พูดกันมาเป็น 10 ปี เวียดนามจะแซงเราจริงหรือ
Note: ผมขอเน้นว่าคนเวียดนามที่กล่าวอ้างมาเป็นคนที่ผมเคยรู้จักและทำงานด้วยไม่ได้หมายรวมถึงคนเวียดนามทั้งหมด
เนื่องจากเห็นมีหลายคนมักจะพูดว่าเวียดนามจะแซงเรา เราจะแพ้เวียดนามด้วยเหตุผลมาสนับสนุนมากมาย ผมจำได้ว่าผมได้ยินเรื่องนี้ตั้งแต่ยังเด็ก มาจนถึงตอนนี้ผ่านมา 10 กว่าปีแล้ว ผมก็ยังคงได้ยินคนพูดเสมอๆว่าเราจะตามหลังเวียดนามในอีก ..X.. ปี ดูแล้วมันก็น่าคิดนะว่ามันจะเป็นจริงไหม และแล้วผมก็คิดว่าผมพอที่จะตอบคำถามนี้ได้แล้ว เมื่อผมได้มาทำงานที่เวียดนาม ทำงานกับคนเวียดนาม และต้องพยายามเข้าใจวิธีชีวิตและวัฒนธรรมของคนเวียดนามเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างราบรื่น
ผมจะขอมาแชร์สิ่งที่ผมได้พบเห็นและได้สัมผัสมา ลองมาวิเคราะห์กันดูครับ โดยจะขอหยิบยกประเด็นหลักๆมาคุยกันคือ เรื่องของคนเวียดนามเอง นิสัยใจคอ แนวคิดในการใช้ชีวิต สภาพบ้านเมือง เศรษฐกิจ มุมมองคนเวียดนามต่อประเทศไทยและต่อประเทศเวียดนามเอง
ผมขอพูดถึงคนเวียดนามก่อน เพราะส่วนตัวมองว่า “การที่ประเทศจะพัฒนาได้ต้องเริ่มที่คน คนดีต้องเป็นคนส่วนมาก คนไม่ดีต้องเป็นส่วนน้อย” เราต้องเข้าใจก่อนว่าสมัยก่อนเวียดนามถูกแบ่งเป็น 2 ประเทศคือ เวียดนามเหนือ เวียดนามใต้ และนานกว่านั้นเวียดนามเองก็เคยถูกปกครองโดยจีนมาอย่างยาวนานกว่า 1,000 ปี ซึ่งการที่สมัยก่อนเวียดนามถูกแบ่งเป็นสองประเทศ มันทำให้ตอนนี้เวียดนามมีเมืองเศรษฐกิจใหญ่ๆ 2 เมืองคือ ฮานอยเป็นเมืองหลวง (ภาษาเวียด จะอ่านว่า ห่า-หน่อย) และ โฮจิมินห์ ถ้าใครเคยไปมาทั้ง 2 เมืองอาจจะรู้สึกได้ว่าคนฮานอยและคนโฮจิมินห์ มีนิสัยไม่เหมือนกัน สภาพบ้านเมืองเองก็ไม่เหมือนกัน ผมขอเทียบเคียงว่าฮานอยเองก็น้องๆพี่จีนนั่นแหละ แม้แต่คนที่มากจากฮานอยเองก็ยังยอมรับเพราะทำไงได้ก็โดนปกครองโดยจีนมาตั้งกว่าพันปี วัฒนธรรม ประเพณี วันขึ้นปีใหม่ก็รับเค้ามาเต็มๆ ภาษาเหนือใต้เขียนเหมือนกันแต่พูดไม่เหมือนกัน ดังนั้นจะพอเห็นภาพว่าเวียดนามตอนนี้เหมือนจะรวมกันได้แล้ว แต่ลึกๆก็ยังมีเส้นแบ่งทางความคิดอยู่ คนเวียดนามส่วนใหญ่มีการศึกษาอ่านออกเขียนได้ จากที่ผมฟังมาผมคิดว่าการศึกษาบ้านเค้าดีกว่าบ้านเรา แต่ระบบการรับเข้าทำงานหนักกว่าบ้านเรา เรียกว่าถ้าอยากได้งานดีๆเงินเดือนสูงๆ ถ้าไม่มีพวกหรือเส้นสายนี่ก็ต้องลำบากหน่อย หรืออาจจะพูดได้ว่าตำแหน่งงานดีๆ บริษัทดีๆมันมีน้อยกว่าบ้านเรา และเงินเดือนของเด็กจบใหม่ถ้าทำงานที่บริษัทของรัฐบาลก็น้อยนิดเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ ผมจะขอยกตัวอย่างอาชีพที่ฮิตๆ เช่น วิศวกร เด็กจบใหม่ ถ้าทำงานที่ฮานอยเงินเดือนเริ่มต้นเฉลี่ย 250 USD (8,750 บาท) แต่ถ้ามาทำงานที่โฮจิมินห์ เงินเดือนจะสูงกว่า อยู่ที่ประมาณ 500 USD (17,500 บาท)ส่วนมากเป็นบริษัทต่างชาติ คนขับรถที่โฮจิมินห์เงินเดือน 300 USD (10,500 บาท) ให้ตายเถอะคนขับรถได้เงินเดือนเยอะกว่าวิศวกร แต่ใช่ว่าการทำงานที่เมืองหลวงจะไม่ดีเสมอไป ผมเห็นว่าบริษัทส่วนใหญ่จะมีข้าวกลางวันเลี้ยงพนักงานพอถึงตอนเที่ยงก็ไปต่อแถวหยิบถาดอาหารไปรับข้าวแล้วก็ไปนั่งกินตอนแรกที่ไปกินนึกว่าอยู่ค่ายทหาร 555+ แต่โฮจิมินห์กลางวันหากินเองนะครับ ก็เป็นว่าถ้าทำงานที่โฮจิมินห์ได้เงินเยอะกว่าแต่ไม่มีอาหารกลางวันให้ ซึ่งเมื่อเทียบกับค่าอาหาร ข้าวแกงข้างทางกับข้าว 2 อย่าง 50,000 ด่อง (70 บาท) ถ้าไปร้านเฝอ ร้านดังๆหน่อยก็ 90,000 ด่องขึ้นไป (140 บาท) ลองคิดดูว่าถ้ากินอย่างนี้ทุกวันตายแน่ ดังนั้นคนเวียดนามส่วนมากจะเอาข้าวมากินเองครับ ไปซื้อของที่ตลาดทำเองแล้วเอามากินกลางวัน (ถูกกว่ากันเยอะ) ผมคิดว่าส่วนหนึ่งที่เป็นสาเหตุทำให้ข้าวของแพงเพราะเงินเฟ้อ ราคาค่าเช่าที่ และราคาที่ดิน ที่โคดแพง ทำไมถึงแพงไว้ค่อยมาแตกประเด็น คนเวียดนามเองเป็นที่รู้กันว่าถ้าอยากเติบโตในการทำงาน ต้องหาเงินที่โฮจิมินห์และกลับไปเติบโตที่ฮานอย ผมขอข้ามเรื่องการเมืองของเวียดนามไปละกัน เรื่องมันเยอะ
ขอกลับมาพูดเรื่องการทำงานของคนเวียดนาม เริ่มที่พนักงานออฟฟิส (Working level) ก่อน จากที่ประสบมาและฟังอีกหลายท่านบ่นมา
เน้นว่า ที่ผมเคยเจอมาและฟังมาจากหลายๆบริษัทไม่ได้เหมารวมถึงคนเวียดนามทั้งหมด ผมขอนิยามว่าเป็น Yes-man (ขอไปที) คือสั่งอะไรพูดอะไร Yes หมด เข้าใจไหม Yes ตลอด แล้วก็มีปัญหาเหมือนเดิม แต่สิ่งที่รู้สึกแย่คือต้องมาคอยตรวจสอบว่ามีนอกมีในไหม มีเล่นตุกติกหรือเปล่า คิดว่าคนที่เคยมาเที่ยวเวียดนามก็น่าจะเคยเจอมาบ้าง ในแง่ของฝีมือแรงงานที่ต้องใช้ทักษะโดยรวมผมมองว่าเค้ายังสู้บ้านเราไม่ได้ยังต้องใช้เวลาอีกซักพักใหญ่ถึงจะตามเราทัน ความเรียบร้อย การเก็บรายละเอียดของงานยังไม่ดี ดังนั้นส่วนตัวมองว่าไทยก็ยังเป็นประเทศที่น่าลงทุนมากกว่าเวียดนามแต่อาจจะต้องมาดูเป็นแต่ละธุรกิจไป (เวียดนามเนี่ยคือประเทศปราบเซียน นักธุรกิจเราเจ็บตัวไปหลายรายละ) แม้ว่าเวียดนามจะมีข้อดีเรื่องแรงถูกแต่เรื่องฝีมือยังไม่ได้และสอนยากปัญหาเยอะ เนื่องด้วยที่เป็น Yes-man คนเวียดนามทำงานตรงเวลามากคือใกล้เวลาเลิกงานเมื่อไร บริษัทหยั่งกับบริษัทร้างกลับบ้านกันหมดเลย ในเมืองโฮจิมินห์รถโคดติด บางคนที่ขยันทำงานดีก็ดีไปเลย ถึงอย่างนั้นผมก็ยังเห็นว่าพื้นฐานจิตใจของคนเวียดนามส่วนมากดี แต่เนื่องจากสภาพสังคมบีบบังคับให้ต้องดิ้นรน ผมเคยคุยกับคนเวียดนามหลายๆคน เค้ามีความภูมิใจมากที่ชนะสงครามนะ แต่เมื่อถามว่าอยากอยู่เวียดนามไหม เค้ากลับบอกว่าถ้าเลือกได้ขอไปอยู่ประเทศอื่น แปลกมะ ผมมองว่าเนื่องจากปัจจุบันเวียดนามมีการคอรัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวกที่สูงมาก ทำให้คนเวียดนามส่วนใหญ่ต้องทำงานหากินไปวันๆ อยากจะซื้อมอเตอร์ไซค์ใหม่ หรือหาซื้อรถมาขับ ก็ทำได้ยากไม่รุ้มันจะแพงไปไหน (ราคา Vios นี่เป็นล้านนะครับแพงมาก) นั้นก็เป็นสาเหตุว่าทำไมเวียดนามมีมอเตอร์ไซค์เยอะเพราะคนมันซื้อรถกันไม่ไหวลำพังแค่หาข้าวกินก็ไม่ไหวแล้ว อีกอย่างคือ หาที่จอดรถได้ยากมากและค่าที่จอดแพงมากเพราะส่วนมากมีแต่ที่จอดมอเตอร์ไซค์ เป็นที่มาของฟุตบาทมีไว้จอดรถ เวียดนามเองเป็นคอมมิวนิสแต่มีเลือกตั้งนะครับงงอะดิ แต่มีให้เลือกพรรคเดียวนะ คือมีหน้าที่ไปกาอย่างเดียว เป็นที่รู้กันว่าจะได้อิ่มๆ เมื่อรวมปัจจัยต่างๆแล้วจึงเป็นที่มาของคำที่เพื่อนเวียดนามผมชอบพูดว่า “ไม่มีใครอยากจะเป็น Hero หรอก” เพราะไม่รู้จะเป็นไปทำไม ทำให้คนเวียดนาม (ผมขอใช้ว่าส่วนมาก)ที่เจอมักจะทำงานในขอบเขตของตัวเอง และไม่ยุ่งไม่ช่วยผู้อื่น (ออกแนวขอตัว “ตู” รอดเป็นพอ) ทำงานแล้วเหนื่อยขอบอก ส่วนมากผู้หญิงเวียดนามจะทำงานดีกว่าผู้ชาย ขยันกว่ามีน้ำใจมากกว่าและ สาวเวียดนามก็ชอบผู้ชายไทยด้วย และคำตอบของผมในมุมของคุณภาพคนของเวียดนามโดยรวม ผมยังมองว่าเค้ายังตามเราไม่ทัน และการจะเปลี่ยนคนนั้นทำได้ยากและต้องใช้เวลานาน เรื่องคนจบไป ต่อไปมาคุยเรื่องเศรษฐกิจ ชีวิตจริงกับตัวเลขที่เปิดเผยต่อชาวโลกกันดีกว่า
ปล. ผมขอเน้นยำว่าคนเวียดนามที่กล่าวอ้างมาเป็นคนที่ผมเคยรู้จักและทำงานด้วยไม่ได้หมายรวมถึงคนเวียดนามทั้งหมด
พูดกันมาเป็น 10 ปี เวียดนามจะแซงเราจริงหรือ
Note: ผมขอเน้นว่าคนเวียดนามที่กล่าวอ้างมาเป็นคนที่ผมเคยรู้จักและทำงานด้วยไม่ได้หมายรวมถึงคนเวียดนามทั้งหมด
เนื่องจากเห็นมีหลายคนมักจะพูดว่าเวียดนามจะแซงเรา เราจะแพ้เวียดนามด้วยเหตุผลมาสนับสนุนมากมาย ผมจำได้ว่าผมได้ยินเรื่องนี้ตั้งแต่ยังเด็ก มาจนถึงตอนนี้ผ่านมา 10 กว่าปีแล้ว ผมก็ยังคงได้ยินคนพูดเสมอๆว่าเราจะตามหลังเวียดนามในอีก ..X.. ปี ดูแล้วมันก็น่าคิดนะว่ามันจะเป็นจริงไหม และแล้วผมก็คิดว่าผมพอที่จะตอบคำถามนี้ได้แล้ว เมื่อผมได้มาทำงานที่เวียดนาม ทำงานกับคนเวียดนาม และต้องพยายามเข้าใจวิธีชีวิตและวัฒนธรรมของคนเวียดนามเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างราบรื่น
ผมจะขอมาแชร์สิ่งที่ผมได้พบเห็นและได้สัมผัสมา ลองมาวิเคราะห์กันดูครับ โดยจะขอหยิบยกประเด็นหลักๆมาคุยกันคือ เรื่องของคนเวียดนามเอง นิสัยใจคอ แนวคิดในการใช้ชีวิต สภาพบ้านเมือง เศรษฐกิจ มุมมองคนเวียดนามต่อประเทศไทยและต่อประเทศเวียดนามเอง
ผมขอพูดถึงคนเวียดนามก่อน เพราะส่วนตัวมองว่า “การที่ประเทศจะพัฒนาได้ต้องเริ่มที่คน คนดีต้องเป็นคนส่วนมาก คนไม่ดีต้องเป็นส่วนน้อย” เราต้องเข้าใจก่อนว่าสมัยก่อนเวียดนามถูกแบ่งเป็น 2 ประเทศคือ เวียดนามเหนือ เวียดนามใต้ และนานกว่านั้นเวียดนามเองก็เคยถูกปกครองโดยจีนมาอย่างยาวนานกว่า 1,000 ปี ซึ่งการที่สมัยก่อนเวียดนามถูกแบ่งเป็นสองประเทศ มันทำให้ตอนนี้เวียดนามมีเมืองเศรษฐกิจใหญ่ๆ 2 เมืองคือ ฮานอยเป็นเมืองหลวง (ภาษาเวียด จะอ่านว่า ห่า-หน่อย) และ โฮจิมินห์ ถ้าใครเคยไปมาทั้ง 2 เมืองอาจจะรู้สึกได้ว่าคนฮานอยและคนโฮจิมินห์ มีนิสัยไม่เหมือนกัน สภาพบ้านเมืองเองก็ไม่เหมือนกัน ผมขอเทียบเคียงว่าฮานอยเองก็น้องๆพี่จีนนั่นแหละ แม้แต่คนที่มากจากฮานอยเองก็ยังยอมรับเพราะทำไงได้ก็โดนปกครองโดยจีนมาตั้งกว่าพันปี วัฒนธรรม ประเพณี วันขึ้นปีใหม่ก็รับเค้ามาเต็มๆ ภาษาเหนือใต้เขียนเหมือนกันแต่พูดไม่เหมือนกัน ดังนั้นจะพอเห็นภาพว่าเวียดนามตอนนี้เหมือนจะรวมกันได้แล้ว แต่ลึกๆก็ยังมีเส้นแบ่งทางความคิดอยู่ คนเวียดนามส่วนใหญ่มีการศึกษาอ่านออกเขียนได้ จากที่ผมฟังมาผมคิดว่าการศึกษาบ้านเค้าดีกว่าบ้านเรา แต่ระบบการรับเข้าทำงานหนักกว่าบ้านเรา เรียกว่าถ้าอยากได้งานดีๆเงินเดือนสูงๆ ถ้าไม่มีพวกหรือเส้นสายนี่ก็ต้องลำบากหน่อย หรืออาจจะพูดได้ว่าตำแหน่งงานดีๆ บริษัทดีๆมันมีน้อยกว่าบ้านเรา และเงินเดือนของเด็กจบใหม่ถ้าทำงานที่บริษัทของรัฐบาลก็น้อยนิดเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ ผมจะขอยกตัวอย่างอาชีพที่ฮิตๆ เช่น วิศวกร เด็กจบใหม่ ถ้าทำงานที่ฮานอยเงินเดือนเริ่มต้นเฉลี่ย 250 USD (8,750 บาท) แต่ถ้ามาทำงานที่โฮจิมินห์ เงินเดือนจะสูงกว่า อยู่ที่ประมาณ 500 USD (17,500 บาท)ส่วนมากเป็นบริษัทต่างชาติ คนขับรถที่โฮจิมินห์เงินเดือน 300 USD (10,500 บาท) ให้ตายเถอะคนขับรถได้เงินเดือนเยอะกว่าวิศวกร แต่ใช่ว่าการทำงานที่เมืองหลวงจะไม่ดีเสมอไป ผมเห็นว่าบริษัทส่วนใหญ่จะมีข้าวกลางวันเลี้ยงพนักงานพอถึงตอนเที่ยงก็ไปต่อแถวหยิบถาดอาหารไปรับข้าวแล้วก็ไปนั่งกินตอนแรกที่ไปกินนึกว่าอยู่ค่ายทหาร 555+ แต่โฮจิมินห์กลางวันหากินเองนะครับ ก็เป็นว่าถ้าทำงานที่โฮจิมินห์ได้เงินเยอะกว่าแต่ไม่มีอาหารกลางวันให้ ซึ่งเมื่อเทียบกับค่าอาหาร ข้าวแกงข้างทางกับข้าว 2 อย่าง 50,000 ด่อง (70 บาท) ถ้าไปร้านเฝอ ร้านดังๆหน่อยก็ 90,000 ด่องขึ้นไป (140 บาท) ลองคิดดูว่าถ้ากินอย่างนี้ทุกวันตายแน่ ดังนั้นคนเวียดนามส่วนมากจะเอาข้าวมากินเองครับ ไปซื้อของที่ตลาดทำเองแล้วเอามากินกลางวัน (ถูกกว่ากันเยอะ) ผมคิดว่าส่วนหนึ่งที่เป็นสาเหตุทำให้ข้าวของแพงเพราะเงินเฟ้อ ราคาค่าเช่าที่ และราคาที่ดิน ที่โคดแพง ทำไมถึงแพงไว้ค่อยมาแตกประเด็น คนเวียดนามเองเป็นที่รู้กันว่าถ้าอยากเติบโตในการทำงาน ต้องหาเงินที่โฮจิมินห์และกลับไปเติบโตที่ฮานอย ผมขอข้ามเรื่องการเมืองของเวียดนามไปละกัน เรื่องมันเยอะ
ขอกลับมาพูดเรื่องการทำงานของคนเวียดนาม เริ่มที่พนักงานออฟฟิส (Working level) ก่อน จากที่ประสบมาและฟังอีกหลายท่านบ่นมา เน้นว่า ที่ผมเคยเจอมาและฟังมาจากหลายๆบริษัทไม่ได้เหมารวมถึงคนเวียดนามทั้งหมด ผมขอนิยามว่าเป็น Yes-man (ขอไปที) คือสั่งอะไรพูดอะไร Yes หมด เข้าใจไหม Yes ตลอด แล้วก็มีปัญหาเหมือนเดิม แต่สิ่งที่รู้สึกแย่คือต้องมาคอยตรวจสอบว่ามีนอกมีในไหม มีเล่นตุกติกหรือเปล่า คิดว่าคนที่เคยมาเที่ยวเวียดนามก็น่าจะเคยเจอมาบ้าง ในแง่ของฝีมือแรงงานที่ต้องใช้ทักษะโดยรวมผมมองว่าเค้ายังสู้บ้านเราไม่ได้ยังต้องใช้เวลาอีกซักพักใหญ่ถึงจะตามเราทัน ความเรียบร้อย การเก็บรายละเอียดของงานยังไม่ดี ดังนั้นส่วนตัวมองว่าไทยก็ยังเป็นประเทศที่น่าลงทุนมากกว่าเวียดนามแต่อาจจะต้องมาดูเป็นแต่ละธุรกิจไป (เวียดนามเนี่ยคือประเทศปราบเซียน นักธุรกิจเราเจ็บตัวไปหลายรายละ) แม้ว่าเวียดนามจะมีข้อดีเรื่องแรงถูกแต่เรื่องฝีมือยังไม่ได้และสอนยากปัญหาเยอะ เนื่องด้วยที่เป็น Yes-man คนเวียดนามทำงานตรงเวลามากคือใกล้เวลาเลิกงานเมื่อไร บริษัทหยั่งกับบริษัทร้างกลับบ้านกันหมดเลย ในเมืองโฮจิมินห์รถโคดติด บางคนที่ขยันทำงานดีก็ดีไปเลย ถึงอย่างนั้นผมก็ยังเห็นว่าพื้นฐานจิตใจของคนเวียดนามส่วนมากดี แต่เนื่องจากสภาพสังคมบีบบังคับให้ต้องดิ้นรน ผมเคยคุยกับคนเวียดนามหลายๆคน เค้ามีความภูมิใจมากที่ชนะสงครามนะ แต่เมื่อถามว่าอยากอยู่เวียดนามไหม เค้ากลับบอกว่าถ้าเลือกได้ขอไปอยู่ประเทศอื่น แปลกมะ ผมมองว่าเนื่องจากปัจจุบันเวียดนามมีการคอรัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวกที่สูงมาก ทำให้คนเวียดนามส่วนใหญ่ต้องทำงานหากินไปวันๆ อยากจะซื้อมอเตอร์ไซค์ใหม่ หรือหาซื้อรถมาขับ ก็ทำได้ยากไม่รุ้มันจะแพงไปไหน (ราคา Vios นี่เป็นล้านนะครับแพงมาก) นั้นก็เป็นสาเหตุว่าทำไมเวียดนามมีมอเตอร์ไซค์เยอะเพราะคนมันซื้อรถกันไม่ไหวลำพังแค่หาข้าวกินก็ไม่ไหวแล้ว อีกอย่างคือ หาที่จอดรถได้ยากมากและค่าที่จอดแพงมากเพราะส่วนมากมีแต่ที่จอดมอเตอร์ไซค์ เป็นที่มาของฟุตบาทมีไว้จอดรถ เวียดนามเองเป็นคอมมิวนิสแต่มีเลือกตั้งนะครับงงอะดิ แต่มีให้เลือกพรรคเดียวนะ คือมีหน้าที่ไปกาอย่างเดียว เป็นที่รู้กันว่าจะได้อิ่มๆ เมื่อรวมปัจจัยต่างๆแล้วจึงเป็นที่มาของคำที่เพื่อนเวียดนามผมชอบพูดว่า “ไม่มีใครอยากจะเป็น Hero หรอก” เพราะไม่รู้จะเป็นไปทำไม ทำให้คนเวียดนาม (ผมขอใช้ว่าส่วนมาก)ที่เจอมักจะทำงานในขอบเขตของตัวเอง และไม่ยุ่งไม่ช่วยผู้อื่น (ออกแนวขอตัว “ตู” รอดเป็นพอ) ทำงานแล้วเหนื่อยขอบอก ส่วนมากผู้หญิงเวียดนามจะทำงานดีกว่าผู้ชาย ขยันกว่ามีน้ำใจมากกว่าและ สาวเวียดนามก็ชอบผู้ชายไทยด้วย และคำตอบของผมในมุมของคุณภาพคนของเวียดนามโดยรวม ผมยังมองว่าเค้ายังตามเราไม่ทัน และการจะเปลี่ยนคนนั้นทำได้ยากและต้องใช้เวลานาน เรื่องคนจบไป ต่อไปมาคุยเรื่องเศรษฐกิจ ชีวิตจริงกับตัวเลขที่เปิดเผยต่อชาวโลกกันดีกว่า
ปล. ผมขอเน้นยำว่าคนเวียดนามที่กล่าวอ้างมาเป็นคนที่ผมเคยรู้จักและทำงานด้วยไม่ได้หมายรวมถึงคนเวียดนามทั้งหมด