ปัญหาของพี่ไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นพนักงานสอบสวนหรอกครับ ยอมรับเถอะว่าพี่โดนด่าเพราะพี่เป็นตำรวจ ทำไมผมถึงว่าอย่างนั้น
1. ร้อยเวรออกตรวจที่เกิดเหตุ ได้พยานหลักฐานมาจึงทำการส่งตรวจ ซึ่งการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อาจไม่ 100% แต่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าเป็นพยานหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือที่สุดและพี่ก็ได้ทำครบถ้วนแล้ว
2.เมื่อพี่เรียกผู้ต้องหามาแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำ ปรากฎว่าผู้ต้องหาปฏิเสธ ไม่ขอให้การในชั้นสอบสวนแต่ขอให้การในชั้นศาล หรือปฏิเสธลอย หมายความว่า ผู้ต้องหาไม่ประสงค์จะแสดงความบริสุทธิ์ของตนในชั้นสอบสวนแต่ขอไปต่อสู้ชั้นศาล
3.เมื่อผู้ต้องหาปฏิเสธลอย พนักงานสอบสวนจึงไม่มีข้อเท็จจริงอย่างอื่นเพื่อชั่งน้ำหนักกับพยานหลักฐานที่ได้มา จึงจำเป็นต้องใช้พยานหลักฐานที่ได้เพื่อใช้ในการสั่งฟ้อง
4.กระบวนการในชั้นสอบสวน จะใช้คำว่า พยานหลักฐานพอฟ้องหรือเชื่อได้ว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิด ซึ่งความหมายนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ต้องหาผิดจริง แต่น่าเชื่อว่าผิด และนำผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนยุติธรรมชั้นต่อไป
5.เมื่อพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องแล้ว ต้องส่งสำนวนพร้อมผู้ต้องหาไปยังอัยการ ซึ่งการตรวจสอบชั้นนี้ค่อนข้างเข้มข้น สอบเพิ่ม และถ้าไม่เห็นด้วยอัยการก็จะสั่งไม่ฟ้อง แต่คดีนี้อัยการสั่งฟ้อง
6.เมื่ออัยการฟ้องแล้ว สำนวนการสอบสวนจะมีสถานะเป็นพยานชิ้นหนึ่ง ที่จริงเรียกได้ว่าเป็นพยานชั้น3 คือพยานบอกเล่า ซึ่งหลักโจทก์และจำเลยต้องเอาพยานหลักฐานเข้าต่อสู้ทางคดี
เมื่อจำเลยมีโอกาสต่อสู้ทางคดีได้ถึง 2 ครั้ง คือชั้นสอบสวนด้วยกานเอสพยานของตนเข้าสู่สำนวน และในชั้นศาลถึง 3 ศาล กลับไม่เอาพยานหลักฐานสำคัญเข้าสู่กระบวนการ (โดยเฉพาะชั้นศาลที่จำเลยสามารถเอาพยานเข้าสืบได้อย่างอิสระ) กลับไม่เอาเข้ามา ทำให้เกิดความสงสัยว่า ทำไม?
สุดท้ายกระบวนการยุติธรรมทั้งกระบวนการ ทั้งพนักงาน
สอบสวน อัยการ และศาล มีความเห็นไปในทางเดียวกัน แต่พนักงานสอบสวนคนเดียวเท่านั้นที่สงคัมประนาม ดังนั้น ความผิดของพี่จึงไม่ใช่เพราะพี่เป็นพนักงานสอบสวน แต่เพราะพี่เป็นตำรวจ ครับ!! (เครดิต เจอในไลน์ เห็นด้วยเลยนำมาเผแพร่)
คหสต.โคตรเห็นด้วย พี่ไม่ได้ผิดที่เป็นพงส.แต่ผิดเพราะเป็นตำรวจ กระบวนการยุติธรรมไม่ได้มีแค่ตำรวจ พงส.เป็นต้นธารก็จริง การทำตามหน้าที่คือการรวบรวมพยานหลักฐานส่งตรวจ เมื่อได้รับผลตรวจแล้ว ประกอบสำนวนสอบสวน เสนออัยการร่างฟ้อง นี่งงมาก ทนายทำยังไง จนศาลฎีกา พิพากษายืน แล้วคุณครูแกให้การยังไง!!!!
ความเห็นเรื่องคุณครูแพะ
1. ร้อยเวรออกตรวจที่เกิดเหตุ ได้พยานหลักฐานมาจึงทำการส่งตรวจ ซึ่งการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อาจไม่ 100% แต่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าเป็นพยานหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือที่สุดและพี่ก็ได้ทำครบถ้วนแล้ว
2.เมื่อพี่เรียกผู้ต้องหามาแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำ ปรากฎว่าผู้ต้องหาปฏิเสธ ไม่ขอให้การในชั้นสอบสวนแต่ขอให้การในชั้นศาล หรือปฏิเสธลอย หมายความว่า ผู้ต้องหาไม่ประสงค์จะแสดงความบริสุทธิ์ของตนในชั้นสอบสวนแต่ขอไปต่อสู้ชั้นศาล
3.เมื่อผู้ต้องหาปฏิเสธลอย พนักงานสอบสวนจึงไม่มีข้อเท็จจริงอย่างอื่นเพื่อชั่งน้ำหนักกับพยานหลักฐานที่ได้มา จึงจำเป็นต้องใช้พยานหลักฐานที่ได้เพื่อใช้ในการสั่งฟ้อง
4.กระบวนการในชั้นสอบสวน จะใช้คำว่า พยานหลักฐานพอฟ้องหรือเชื่อได้ว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิด ซึ่งความหมายนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ต้องหาผิดจริง แต่น่าเชื่อว่าผิด และนำผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนยุติธรรมชั้นต่อไป
5.เมื่อพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องแล้ว ต้องส่งสำนวนพร้อมผู้ต้องหาไปยังอัยการ ซึ่งการตรวจสอบชั้นนี้ค่อนข้างเข้มข้น สอบเพิ่ม และถ้าไม่เห็นด้วยอัยการก็จะสั่งไม่ฟ้อง แต่คดีนี้อัยการสั่งฟ้อง
6.เมื่ออัยการฟ้องแล้ว สำนวนการสอบสวนจะมีสถานะเป็นพยานชิ้นหนึ่ง ที่จริงเรียกได้ว่าเป็นพยานชั้น3 คือพยานบอกเล่า ซึ่งหลักโจทก์และจำเลยต้องเอาพยานหลักฐานเข้าต่อสู้ทางคดี
เมื่อจำเลยมีโอกาสต่อสู้ทางคดีได้ถึง 2 ครั้ง คือชั้นสอบสวนด้วยกานเอสพยานของตนเข้าสู่สำนวน และในชั้นศาลถึง 3 ศาล กลับไม่เอาพยานหลักฐานสำคัญเข้าสู่กระบวนการ (โดยเฉพาะชั้นศาลที่จำเลยสามารถเอาพยานเข้าสืบได้อย่างอิสระ) กลับไม่เอาเข้ามา ทำให้เกิดความสงสัยว่า ทำไม?
สุดท้ายกระบวนการยุติธรรมทั้งกระบวนการ ทั้งพนักงาน
สอบสวน อัยการ และศาล มีความเห็นไปในทางเดียวกัน แต่พนักงานสอบสวนคนเดียวเท่านั้นที่สงคัมประนาม ดังนั้น ความผิดของพี่จึงไม่ใช่เพราะพี่เป็นพนักงานสอบสวน แต่เพราะพี่เป็นตำรวจ ครับ!! (เครดิต เจอในไลน์ เห็นด้วยเลยนำมาเผแพร่)
คหสต.โคตรเห็นด้วย พี่ไม่ได้ผิดที่เป็นพงส.แต่ผิดเพราะเป็นตำรวจ กระบวนการยุติธรรมไม่ได้มีแค่ตำรวจ พงส.เป็นต้นธารก็จริง การทำตามหน้าที่คือการรวบรวมพยานหลักฐานส่งตรวจ เมื่อได้รับผลตรวจแล้ว ประกอบสำนวนสอบสวน เสนออัยการร่างฟ้อง นี่งงมาก ทนายทำยังไง จนศาลฎีกา พิพากษายืน แล้วคุณครูแกให้การยังไง!!!!