ผมไม่ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีว่าเป็นอย่างไรนะ คดีผ่านมาสามวันแล้ว ตำรวจได้ทำอะไรบ้าง,ผู้ต้องหามา
มามอบตัวจริงหรือไม่ แล้วการลอยนวลของคนร้ายเป็นอย่างไร แต่หากเข้าใจว่าเมื่อไปแจ้งความผ่านไป 3 วันแล้ว
คนร้ายยังไม่ถูกตำรวจจับกุมติดคุก ยังเดินลอยนวลอยู่ในหมู่บ้านนั้น มันอาจจะมีองค์ประกอบหลายอย่างนะครับ
เช่นไปมอบตัวแล้ว,ยังไม่ไปมอบตัว แต่ตำรวจยังไม่ออกหมายจับเพราะอยู่ระหว่างรอผลการตรวจจากแพทย์,ยังไม่ได้ทำการ
สอบสวนผู้เสียหายต่อหน้าผู้เกี่ยวข้องหรือตำรวจยังไม่ทำอะไรเลย ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรกันแน่
ผมจะขอพูดเกี่ยวกับหลักปฏิบัติของตำรวจและกฏหมายที่เกี่ยวข้องนะครับ ผมเคยเป็นพนักงานสอบสวน
และมีความเห็นส่วนตัวว่ากระบวนการยุติธรรมในชั้นสอบสวนเป็นกระบวนการที่สมควรปฏิรูปอย่างยิ่ง ยุ่งยากทั้งกฏระเบียบ กฏหมาย
ใครๆก็ต้องการมีอำนาจในการควบคุมทั้งฝ่ายปกครอง,อัยการ หรือแม้กระทั้งตำรวจเอง แต่ไม่มีใครต้องการภาระหน้าที่ไป
อีกทั้งขาดการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ทางกฏหมาย ว่าการดำเนินคดีอาญามีขั้นตอนอย่างไร มีระยะเวลาทำเท่าใด
และมีฝ่ายใดเกี่ยวข้องบ้าง
พูดกันจริงๆคดีนี้กว่าจะทำสำนวนเสร็จ ที่ต้องรอผลการตรวจประวัติของผู้ต้องหาประมาณ ๑ เดือนจากวันมอบตัว,รอผลตรวจดีเอ็นเอ
ประมาณเกือบ ๒ เดือนนับแต่วันส่งตัวผู้เสียหายให้แพทย์ตรวจ และเมื่อตำรวจทำสำนวนเสร็จแล้ว ส่งสำนวนให้อัยกายฟ้อง
อัยการก็ดูสำนวน,ร่างฟ้อง ก่อนจะฟ้องต่อศาย อัยการก็ปล่อยตัวผู้ต้องหามาก่อนเหมือนกับตำรวจครับ จนกว่าวันฟ้องแหละครับ
ที่ต้องประกันตัว นับระยะเวลาก็ประมาณ ๙๐ วันครับ
ในคดีข่มขืน ร่องรอยพยานหลักฐานที่สำคัญคือ ร่องรอยบนอวัยวะเพศ,น้ำคัดหลั่งช่องคลอดหรือบาดแผลฟกข้ำดำเขียว
ของผู้เสียหาย ร่องรอยยู่ยี่บนที่นอน,รอยฉีกขาดของเสื้อผ้าของผู้เสียหายเป็นหลักฐานชั้นรอง บางครั้งพนักงานสอบสวน
จึงไม่ไปตรวจที่เกิดเหตุ หากไม่มีร่องรอยการขัดขืนจนข้าวของเสียหายหรือผู้ต้องหาปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ
เมื่อมีคนมาแจ้งความว่าถูกข่มขืน ซึ่งคดีดังกล่าวไม่ได้เป็นคดีที่เกิดซึ่งหน้า( คดีที่ตำรวจไม่ได้ไปเห็นเอง)
จึงไม่สามารถจับกุมตัวได้ทันทีในขณะเกิดเหตุและตำรวจไม่สามารถรู้ว่าเป็นการแจ้งความเท็จหรือไม่ จึงต้องส่งตัว
ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์มีความเห็นและตรวจร่องรอยพยานหลักฐานอื่นๆ แต่เมื่อมีเคสอย่างนี้
แพทย์จะไม่ออกใบแพทย์ให้ทันทีนะครับ ( โดยเคสทั่วไปจะออกให้หลังจากตรวจร่างกายประมาณ ๒ สัปดาห์ หากอยากได้ทันที
ต้องไปอ้อนวอน บอกเหตุผลและความจำเป็นให้แพทย์ฟัง) คดีข่มขืนจะต้องเข้าโครงการ OSCC.ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าชื่อเต็มว่าอะไร
แต่จะมีกระบวนการฟื้นฟูเยียวยาทางจิตใจผู้เสียหายโดยนักจิตวิทยาอยู่ด้วย จะใช้เวลาสามวันพักในโรงพยาบาล จากนั้นเมือออกจาก
โรงพยาบาลแล้ว คดีนี้ผู้เสียหายอายุไม่ถึง ๑๘ ปี จะสอบสวนปากคำต้องทำการสอบสวนต่อหน้าอัยการ,นักจิตวิยาให้เข้าฟังด้วย
ซึ่งไม่รู้จะว่างเมื่อไหร ต้องประสานงานกันล่วงหน้ากันเป็นวันๆ ในเวลาทำการ เมื่อสอบสวนปากคำพร้อมทั้งใบชันสูตรจากแพทย์
เชื่อว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นจริงๆ ต้องไปขอหมายจับจากศาลก่อน จึงสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ แต่หากในระหว่างนี้ผู้ต้องหา
มามอบตัวก่อนที่จะออกหมายจับ ก็ต้องทำการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหา จากนั้นพิจารณาแล้วว่าไม่ใช่คดีอุจฉกรรณ์
ผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่น่าจะหลบหนี ก็จะปล่อยตัวไปแล้วนัดให้มาพบเพื่อส่งตัวให้อัยการฟ้องหลังจากทำสำนวนเสร็จครับ
เมื่อผู้ต้องหามามอบตัว ตำรวจก็ต้องรับมอบตัวเพราะสามารถเอาไปขอลดหย่อนโทษในกรณีศาลพิพากษาว่าผิดได้ครับ
ผ่านมา 40-50 วันแล้วคนร้ายยังลอยนวลได้ หากเราเข้าใจกันว่าแจ้งความแล้วคนร้ายจะถูกจับกุมทันที
มามอบตัวจริงหรือไม่ แล้วการลอยนวลของคนร้ายเป็นอย่างไร แต่หากเข้าใจว่าเมื่อไปแจ้งความผ่านไป 3 วันแล้ว
คนร้ายยังไม่ถูกตำรวจจับกุมติดคุก ยังเดินลอยนวลอยู่ในหมู่บ้านนั้น มันอาจจะมีองค์ประกอบหลายอย่างนะครับ
เช่นไปมอบตัวแล้ว,ยังไม่ไปมอบตัว แต่ตำรวจยังไม่ออกหมายจับเพราะอยู่ระหว่างรอผลการตรวจจากแพทย์,ยังไม่ได้ทำการ
สอบสวนผู้เสียหายต่อหน้าผู้เกี่ยวข้องหรือตำรวจยังไม่ทำอะไรเลย ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรกันแน่
ผมจะขอพูดเกี่ยวกับหลักปฏิบัติของตำรวจและกฏหมายที่เกี่ยวข้องนะครับ ผมเคยเป็นพนักงานสอบสวน
และมีความเห็นส่วนตัวว่ากระบวนการยุติธรรมในชั้นสอบสวนเป็นกระบวนการที่สมควรปฏิรูปอย่างยิ่ง ยุ่งยากทั้งกฏระเบียบ กฏหมาย
ใครๆก็ต้องการมีอำนาจในการควบคุมทั้งฝ่ายปกครอง,อัยการ หรือแม้กระทั้งตำรวจเอง แต่ไม่มีใครต้องการภาระหน้าที่ไป
อีกทั้งขาดการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ทางกฏหมาย ว่าการดำเนินคดีอาญามีขั้นตอนอย่างไร มีระยะเวลาทำเท่าใด
และมีฝ่ายใดเกี่ยวข้องบ้าง
พูดกันจริงๆคดีนี้กว่าจะทำสำนวนเสร็จ ที่ต้องรอผลการตรวจประวัติของผู้ต้องหาประมาณ ๑ เดือนจากวันมอบตัว,รอผลตรวจดีเอ็นเอ
ประมาณเกือบ ๒ เดือนนับแต่วันส่งตัวผู้เสียหายให้แพทย์ตรวจ และเมื่อตำรวจทำสำนวนเสร็จแล้ว ส่งสำนวนให้อัยกายฟ้อง
อัยการก็ดูสำนวน,ร่างฟ้อง ก่อนจะฟ้องต่อศาย อัยการก็ปล่อยตัวผู้ต้องหามาก่อนเหมือนกับตำรวจครับ จนกว่าวันฟ้องแหละครับ
ที่ต้องประกันตัว นับระยะเวลาก็ประมาณ ๙๐ วันครับ
ในคดีข่มขืน ร่องรอยพยานหลักฐานที่สำคัญคือ ร่องรอยบนอวัยวะเพศ,น้ำคัดหลั่งช่องคลอดหรือบาดแผลฟกข้ำดำเขียว
ของผู้เสียหาย ร่องรอยยู่ยี่บนที่นอน,รอยฉีกขาดของเสื้อผ้าของผู้เสียหายเป็นหลักฐานชั้นรอง บางครั้งพนักงานสอบสวน
จึงไม่ไปตรวจที่เกิดเหตุ หากไม่มีร่องรอยการขัดขืนจนข้าวของเสียหายหรือผู้ต้องหาปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ
เมื่อมีคนมาแจ้งความว่าถูกข่มขืน ซึ่งคดีดังกล่าวไม่ได้เป็นคดีที่เกิดซึ่งหน้า( คดีที่ตำรวจไม่ได้ไปเห็นเอง)
จึงไม่สามารถจับกุมตัวได้ทันทีในขณะเกิดเหตุและตำรวจไม่สามารถรู้ว่าเป็นการแจ้งความเท็จหรือไม่ จึงต้องส่งตัว
ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์มีความเห็นและตรวจร่องรอยพยานหลักฐานอื่นๆ แต่เมื่อมีเคสอย่างนี้
แพทย์จะไม่ออกใบแพทย์ให้ทันทีนะครับ ( โดยเคสทั่วไปจะออกให้หลังจากตรวจร่างกายประมาณ ๒ สัปดาห์ หากอยากได้ทันที
ต้องไปอ้อนวอน บอกเหตุผลและความจำเป็นให้แพทย์ฟัง) คดีข่มขืนจะต้องเข้าโครงการ OSCC.ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าชื่อเต็มว่าอะไร
แต่จะมีกระบวนการฟื้นฟูเยียวยาทางจิตใจผู้เสียหายโดยนักจิตวิทยาอยู่ด้วย จะใช้เวลาสามวันพักในโรงพยาบาล จากนั้นเมือออกจาก
โรงพยาบาลแล้ว คดีนี้ผู้เสียหายอายุไม่ถึง ๑๘ ปี จะสอบสวนปากคำต้องทำการสอบสวนต่อหน้าอัยการ,นักจิตวิยาให้เข้าฟังด้วย
ซึ่งไม่รู้จะว่างเมื่อไหร ต้องประสานงานกันล่วงหน้ากันเป็นวันๆ ในเวลาทำการ เมื่อสอบสวนปากคำพร้อมทั้งใบชันสูตรจากแพทย์
เชื่อว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นจริงๆ ต้องไปขอหมายจับจากศาลก่อน จึงสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ แต่หากในระหว่างนี้ผู้ต้องหา
มามอบตัวก่อนที่จะออกหมายจับ ก็ต้องทำการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหา จากนั้นพิจารณาแล้วว่าไม่ใช่คดีอุจฉกรรณ์
ผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่น่าจะหลบหนี ก็จะปล่อยตัวไปแล้วนัดให้มาพบเพื่อส่งตัวให้อัยการฟ้องหลังจากทำสำนวนเสร็จครับ
เมื่อผู้ต้องหามามอบตัว ตำรวจก็ต้องรับมอบตัวเพราะสามารถเอาไปขอลดหย่อนโทษในกรณีศาลพิพากษาว่าผิดได้ครับ