีกว่า ทริปนี้เป็นการมาเยือนสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกมาด้วยวีซ่านักเรียน ส่วนครั้งนี้มาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว (ปล. ครั้งแรกที่มาด้วยวีซ่านักเรียน ยังไม่เคยเขียนเล่าเลย สัญญาว่า หากมีเวลา จะรีบมาเขียนเล่าเพื่อแชร์ประสบการณ์ให้เพื่อนๆอ่าน เพราะมีเรื่องราวมากมายที่น่าสนุก เริ่มตั้งแต่การขอวีซ่านักเรียนในขณะที่อายุราว 35 ปี ซึ่งไม่มีเอเจนซี่ที่ไหนยอมทำให้สักแห่ง จนต้องเริ่มต้นลงมือทำเองทั้งหมด และได้วีซ่านักเรียนมา 5 ปี)
คลิปสั้นระหว่างทาง
สหรัฐอเมริกา เป็นเป้าหมายที่หลายคนอยากมา บางคนวีซ่าไม่ผ่าน จนถึงขั้นโกรธ เกลียดประเทศนี้ไปเลยก็มี ซึ่งไม่มีใครตอบได้ว่า ทำอย่างไรจึงผ่าน ดังนั้นอย่าหลงเชื่อ หากมีใครสักคนมาบอกว่า สามารถทำให้วีซ่าของคุณผ่าน พยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง จะดีที่สุดนะคะ โดยเราสามารถเข้าไปอ่านขั้นตอนการขอวีซ่าได้ที่สถานทูตของสหรัฐอเมริกา ค่อยๆอ่านให้เข้าใจ ค่อยๆทำด้วยตัวเองค่ะ รับรองว่า ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงคุณคิดและต้องลงมือทำเองด้วยนะคะ
ก่อนไปเที่ยว ต้องขอวีซ่าให้ผ่านเสียก่อนนะ
http://www.ustraveldocs.com/th_th/th-loc-post.asp# แนะนำให้อ่านรายละเอียดในลิงค์นี้นะคะ แล้วทำตามขั้นตอน ตอบทุกอย่างเป็นความจริง หรือหากจะตอบความเท็จ คุณก็ต้องจำความเท็จนั้นได้ อย่ากรอกเอกสารมั่วๆ เพราะทุกช่องที่คุณกรอก มีผลเวลาสัมภาษณ์ ส่วนเรื่องเอกสารที่เตรียมไป เรามองว่า เป็นเรื่องรอง เพราะสิ่งที่เราเตรียมไป ทางสถานทูตไม่ได้หยิบดูเลย แม้แต่สมุดบัญชี
เอกสารที่เราเตรียมไปในวันนัดสัมภาษณ์ คือ 1. จดหมายจากบริษัท รับรองรายได้ พร้อมแจ้งยืนยันว่า ให้หยุดระหว่างวันที่เท่าไรถึงเท่าไร เพื่อเป็นการยืนยันว่า เราลางานจริง และหัวหน้างานก็อนุญาติจริง 2. บัญชีเงินเดือน และบัญชีเงินฝากส่วนตัว 3. แผนการเดินทางแบบคร่าวๆ (เราต้องทำยังไงก็ได้ให้เขาเชื่อว่า เราไปแล้วจะกลับมา รวมถึงการแต่งกายที่ควรแต่งให้ดูดีด้วยนะคะ)
ในวันสัมภาษณ์ เดินเข้าไปอย่างมั่นใจ ไม่ต้องทำท่ากลัว ควบคุมอารมณ์อย่าให้มีสีหน้ากังวล เวลาเขาถามอะไร ไม่เข้าใจให้ถามใหม่ ตอบภาษาไทยหรืออังกฤษก็ได้ แต่หากไปคนเดียวควรเข้าใจและพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง ไม่เช่นนั้น เขาจะมองว่า ไม่เข้าใจภาษาแล้วจะไปเที่ยวคนเดียวได้อย่างไร
ล่าสุดที่เข้าไปสัมภาษณ์ ผิดจาก 5 ปีก่อน ครั้งก่อนเป็นช่องๆ เราพูดผ่านช่อง เสียงไม่ดังมาก และไม่น่าอายเท่าไร สำหรับคนที่ภาษาไม่ดีอย่างเรา แต่ครั้งนี้สถานทูตปรับปรุงใหม่ ทุกช่องมีลำโพงอยู่บนศีรษะเรา พอเจ้าหน้าที่พูดมาหรือเราพูดไป ได้ยินกันทั่วห้อง บอกเลยว่า อายภาษาอังกฤษกากๆของตัวเอง แต่ก็ต้องทำมั่นใจไว้ก่อน สรุปคำถามที่เจ้าหน้าที่ถามคือ คุณจะไปทำอะไรที่อเมริกา คุณเคยไปอเมริกาไหม ครั้งนี้จะไปกับใคร ไปกี่วัน ไปไหนบ้าง (เขาจะถามไทยบ้าง อังกฤษบ้าง ผสมกันไป หากเราทำหน้าไม่เข้าใจ เขาจะพูดไทย) เราโชคดีที่ได้ผู้ชายฝรั่ง ผมทอง หน้าตาดี และท่าทางใจดี เราพยายามยื่นเอกสารใบรับรองงาน และสมุดบัญชีให้เขา แต่เขาไม่รับ ขอดูเพียงพาสปอร์ตเล่มเก่า ที่เราเคยได้รับวีซ่านักเรียนเท่านั้น จากนั้นเขาก็บอกว่า ขอให้เที่ยวให้สนุก เป็นอันว่า วีซ่าผ่าน เดินออกมาแบบยิ้มๆ กลับบ้าน
แต่ไม่จบแค่นั้นนะ ยังมีเรื่องให้ตื่นเต้นนิดหน่อย ระหว่างทางมีสถานทูตโทรเข้ามา แต่เราไม่ได้รับสาย พยายามติดต่อกลับเบอร์นั้น แต่ไม่มีคนรับสายเช่นกัน รู้แค่ว่า เป็นสถานทูต ตอนนั้นเอะใจนึกได้ว่า เฮ้ย! สงสัยเราลืมให้รูปถ่ายแน่เลย จึงกลับไปที่สถานทูตอีกครั้ง แต่เขาไม่ให้เข้า จนสุดท้ายเราแจ้งกับเจ้าหน้าที่ข้างนอกให้ช่วยประสานให้ที เพราะเรามาเมื่อเช้า สุดท้ายเขาก็ปล่อยให้เข้าไป เจ้าหน้าที่แจ้งว่า รูปคุณอายุเกิน 6 เดือนแล้ว ซึ่งเขาเปรียบเทียบรูปกับพาสปอร์ตที่เราเพิ่งทำใหม่เมื่อ 6 เดือนก่อน ภาพเหมือนกันเป๊ะ ต่างกันแค่ใส่ตุ้มหูกับไม่ใส่ตุ้มหู สุดท้ายเจ้าหน้าที่บอกว่า เพื่อความสบายใจ ขอให้เราถ่ายรูปที่ตู้ของสถานทูตที่มีบริการให้ด้านในใหม่อีกครั้ง ซึ่งเราโอเค จำราคาไม่ได้แล้ว ราวร้อยกว่าบาท แต่ตู้ไม่ทอนเงินนะ เราต้องหาเงินใส่ให้พอดี รูปออกมาพอใช้ได้ ที่สำคัญเราสามารถถ่ายจนกว่าจะพอใจนะ พอใจแล้วค่อยกดสั่งพริ้น
เฮ่อ!!!! เห็นไหม ขนาดเจ้าหน้าที่บอกว่า วีซ่าผ่านแล้ว แต่หากวันนั้นไม่ได้กลับไปอีกครั้ง ไม่ได้ถ่ายรูปใหม่ เราคงเสียเวลาอีกหลายวัน ถือว่า โชคดี ที่เสี่ยงกลับไป และได้เข้าไป
วีซ่าผ่านแล้วววววว ไปเที่ยวได้
ทำการจองตั๋วเครื่องบิน พยายามหาตั๋วราคาถูก แต่มีเป้าหมายในใจอยู่แล้วว่า จะไปโดย Korean Air เนื่องจากพนักงานหน้าตาดี และสนามบินอินชอลของเกาหลีใต้ ให้เราใช้ wifi ได้ฟรี สุดท้ายเซิร์ชเจอโปรโมชั่นดีๆของ
บัตรเครดิตเคทีซี จึงคลิกเข้าไปดู เป็นวันสุดท้ายของโปรโมชั่นนี้พอดี เราได้ตั๋วไปกลับในราคาไม่ถึง 30,000 บาท ตั๋วเดินทางเดือนกุมภาพันธ์ อายุตั๋ว 6 เดือน แต่หากจองล่วงหน้านานๆผ่านเอเจนซี่บางแห่ง ราคาตั๋วราว 28,000 บาท รวมทุกอย่างแล้วก็มีนะคะ เราเคยเช็คของ
Hiflight ราคาถือว่า โอเค ที่สำคัญข้อดีเวลาจองผ่านเอเจนท์ก็คือ หากมีปัญหาอะไร เราดิวกับเอเจนท์ และเอเจนท์จะช่วยประสานงานให้เอง
เราได้ตั๋วจากกรุงเทพฯมาลอสแองเจลิส แต่เป้าหมายของเราคือ พอร์ตแลนด์ ดังนั้นเราต้องหาตั๋วต่อมาที่พอร์ตแลนด์ เราใช้วิธีการเดิมคือ เซิร์ชหาตั๋วที่ราคาถูกๆตามเว็บต่างๆ สรุปว่า เจอของสายการบินเดลต้า จากลอสแองเจลิสมาพอร์ตแลนด์ ราคา $58 (ตั๋วเที่ยวเดียว ไม่รวมค่ากระเป๋า คือสายการบินในประเทศของเขาก็คล้ายกับบ้านเรา คือคิดค่ากระเป๋าเพิ่ม ซึ่งในวันเดินทาง เราโดนจ่ายค่ากระเป๋าอีกราว $60 ข้อนี้ถือเป็นความผิดพลาดในการตัดสินใจของเราเองนะ ความจริงหากเราจองแบบต่อเนื่องตั้งแต่แรก สายการบินจะจัดการให้เราหมดเลย ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนเครื่องกี่แห่ง แต่ก็ไม่รู้ว่า ราคาจะแพงกว่าที่เราทำหรือเปล่า)
เตรียมจัดกระเป๋า
เหมือนเดิม นิสัยที่ไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่า จะเดินทางใกล้ไกล ใช้เวลาจัดกระเป๋าล่วงหน้าแป๊ปเดียว ครั้งนี้จัดกระเป๋าล่วงหน้า 1 วันก่อนเดินทาง ทั้งที่รู้ว่า เป้าหมายที่เราจะไป หนาวนะ ฝนตกด้วย แต่สิ่งที่เตรียมได้ก็ประมาณนี้ ของใช้ที่จำเป็น ยาประจำตัว จัดแล้วก็ได้มา 2 กระเป๋าใหญ่ๆ ต้องระวังน้ำหนักไม่ให้เกิน 23 กิโลกรัมต่อใบด้วยนะคะ
ไปค่ะ ไปค่ะ วันเดินทางวันแรก
มาสนามบินสุวรรณภูมิ ควรมาก่อน 3 ชั่วโมงนะคะ มาเนิ่นๆ ดีกว่า มาแบบตื่นเต้น โหลดกระเป๋าเรียบร้อย เดินเล่นในสนามบิน รอไป รอไป จนถึงเวลาเครื่องออก ก็เตรียมตัวรับประทานอาหาร และนอนหลับพักผ่อน
บินแล้วค่ะ ของว่างที่แจกบนเครื่องคือนี่เลยค่ะ ทานไปก่อน กันปากเหงา
ตามด้วยอาหารมือค่ำ
พนักงานบนเครื่อง ทำงานขยันขันแข็ง
เมื่อกี้เรานั่งลำนี้มาหละ ถึงแล้วนะสนามบินอินชอน เกาหลีใต้
จุดหมายแรกมาเปลี่ยนเครื่องที่เกาหลีใต้ สนามบินอินชอน คงไม่นานเกินไป หากจะเลือกต่อเครื่องที่นี่ 10 ชั่วโมง เพราะคิดจะออกไปเที่ยวในเมือง สำหรับสนามบินนี้ เขามีบริการซิตี้ทัวร์ฟรีให้ด้วยนะคะ แต่จะเปิดบริการ 6.00 น. ดังนั้นหากไฟล์ทใครมาถึงก่อนเวลา แต่อยากออกไปเที่ยวก็ต้องรอก่อนนะ สำหรับเราไม่ได้ออกไปกับซิตี้ทัวร์ แต่นัดเพื่อนเกาหลีไว้ที่สนามบินอินชอนนี่หละ จึงต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อออกไปพบเพื่อน การผ่านด่านที่เกาหลี เดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เราเคยมาเกาหลีครั้งนึง มีคนโดนส่งกลับด้วยนะ ส่วนใครที่มารอเปลียนเครื่อง ก็ไม่ต้องกลัว เราเชื่อว่า ออกไปได้ ผ่านทุกคน เพราะเรามีตั๋วต่อที่จะบินไปประเทศอื่นอยู่แล้ว หากเขาถามก็บอกไปเลยว่า จะออกไปแป๊ปเดียว และเอาตั๋วอีกใบที่เราจะต้องบินต่อไปยังประเทศอื่นให้เขาดูด้วย รับรองผ่านฉลุย
ตรงนี้บูทของซิตี้ทัวร์ เปิด 6 โมงเช้า ใครอยากเข้าเมืองเที่ยวฟรีเชิญทางนี้
มีโปรแกรมทัวร์ให้เลือกตามนี้ค่ะ
สำหรับคนที่ไม่ต้องการออกไปเที่ยวข้างนอก ก็เดินไปทางนี้ได้เลย
คนที่อยากออกไปซิ่งข้างนอก ต้องมาทางนี้ค่ะ กรอกเอกสารก่อนนะคะ
มีแว่นไว้บริการด้วยนะคะ ใครลืมแว่นมา หายห่วง
แต่กว่าจะผ่านด่านออกมา นั่งรอเพื่อนเดินทางมาหา พอเจอเพื่อนก็ไปหาร้านนั่งทานอาหารเช้า คุยกัน นั่งเล่นอยู่ในสนามบินนี่แหละ ทันใดนั้นหิมะตกพอดีเลย จึงมีโอกาสได้สัมผัสหิมะครั้งแรกในชีวิตที่เกาหลี เพื่อนบอกว่า ไม่ตกมาหลายวันแล้ว วันนี้ตก เหมือนจะเป็นโชคดีที่ทำให้เราได้เห็น แต่ผลที่ตามมาหลังจากดีใจที่ได้เห็นหิมะคือ เครื่องดีเลย์ เพราะหิมะตก ทัศนวิสัยไม่ดี หึหึ ได้อย่างเสียอย่างสินะ
เดินตามตามเขาออกมา
เดินไปเรื่อยๆ งมๆเอา นัดเจอเพื่อน แต่ไม่รู้หรอกว่า ต้องไปตรงไหน
เจอแล้ว เพื่อนสาวชาวเกาหลี
ทานอาหารเช้ากันที่นี่นะ
ขนมคนละชิ้น โชคดีของปาก เพื่อนเลี้ยง
หิมะตก วิ่งออกไปกระทบหิมะสักหน่อย
แล้วก็กลับเข้ามานั่งเล่นด้านใน หาปลั๊กเสียบตามเคย เพราะจะหมดไฟ แต่คือ น้องผู้ชายคนนี้ งงหนักมาก เมื่อกี้เขายังนั่งเล่นเกมส์อยู่เลยนะ ทำไมอยู่ดีๆก็หลับกลางอากาศ
ได้เวลาเดินทางต่อแล้ว เตรียมตัวเข้าด้านในอีกครั้ง
ยังมีเวลาเหลือ ก็หามุมเงียบๆ แอบหลับสักงีบ
เงียบดี มุมนี้หลับได้ มีคนมาจับจองที่นอนเพียบ
ได้เวลาเดินทางต่อแล้ว
ไปค่ะ ขึ้นเครื่อง คราวนี้นั่งยาว นอนยาวๆ
>>>>
[CR] ไปเที่ยวอเมริกากัน (ตอน กว่าจะถึงปลายทาง) | TheWandererAsia
หรือแวะมาทักทายกันได้ที่นี่นะคะ
>>>> www.facebook.com/TheWandererAsia
>>>> www.youtube.com/c/TheWandererAsia
ดังนั้นอย่ามัวเวิ่นอยู่เลย เริ่มกันเลยดีกว่า ทริปนี้เป็นการมาเยือนสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกมาด้วยวีซ่านักเรียน ส่วนครั้งนี้มาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว (ปล. ครั้งแรกที่มาด้วยวีซ่านักเรียน ยังไม่เคยเขียนเล่าเลย สัญญาว่า หากมีเวลา จะรีบมาเขียนเล่าเพื่อแชร์ประสบการณ์ให้เพื่อนๆอ่าน เพราะมีเรื่องราวมากมายที่น่าสนุก เริ่มตั้งแต่การขอวีซ่านักเรียนในขณะที่อายุราว 35 ปี ซึ่งไม่มีเอเจนซี่ที่ไหนยอมทำให้สักแห่ง จนต้องเริ่มต้นลงมือทำเองทั้งหมด และได้วีซ่านักเรียนมา 5 ปี)
คลิปสั้นระหว่างทาง
สหรัฐอเมริกา เป็นเป้าหมายที่หลายคนอยากมา บางคนวีซ่าไม่ผ่าน จนถึงขั้นโกรธ เกลียดประเทศนี้ไปเลยก็มี ซึ่งไม่มีใครตอบได้ว่า ทำอย่างไรจึงผ่าน ดังนั้นอย่าหลงเชื่อ หากมีใครสักคนมาบอกว่า สามารถทำให้วีซ่าของคุณผ่าน พยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง จะดีที่สุดนะคะ โดยเราสามารถเข้าไปอ่านขั้นตอนการขอวีซ่าได้ที่สถานทูตของสหรัฐอเมริกา ค่อยๆอ่านให้เข้าใจ ค่อยๆทำด้วยตัวเองค่ะ รับรองว่า ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงคุณคิดและต้องลงมือทำเองด้วยนะคะ
ก่อนไปเที่ยว ต้องขอวีซ่าให้ผ่านเสียก่อนนะ
http://www.ustraveldocs.com/th_th/th-loc-post.asp# แนะนำให้อ่านรายละเอียดในลิงค์นี้นะคะ แล้วทำตามขั้นตอน ตอบทุกอย่างเป็นความจริง หรือหากจะตอบความเท็จ คุณก็ต้องจำความเท็จนั้นได้ อย่ากรอกเอกสารมั่วๆ เพราะทุกช่องที่คุณกรอก มีผลเวลาสัมภาษณ์ ส่วนเรื่องเอกสารที่เตรียมไป เรามองว่า เป็นเรื่องรอง เพราะสิ่งที่เราเตรียมไป ทางสถานทูตไม่ได้หยิบดูเลย แม้แต่สมุดบัญชี
เอกสารที่เราเตรียมไปในวันนัดสัมภาษณ์ คือ 1. จดหมายจากบริษัท รับรองรายได้ พร้อมแจ้งยืนยันว่า ให้หยุดระหว่างวันที่เท่าไรถึงเท่าไร เพื่อเป็นการยืนยันว่า เราลางานจริง และหัวหน้างานก็อนุญาติจริง 2. บัญชีเงินเดือน และบัญชีเงินฝากส่วนตัว 3. แผนการเดินทางแบบคร่าวๆ (เราต้องทำยังไงก็ได้ให้เขาเชื่อว่า เราไปแล้วจะกลับมา รวมถึงการแต่งกายที่ควรแต่งให้ดูดีด้วยนะคะ)
ในวันสัมภาษณ์ เดินเข้าไปอย่างมั่นใจ ไม่ต้องทำท่ากลัว ควบคุมอารมณ์อย่าให้มีสีหน้ากังวล เวลาเขาถามอะไร ไม่เข้าใจให้ถามใหม่ ตอบภาษาไทยหรืออังกฤษก็ได้ แต่หากไปคนเดียวควรเข้าใจและพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง ไม่เช่นนั้น เขาจะมองว่า ไม่เข้าใจภาษาแล้วจะไปเที่ยวคนเดียวได้อย่างไร
ล่าสุดที่เข้าไปสัมภาษณ์ ผิดจาก 5 ปีก่อน ครั้งก่อนเป็นช่องๆ เราพูดผ่านช่อง เสียงไม่ดังมาก และไม่น่าอายเท่าไร สำหรับคนที่ภาษาไม่ดีอย่างเรา แต่ครั้งนี้สถานทูตปรับปรุงใหม่ ทุกช่องมีลำโพงอยู่บนศีรษะเรา พอเจ้าหน้าที่พูดมาหรือเราพูดไป ได้ยินกันทั่วห้อง บอกเลยว่า อายภาษาอังกฤษกากๆของตัวเอง แต่ก็ต้องทำมั่นใจไว้ก่อน สรุปคำถามที่เจ้าหน้าที่ถามคือ คุณจะไปทำอะไรที่อเมริกา คุณเคยไปอเมริกาไหม ครั้งนี้จะไปกับใคร ไปกี่วัน ไปไหนบ้าง (เขาจะถามไทยบ้าง อังกฤษบ้าง ผสมกันไป หากเราทำหน้าไม่เข้าใจ เขาจะพูดไทย) เราโชคดีที่ได้ผู้ชายฝรั่ง ผมทอง หน้าตาดี และท่าทางใจดี เราพยายามยื่นเอกสารใบรับรองงาน และสมุดบัญชีให้เขา แต่เขาไม่รับ ขอดูเพียงพาสปอร์ตเล่มเก่า ที่เราเคยได้รับวีซ่านักเรียนเท่านั้น จากนั้นเขาก็บอกว่า ขอให้เที่ยวให้สนุก เป็นอันว่า วีซ่าผ่าน เดินออกมาแบบยิ้มๆ กลับบ้าน
แต่ไม่จบแค่นั้นนะ ยังมีเรื่องให้ตื่นเต้นนิดหน่อย ระหว่างทางมีสถานทูตโทรเข้ามา แต่เราไม่ได้รับสาย พยายามติดต่อกลับเบอร์นั้น แต่ไม่มีคนรับสายเช่นกัน รู้แค่ว่า เป็นสถานทูต ตอนนั้นเอะใจนึกได้ว่า เฮ้ย! สงสัยเราลืมให้รูปถ่ายแน่เลย จึงกลับไปที่สถานทูตอีกครั้ง แต่เขาไม่ให้เข้า จนสุดท้ายเราแจ้งกับเจ้าหน้าที่ข้างนอกให้ช่วยประสานให้ที เพราะเรามาเมื่อเช้า สุดท้ายเขาก็ปล่อยให้เข้าไป เจ้าหน้าที่แจ้งว่า รูปคุณอายุเกิน 6 เดือนแล้ว ซึ่งเขาเปรียบเทียบรูปกับพาสปอร์ตที่เราเพิ่งทำใหม่เมื่อ 6 เดือนก่อน ภาพเหมือนกันเป๊ะ ต่างกันแค่ใส่ตุ้มหูกับไม่ใส่ตุ้มหู สุดท้ายเจ้าหน้าที่บอกว่า เพื่อความสบายใจ ขอให้เราถ่ายรูปที่ตู้ของสถานทูตที่มีบริการให้ด้านในใหม่อีกครั้ง ซึ่งเราโอเค จำราคาไม่ได้แล้ว ราวร้อยกว่าบาท แต่ตู้ไม่ทอนเงินนะ เราต้องหาเงินใส่ให้พอดี รูปออกมาพอใช้ได้ ที่สำคัญเราสามารถถ่ายจนกว่าจะพอใจนะ พอใจแล้วค่อยกดสั่งพริ้น
เฮ่อ!!!! เห็นไหม ขนาดเจ้าหน้าที่บอกว่า วีซ่าผ่านแล้ว แต่หากวันนั้นไม่ได้กลับไปอีกครั้ง ไม่ได้ถ่ายรูปใหม่ เราคงเสียเวลาอีกหลายวัน ถือว่า โชคดี ที่เสี่ยงกลับไป และได้เข้าไป
วีซ่าผ่านแล้วววววว ไปเที่ยวได้
ทำการจองตั๋วเครื่องบิน พยายามหาตั๋วราคาถูก แต่มีเป้าหมายในใจอยู่แล้วว่า จะไปโดย Korean Air เนื่องจากพนักงานหน้าตาดี และสนามบินอินชอลของเกาหลีใต้ ให้เราใช้ wifi ได้ฟรี สุดท้ายเซิร์ชเจอโปรโมชั่นดีๆของบัตรเครดิตเคทีซี จึงคลิกเข้าไปดู เป็นวันสุดท้ายของโปรโมชั่นนี้พอดี เราได้ตั๋วไปกลับในราคาไม่ถึง 30,000 บาท ตั๋วเดินทางเดือนกุมภาพันธ์ อายุตั๋ว 6 เดือน แต่หากจองล่วงหน้านานๆผ่านเอเจนซี่บางแห่ง ราคาตั๋วราว 28,000 บาท รวมทุกอย่างแล้วก็มีนะคะ เราเคยเช็คของ Hiflight ราคาถือว่า โอเค ที่สำคัญข้อดีเวลาจองผ่านเอเจนท์ก็คือ หากมีปัญหาอะไร เราดิวกับเอเจนท์ และเอเจนท์จะช่วยประสานงานให้เอง
เราได้ตั๋วจากกรุงเทพฯมาลอสแองเจลิส แต่เป้าหมายของเราคือ พอร์ตแลนด์ ดังนั้นเราต้องหาตั๋วต่อมาที่พอร์ตแลนด์ เราใช้วิธีการเดิมคือ เซิร์ชหาตั๋วที่ราคาถูกๆตามเว็บต่างๆ สรุปว่า เจอของสายการบินเดลต้า จากลอสแองเจลิสมาพอร์ตแลนด์ ราคา $58 (ตั๋วเที่ยวเดียว ไม่รวมค่ากระเป๋า คือสายการบินในประเทศของเขาก็คล้ายกับบ้านเรา คือคิดค่ากระเป๋าเพิ่ม ซึ่งในวันเดินทาง เราโดนจ่ายค่ากระเป๋าอีกราว $60 ข้อนี้ถือเป็นความผิดพลาดในการตัดสินใจของเราเองนะ ความจริงหากเราจองแบบต่อเนื่องตั้งแต่แรก สายการบินจะจัดการให้เราหมดเลย ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนเครื่องกี่แห่ง แต่ก็ไม่รู้ว่า ราคาจะแพงกว่าที่เราทำหรือเปล่า)
เตรียมจัดกระเป๋า
เหมือนเดิม นิสัยที่ไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่า จะเดินทางใกล้ไกล ใช้เวลาจัดกระเป๋าล่วงหน้าแป๊ปเดียว ครั้งนี้จัดกระเป๋าล่วงหน้า 1 วันก่อนเดินทาง ทั้งที่รู้ว่า เป้าหมายที่เราจะไป หนาวนะ ฝนตกด้วย แต่สิ่งที่เตรียมได้ก็ประมาณนี้ ของใช้ที่จำเป็น ยาประจำตัว จัดแล้วก็ได้มา 2 กระเป๋าใหญ่ๆ ต้องระวังน้ำหนักไม่ให้เกิน 23 กิโลกรัมต่อใบด้วยนะคะ
ไปค่ะ ไปค่ะ วันเดินทางวันแรก
มาสนามบินสุวรรณภูมิ ควรมาก่อน 3 ชั่วโมงนะคะ มาเนิ่นๆ ดีกว่า มาแบบตื่นเต้น โหลดกระเป๋าเรียบร้อย เดินเล่นในสนามบิน รอไป รอไป จนถึงเวลาเครื่องออก ก็เตรียมตัวรับประทานอาหาร และนอนหลับพักผ่อน
บินแล้วค่ะ ของว่างที่แจกบนเครื่องคือนี่เลยค่ะ ทานไปก่อน กันปากเหงา
ตามด้วยอาหารมือค่ำ
พนักงานบนเครื่อง ทำงานขยันขันแข็ง
เมื่อกี้เรานั่งลำนี้มาหละ ถึงแล้วนะสนามบินอินชอน เกาหลีใต้
จุดหมายแรกมาเปลี่ยนเครื่องที่เกาหลีใต้ สนามบินอินชอน คงไม่นานเกินไป หากจะเลือกต่อเครื่องที่นี่ 10 ชั่วโมง เพราะคิดจะออกไปเที่ยวในเมือง สำหรับสนามบินนี้ เขามีบริการซิตี้ทัวร์ฟรีให้ด้วยนะคะ แต่จะเปิดบริการ 6.00 น. ดังนั้นหากไฟล์ทใครมาถึงก่อนเวลา แต่อยากออกไปเที่ยวก็ต้องรอก่อนนะ สำหรับเราไม่ได้ออกไปกับซิตี้ทัวร์ แต่นัดเพื่อนเกาหลีไว้ที่สนามบินอินชอนนี่หละ จึงต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อออกไปพบเพื่อน การผ่านด่านที่เกาหลี เดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เราเคยมาเกาหลีครั้งนึง มีคนโดนส่งกลับด้วยนะ ส่วนใครที่มารอเปลียนเครื่อง ก็ไม่ต้องกลัว เราเชื่อว่า ออกไปได้ ผ่านทุกคน เพราะเรามีตั๋วต่อที่จะบินไปประเทศอื่นอยู่แล้ว หากเขาถามก็บอกไปเลยว่า จะออกไปแป๊ปเดียว และเอาตั๋วอีกใบที่เราจะต้องบินต่อไปยังประเทศอื่นให้เขาดูด้วย รับรองผ่านฉลุย
ตรงนี้บูทของซิตี้ทัวร์ เปิด 6 โมงเช้า ใครอยากเข้าเมืองเที่ยวฟรีเชิญทางนี้
มีโปรแกรมทัวร์ให้เลือกตามนี้ค่ะ
สำหรับคนที่ไม่ต้องการออกไปเที่ยวข้างนอก ก็เดินไปทางนี้ได้เลย
คนที่อยากออกไปซิ่งข้างนอก ต้องมาทางนี้ค่ะ กรอกเอกสารก่อนนะคะ
มีแว่นไว้บริการด้วยนะคะ ใครลืมแว่นมา หายห่วง
แต่กว่าจะผ่านด่านออกมา นั่งรอเพื่อนเดินทางมาหา พอเจอเพื่อนก็ไปหาร้านนั่งทานอาหารเช้า คุยกัน นั่งเล่นอยู่ในสนามบินนี่แหละ ทันใดนั้นหิมะตกพอดีเลย จึงมีโอกาสได้สัมผัสหิมะครั้งแรกในชีวิตที่เกาหลี เพื่อนบอกว่า ไม่ตกมาหลายวันแล้ว วันนี้ตก เหมือนจะเป็นโชคดีที่ทำให้เราได้เห็น แต่ผลที่ตามมาหลังจากดีใจที่ได้เห็นหิมะคือ เครื่องดีเลย์ เพราะหิมะตก ทัศนวิสัยไม่ดี หึหึ ได้อย่างเสียอย่างสินะ
เดินตามตามเขาออกมา
เดินไปเรื่อยๆ งมๆเอา นัดเจอเพื่อน แต่ไม่รู้หรอกว่า ต้องไปตรงไหน
เจอแล้ว เพื่อนสาวชาวเกาหลี
ทานอาหารเช้ากันที่นี่นะ
ขนมคนละชิ้น โชคดีของปาก เพื่อนเลี้ยง
หิมะตก วิ่งออกไปกระทบหิมะสักหน่อย
แล้วก็กลับเข้ามานั่งเล่นด้านใน หาปลั๊กเสียบตามเคย เพราะจะหมดไฟ แต่คือ น้องผู้ชายคนนี้ งงหนักมาก เมื่อกี้เขายังนั่งเล่นเกมส์อยู่เลยนะ ทำไมอยู่ดีๆก็หลับกลางอากาศ
ได้เวลาเดินทางต่อแล้ว เตรียมตัวเข้าด้านในอีกครั้ง
ยังมีเวลาเหลือ ก็หามุมเงียบๆ แอบหลับสักงีบ
เงียบดี มุมนี้หลับได้ มีคนมาจับจองที่นอนเพียบ
ได้เวลาเดินทางต่อแล้ว
ไปค่ะ ขึ้นเครื่อง คราวนี้นั่งยาว นอนยาวๆ
>>>>