เนื่องจากได้ติดตามข้อมูลการขอเงินค่าชดเชยกรณีขาดผลประโยชน์จากการไม่มีรถใช้จากพันทิปมาสักระยะ
ก่อนที่จะไปเดินทางไปทำเรื่องขอเงิน จาก บ.สินมั่นคง
เหตุการณ์โดยย่อ รถของผมถูกรถพ่วงถอยชนเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 59 หลังจากตกลงกันเสร็จ
ผมเป็นฝ่ายถูก แต่โชคดีที่ทั้งผมและคู่กรณีใช้ประกันเจ้าเดียวกัน เรื่องเลยตกลงได้ไม่ยาก
และสภาพรถที่ถูกชนอย่างหนักทำให้ต้องใช้เวลาซ้อมนานอยู่ วันที่ 29 สิงหาคม 59 จึงนำรถเข้าซ่อม
หลังจากนั้นก็เว้นไปเกือบ 1 เดือน ก็ติดต่อเข้ารับรถคืน วันที่ 24 กันยายน 59
ก็ได้ติดต่อไปที่ บ.สินมั่นคง เพื่อสอบถามเอกสารที่ใช้สำหร้ับการขอเงินชดเชย
เมื่อเตรียมได้พร้อม และมีเวลาว่าง จึงนำเอกสารเข้าไปให้วันที่ 20 ตุลาคม 59 ที่สาขาดอนเมือง
โดยทางสาขาบอกว่าจะติดต่อกลับมาภายใน 1 อาทิตย์
แล้วผมก็รอการติดต่อ ประมาณ 2 อาทิตย์ ยังเงียบอยู่ พอดีกับยุ่ง ๆ เลยไม่ได้ติดต่อกลับ
พอนึกขึ้นได้ ก็ติดต่อกลับไปวันอังคารช่วงเที่ยง ทางพนักงานก็บอกว่าหัวหน้าออกไปทานข้าว
กลับเข้ามาจะให้ติดต่อกลับ จน 6 โมงก็ไม่มีติดต่อกลับมา แล้วก็ลืมไป นึกขึ้นได้อีกทีวันที่ 11 พ.ย. จึงโทรเข้าไปใหม่
ครั้งนี้ได้คุยกับหัวหน้า ก็มีการพูดคุยต่อรองเงินชดเชย จนมาจบที่ 7,500 บาท เพราะทาง บริษัทบอกว่า
บริษัทประเมินแล้วว่าการซ่อมแซมไม่น่าใช้เวลานานขนาดนั้น นี่ถึงกับเงิบ คือคิดว่าศูนย์เอารถไปดองไว้เฉย ๆ ให้ผมได้เงินชดเชยเพิ่มเหรอ
จึงถามกลับไปว่า "เป็นความผิดผมเหรอ" หัวหน้าสาขาถึงกับเงียบ ๆ ไปสักพัก (ตรงนี้ผมไม่เข้าใจจริง ๆ คือเวลาที่ศูนย์ฯ
รับส่งและปล่อยรถออก ประกันกับศูนย์น่าจะต้องตกลงกันว่าจะรีบซ่อมแค่ไหน ไม่น่าเกี่ยวกับผู้บริโภคนะ)
หัวหน้าสาขาก็พยายามบอกให้ผมรับที่ 7,500 บาท แต่ผมไม่โอเคกับราคานี้จริง ๆ จึงต่อรองขอเป็นวันละ 600 บาท
ตามที่ได้เคยอ่านกระทู้ในพันทิป ทางหัวหน้าสาขาก็โอเคจะเสนอบริษัทใหญ่เพื่อพิจารณา จะติดต่อกลับในวันศุกร์ที่ 18 พ.ย.
ผมก็รอเรื่อยมา จนมาถึงวันนี้ 23 พ.ย. 59 จึงตัดสินใจโทรไปอีกรอบ เพราะเงียบหายไปเลย
ผลปรากฎว่าได้คุยกับผู้หญิงคนนึงไม่ได้ถามชื่อมา แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็นหัวหน้า ก็มีการพูดคุยกันสักพัก เหมือนว่าน่าจะจบด้วยดี
แต่ไม่เลย เธอมีน้ำเสียงที่แข็งมาก แตกต่างกับหัวหน้าคนก่อน ผมถามเธอไปว่า "ผมได้ติดต่อกับหัวหน้าเรื่องเงินชดเชยไปแล้ว
เค้าบอกว่าจะติดต่อกลับมาเมื่ออาทิตย์ก่อน แต่ตอนนี้ยังไม่โทรมาเลย" เธอก็บอกว่า "หัวหน้าคนก่อนย้ายสาขาไปแล้ว"
(อันนี้งงมาก ทำงานไม่เป็นระบบเหรอ หัวหน้าคนก่อนออกงานก็หยุดเริ่มงานใหม่ที่หัวหน้าคนใหม่เหรอ) ผมก็ถามต่อไปว่า
"แล้วผมจะทำยังไง" เธอก็บอกว่า "จะติดต่อกลับมาตอนเวลาบ่ายสาม" ด้วยความที่ไม่เคยไว้ใจอะไรบริษัทนี้ได้เลย
จึงพูดย้ำไปว่า "บ่าย 3 แน่นะครับ" เธอก็พูดจาไม่ดีทันที "บอกว่าติดต่อวันนี้ค่ะ" แล้วผมก็วางสายไป
(ส่วนนี้แก้ไข)
*เพิ่มเติม*
หลังจากที่ทางหัวหน้าสาขาได้โทรมา น้ำเสียงก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ราวกับเป็นคนละคน ตกลงค่าชดเชยกันลงตัวที่ 9,000 บาท
ค่าผ่อน 1 งวด บวกเงินเพิ่มเติมนิดหน่อย ก็โอเคเรื่องจะได้จบ ๆ ไป หลังจากนำเช็คไปขึ้นเงิน ทางหัวหน้าสาขาก็ได้มีการติดต่อเข้ามา
เพื่อขอโทษในการพูดจาตอนนั้น อาจจะเป็นเพราะอารมณ์หงุดหงิดพอดี หรืออาจจะเป็นด้วยบุคลิกทำให้เสียงแข็ง
แตกต่างจากตอนที่ติดต่อมาอีกรอบ และทางสำนักงานใหญ่ก็ได้มีการติดต่อมาเป็นที่เรียบร้อย
เรื่องนี้ก็คงจะจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง ปรับความเข้าใจกันทั้งสองฝ่ายเรียบร้อย ถือว่าเป็นบทเรียนทั้งทางผมและบริษัทเอง
อาจจะไม่ใช่บทเรียนใหญ่โตอะไร แต่คนรอบ ๆ ข้าง ก็อยู่ในเหตุการณ์หลายคนอาจจะเฟลกันไปบ้าง แต่ก็ถือว่าการทำงาน
ของพนักงานหลาย ๆ คนของบริษัททำได้ดี ต้องขอชื่นชม และปรบมือให้
การขอเงินค่าชดเชยกรณีขาดผลประโยชน์จาก บ.สินมั่นคง
ก่อนที่จะไปเดินทางไปทำเรื่องขอเงิน จาก บ.สินมั่นคง
เหตุการณ์โดยย่อ รถของผมถูกรถพ่วงถอยชนเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 59 หลังจากตกลงกันเสร็จ
ผมเป็นฝ่ายถูก แต่โชคดีที่ทั้งผมและคู่กรณีใช้ประกันเจ้าเดียวกัน เรื่องเลยตกลงได้ไม่ยาก
และสภาพรถที่ถูกชนอย่างหนักทำให้ต้องใช้เวลาซ้อมนานอยู่ วันที่ 29 สิงหาคม 59 จึงนำรถเข้าซ่อม
หลังจากนั้นก็เว้นไปเกือบ 1 เดือน ก็ติดต่อเข้ารับรถคืน วันที่ 24 กันยายน 59
ก็ได้ติดต่อไปที่ บ.สินมั่นคง เพื่อสอบถามเอกสารที่ใช้สำหร้ับการขอเงินชดเชย
เมื่อเตรียมได้พร้อม และมีเวลาว่าง จึงนำเอกสารเข้าไปให้วันที่ 20 ตุลาคม 59 ที่สาขาดอนเมือง
โดยทางสาขาบอกว่าจะติดต่อกลับมาภายใน 1 อาทิตย์
แล้วผมก็รอการติดต่อ ประมาณ 2 อาทิตย์ ยังเงียบอยู่ พอดีกับยุ่ง ๆ เลยไม่ได้ติดต่อกลับ
พอนึกขึ้นได้ ก็ติดต่อกลับไปวันอังคารช่วงเที่ยง ทางพนักงานก็บอกว่าหัวหน้าออกไปทานข้าว
กลับเข้ามาจะให้ติดต่อกลับ จน 6 โมงก็ไม่มีติดต่อกลับมา แล้วก็ลืมไป นึกขึ้นได้อีกทีวันที่ 11 พ.ย. จึงโทรเข้าไปใหม่
ครั้งนี้ได้คุยกับหัวหน้า ก็มีการพูดคุยต่อรองเงินชดเชย จนมาจบที่ 7,500 บาท เพราะทาง บริษัทบอกว่า
บริษัทประเมินแล้วว่าการซ่อมแซมไม่น่าใช้เวลานานขนาดนั้น นี่ถึงกับเงิบ คือคิดว่าศูนย์เอารถไปดองไว้เฉย ๆ ให้ผมได้เงินชดเชยเพิ่มเหรอ
จึงถามกลับไปว่า "เป็นความผิดผมเหรอ" หัวหน้าสาขาถึงกับเงียบ ๆ ไปสักพัก (ตรงนี้ผมไม่เข้าใจจริง ๆ คือเวลาที่ศูนย์ฯ
รับส่งและปล่อยรถออก ประกันกับศูนย์น่าจะต้องตกลงกันว่าจะรีบซ่อมแค่ไหน ไม่น่าเกี่ยวกับผู้บริโภคนะ)
หัวหน้าสาขาก็พยายามบอกให้ผมรับที่ 7,500 บาท แต่ผมไม่โอเคกับราคานี้จริง ๆ จึงต่อรองขอเป็นวันละ 600 บาท
ตามที่ได้เคยอ่านกระทู้ในพันทิป ทางหัวหน้าสาขาก็โอเคจะเสนอบริษัทใหญ่เพื่อพิจารณา จะติดต่อกลับในวันศุกร์ที่ 18 พ.ย.
ผมก็รอเรื่อยมา จนมาถึงวันนี้ 23 พ.ย. 59 จึงตัดสินใจโทรไปอีกรอบ เพราะเงียบหายไปเลย
ผลปรากฎว่าได้คุยกับผู้หญิงคนนึงไม่ได้ถามชื่อมา แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็นหัวหน้า ก็มีการพูดคุยกันสักพัก เหมือนว่าน่าจะจบด้วยดี
แต่ไม่เลย เธอมีน้ำเสียงที่แข็งมาก แตกต่างกับหัวหน้าคนก่อน ผมถามเธอไปว่า "ผมได้ติดต่อกับหัวหน้าเรื่องเงินชดเชยไปแล้ว
เค้าบอกว่าจะติดต่อกลับมาเมื่ออาทิตย์ก่อน แต่ตอนนี้ยังไม่โทรมาเลย" เธอก็บอกว่า "หัวหน้าคนก่อนย้ายสาขาไปแล้ว"
(อันนี้งงมาก ทำงานไม่เป็นระบบเหรอ หัวหน้าคนก่อนออกงานก็หยุดเริ่มงานใหม่ที่หัวหน้าคนใหม่เหรอ) ผมก็ถามต่อไปว่า
"แล้วผมจะทำยังไง" เธอก็บอกว่า "จะติดต่อกลับมาตอนเวลาบ่ายสาม" ด้วยความที่ไม่เคยไว้ใจอะไรบริษัทนี้ได้เลย
จึงพูดย้ำไปว่า "บ่าย 3 แน่นะครับ" เธอก็พูดจาไม่ดีทันที "บอกว่าติดต่อวันนี้ค่ะ" แล้วผมก็วางสายไป
(ส่วนนี้แก้ไข)
*เพิ่มเติม*
หลังจากที่ทางหัวหน้าสาขาได้โทรมา น้ำเสียงก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ราวกับเป็นคนละคน ตกลงค่าชดเชยกันลงตัวที่ 9,000 บาท
ค่าผ่อน 1 งวด บวกเงินเพิ่มเติมนิดหน่อย ก็โอเคเรื่องจะได้จบ ๆ ไป หลังจากนำเช็คไปขึ้นเงิน ทางหัวหน้าสาขาก็ได้มีการติดต่อเข้ามา
เพื่อขอโทษในการพูดจาตอนนั้น อาจจะเป็นเพราะอารมณ์หงุดหงิดพอดี หรืออาจจะเป็นด้วยบุคลิกทำให้เสียงแข็ง
แตกต่างจากตอนที่ติดต่อมาอีกรอบ และทางสำนักงานใหญ่ก็ได้มีการติดต่อมาเป็นที่เรียบร้อย
เรื่องนี้ก็คงจะจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง ปรับความเข้าใจกันทั้งสองฝ่ายเรียบร้อย ถือว่าเป็นบทเรียนทั้งทางผมและบริษัทเอง
อาจจะไม่ใช่บทเรียนใหญ่โตอะไร แต่คนรอบ ๆ ข้าง ก็อยู่ในเหตุการณ์หลายคนอาจจะเฟลกันไปบ้าง แต่ก็ถือว่าการทำงาน
ของพนักงานหลาย ๆ คนของบริษัททำได้ดี ต้องขอชื่นชม และปรบมือให้