[CR] ปีนัง...ปัง! ปัง! โป๊ะ! (บุกสตรีทอาร์ท ไม่พลาดชิมของดี ในมุมที่ยังไม่มีใครบอกคุณ!!!)



ลืมกันรึยัง ไม่รู้ว่า...ยังรอกันอยู่มั้ย...555+ ดีใจมากที่ได้กลับมาเขียนอีกใครที่ถามๆเรื่องเฟสกันมาก็จิ้มนี่ได้เลยจ้า http://www.facebook.com/nipon.satupan ไปสับตะไคร้ให้พอ ส่วนใครรู้สึกมี3Gเหลือ ก็Linkด้านล่างนี้เลย

“ภูกระดึง” (เกือบ)ถึงที่ตาย!!! >>https://pantip.com/topic/39622790
"นั่งรถไฟไปดู..."ผี"...ที่เชียงดาว">>https://pantip.com/topic/37548826
“เจอผี...ที่เวียงจันทร์” >> http://pantip.com/topic/33113878
“แบกเป้ลำพัง...ไปลาววังเวียง” >> http://pantip.com/topic/33074302
“ดราม่า!...หลวงพระบาง” >>http://pantip.com/topic/34466332
“คนที่...5” >> http://pantip.com/topic/34528419

ภาพทุกใบยังใช้มือถือ เพราะงั้น...ความสวยงามก็ตามยถากรรมนะ 555+

เอาล่ะ...อย่าให้ช้า แบกเป้ขึ้นไหล่ ผูกเชือกรองเท้าให้แน่น แล้วตามมาได้เลยครับ...!!!



“เอ่อ...โทษนะครับ...ผมนั่งเลขที่ 33 ”
“อ้าว...นี่ไง...นั่งตามนี่เลยน้องข้างๆพี่”
“อ่า...33 นี่...มันริมหน้าต่างไม่ใช่เหรอครับ”
“เอ้า!...พี่มาก่อนนี่...น้องก็นั่งนี่ไปสิครับ”

ไม่เคยคิดมาก่อนว่า...ชีวิตผมจะมีโอกาสมาสัมผัสกับมนุษย์สายพันธุ์นรกตัวเป็นๆแบบนี้ ทริปปีนังนี่แค่เริ่มก็มีเรื่องปังๆ จนแทบจะยั้งใจ ไม่คว้าไม้หน้าสามรึโดดถีบเบ้าตาคนแปลกหน้าตั้งแต่แรกอย่างนี้ ตลอดทริปที่เหลือจะเป็นไงว่ะ

เอางี้...เริ่มเล่าตั้งแต่แรกเลยละกัน...

4 ชั่วโมงก่อนหน้านี้...



เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อประมาณ2เดือนกว่าๆ ผมลองเริ่ม “เก็บแบงค์50” ที่ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงหยิบได้หยิบโดนอะไรนักหนา อย่างกับว่าแม่ค้าเค้าอยากจะให้เราอดข้าว บางวันโดนไป 4-5 ใบถึงกับเศร้า ต้องกลับเข้าบ้านไปเลียพื้นกระไดแทนข้าวเลย

พอมาเทกองรวมกัน ไม่เคยคิดว่ามันจะได้มากมายขนาดนี้ 2,450 บาท อยู่ๆความรู้สึกประหลาดๆมันก็พุ่งเข้ามากระแทกลิ้นปี่ เป็นความรู้สึกเดียวกับเมื่อครั้งที่ตัดสินใจไปเปิดหูเปิดตาที่...วังเวียง เหมือนมีเสียงบางเสียงดังขึ้นในหัวว่า...

“เขียนมา10กว่าบรรทัดถ้าบอกไม่ไปนี่...คนอ่านเค้ากระโดดกัดคอเรามั้ยนะ” 555+

ปล่าวๆ...เอาใหม่ๆ... ในหัวมันมีเสียงดังมาว่า... “3,000 บาท จะพาเราไปได้ไกลแค่ไหน”

ก็เลย...เพิ่มเงินอีกนิดหน่อยให้ครบ3,000...แล้วอยากลองเอาตัวเองมันไปปล่อยที่ไหนไกลๆสักที่

จะว่าไป...การพจญภัยที่ไกลและตื่นเต้นที่สุดของผมเกือบปี หลังจากไปที่หลวงพะบางกลับมา คือการปั่นจักรยานหนีหมาไปซื้อยาสระผมที่เซเว่นปากซอย โอกาสได้หนีไปแรดแบบนี้ ไม่ปล่อยไปง่ายๆหรอก บอกเลย...

ว่าแต่ไปไหนดี...?



ปีนัง...อย่างไม่ต้องสงสัย ถึงแม้ผมจะไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับมาเลเซียเลย แต่ก็เคยตั้งใจอยากไปมาก อยากไปเก็บStreet Arts แล้วมันก็อาจทำให้ผมได้เปิดโลกแคบๆในกบาลขึ้นอีกสักนิด เพราะที่นี่...คิดว่า...เค้าไม่พูดไทยเหมือนที่ลาว จึงใช้ได้แค่ภาษาอังกฤษเท่านั้น!!!

เอาล่ะ!...อย่าคิดเยอะ เดี๋ยวคิดเยอะแล้วมันจะไม่ได้ไป ชานชาลาก็อยู่ใกล้แค่หลังบ้าน ผมรีบเอาแบงค์50ไปเข้าธนาคาร เคลียร์ตารางงาน แล้วก็แพ็คกระเป๋ามันเช้าวันนี้เลย พอเช็คภารกิจให้แน่ใจ ลูกค้าที่เคยตามงานอยู่ๆก็เลื่อนเวลาออกไป โปรเจ็คที่คุยไว้ยากๆก็ผ่านมันซะง่ายๆ อยู่ดีดี...ก็มีเวลาให้ผมได้ไปพักผ่อนซะงั้น

เคยมีคนบอกว่า “ฤกษ์สะดวก” นั้นแหล่ะคือฤกษ์ที่ดี...
สะดวกอะไรขนาดแบบนี้...นี่ล่ะที่เค้าบอกว่า...สวรรค์เป็นใจ

ตอนแรก...ผมก็คิดอะไรทำนองนั้น

จนมาเจอ... “พี่หน้าหนวดที่ไหนไม่รู้...มันมานั่งอยู่ที่ริมหน้าต่างที่ควรจะเป็นที่ของผม”



ตัดกลับมาที่โบกี้รถไฟ...ผมเริ่มข่มอารมณ์ขุ่นๆของตัวเองไม่ไหว เลยพูดเสียงดังๆประมาณ 97.74 เดซิเบลออกไป... “งั้นคุยกับนายตรวจล่ะกัน!”

แทบจะทันทีที่เสียงผมหลุดออกจากลำคอ...พี่แกก็รีบขยับแล้วก็พูดว่า... “อ่ะๆ...ผมเสียสละย้ายที่ให้ก็ได้...ผมนั่งริมทางเดินล่ะกัน...ผมมันคนง่ายๆสบายๆ...”

สบายไร...เสียสละอะไรว่ะ...เดี๋ยวกรูจัดชุดใหญ่ ไฟกระพริบให้สักดอกเลยนี่...33 เนี่ยมันที่กรู!!!
ผมทิ้งตัวลง เก็บกระเป๋า เอนเบาะ แล้วมาลองคิดดูอีกที...

“ฤกษ์ดีจริงๆใช่ม่ะ...?”

พอผมลองคิดดีดี...วันนี้วันที่ 11 กันยายน “ครบรอบ 15 ปีที่เครื่องบิน บินชนตึกเวิร์ลเทรดพอดี”
รถไฟขบวนที่ 11 เลขที่นั่ง 33 นี่... “ตกเลข 13” บังเอิญเกินไปมั้ย?
แล้วรถไฟ...ขบวนกรุงเทพ – สุไหงโกลกล่ะ...เออ...ใช่...

“ที่เค้าเพิ่งวางระเบิดกันไปนั่นเอง”



อ่า...ฤกษ์ดี...ดี...มาก...มาก...

5 นาที จากเมื่อกี้ ตั้งแต่ตีฝีปากกัน เป็น 5 นาที ที่ผมนั้นต้องมานั่งหน้าชื่นอกตรม ข่มความตึงเครียดระดับพรมแดนซีเรีย บรรยากาศชวนเพลียมาก ผมไม่อยากมาทนนั่งข้างๆคนแบบนี้นานๆ เลยลองถามแกดูว่า แกจะลงสถานีไหน จะได้รู้ว่าตัวเองต้องอยู่กับความหวาดระแวง ที่ไม่รู้ว่าพี่แกจะแอบควักมีดมาแทงผมตอนหลับเมื่อไหร่

“พี่ลงไหน...” ผมถามเพื่อจะได้เตรียมใจเอาไว้ ว่าต้องทนกับบรรยากาศมาคุอีกนานถึงไหน
“พี่ลงหาดใหญ่...พอดีพ่อพี่ป่วย...อยากจะไปดูใจเค้าก่อนตาย” อูยยย...กตัญญูใช้ได้เหมือนกันนะนั่น

“ขอโทษที่แย่งที่น้องนะ...พอดีวันนี้มันเครียดๆ...ไม่ตั้งใจจะทำแบบนี้” พี่แกพูดด้วยสายตาเศร้าๆ แล้วบรรยากาศหลังจากวินาทีนั้นมันก็ดูเบาลงไปในพริบตา

เราเริ่มคุยกันมากขึ้น เริ่มหัวเราะเฮฮา เหมือนสนิทมานาน อย่างกับว่าเราสองคนจูงมือกันมุ้งมิ้ง แล้ววิ่งผ่านทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่บานสะพรั่งตลอดการเดินทาง

นี่สินะ...ที่เค้าว่า... “บางครั้ง...ปลายทางดีดี...ก็อาจมีที่มาจากจุดเริ่มต้นแย่ๆ”

แต่...จะว่าไป พี่แกก็ถือว่าเป็นคนที่มีนิสัยน่ารักมากๆคนนึงเหมือนกันนะ เพียงแต่หน้าตาพี่แกมันอาจจะไม่เอื้ออำนวยสักเท่าไหร่ ถ้านึกไม่ออกลองนึกถึงหน้าพิธีกรรายการ “คนค้นฅน” เอาไว้ เพียงแต่พี่แกไม่น่าจะมาค้นชีวิตของใคร แกท่าทางเหมือนคนที่จะมาค้นมีดในกระเป๋า แล้วเอามาจี้ชิงทรัพย์คุณไปตอนเผลอมากกว่า



(ขออนุญาตลงรูปพี่นะ...ถึงไม่อนุญาตก็จะลง 555+) คือ...แกจะมีวิธีการพูดที่น่ารักมาก...อยากให้นึกถึงเสียงของ “เบน ชลาธิศ” แบบนั้นเลย!!! แต่ด้วยความที่แกเคยดูด(และยังดูด)บุหรี่จัดระดับอมควันท่อไอเสียรถมอ’ไซต์ได้สบายๆ หน้าตาแกเลยอาจจะดูแก่กว่ายายแถวบ้านผมไปหน่อย ไม่ค่อยเหมือนเบน ชลาธิศ คิดว่า...เหมือน... “เบน ชราภาพ” มากกว่า 555+

ผมมานั่งแพลนแผนการคร่าวๆ ก่อนอื่นถ้าจะเข้าไปที่ปีนัง เราต้องนั่งรถไฟไปลงที่หาดใหญ่ ซึ่งวันนี้ผมใช้บริการตั๋วรถไฟชั้น 2 ซึ่งก็น่าจะรองรับ กับการนั่งรถไฟจากกรุงเทพถึงหาดใหญ่กว่า 15 ชั่วโมงได้ดี เบาะปรับเอนนอนได้ พื้นที่กว้างขวาง วางขาสบายแบบนี้ อีกอย่างเพราะราคาที่ไม่แพงเกินไป 455 บาท แล้วอาจได้เห็นวิวดีดีมากกว่าตู้นอนแอร์ที่เคยใช้ประจำ พอรถไฟถึงหาดใหญ่ ก็หารถตู้เข้าไปที่มาเลเซียซึ่งจะพาเราไปถึงตัวเมืองปีนังได้ทันที นั่งรถไฟ ไปหาดใหญ่ หารถตู้ไปปีนัง...โอเค!!! แผนผมมีแค่นี้... ส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากัน 555+



ตลอดทาง...ผมกับพี่เบนก็แบ่งปันสารทุกข์สุขดิบกันไป ตั้งแต่...วิธีปลูกกล้วยโดยใช้น้ำน้อยยันอะโกโก้ในซอยคาวบอยที่พัทยา จนมาถึงตอนที่...ผมเอา “ตุ๊กตา” ที่ผมพกติดตัวตลอดเวลาเมื่อไปไหนมาไหน เป็นตุ๊กตาที่แฟนผมรักมาก และอยาก(บังคับ)ให้ผมรักด้วยมาวางไว้ เพราะว่า...รอบนี้เธอติดงานไม่ว่างมาด้วยกัน

“ตุ๊กตาน่ารักจัง...ของน้องเหรอครับ?” พี่เบนถามผมด้วยแววตาแบ๊วๆเหมือนกับอยากจะซื้อไว้สะสมเองมากกว่า
“อ่อ...ของไว้ดูต่างหน้าแฟนนะครับ...” ผมยิ้มอ่อนๆก่อนจะหันมาตอบกลับไป...

พี่เบน...เอามือมาจับแขนผมไว้แน่น!!!...ก่อนจะพูดเสียงสั่นๆในทันใด...
“อย่าเสียใจไปเลยนะ...คนเราเกิดมาก็ต้องตาย...ดูอย่างพ่อพี่สิ เรื่องธรรมดา...อย่าคิดมากอะไร...แฟนน้องเค้าไปสบายแล้ว...” ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดแก้อะไร พี่แกก็รีบยกมือขึ้นกวักและส่งเสียงดังไปทั่วโบกี้

“น้อง! น้อง! 2 กล่อง ทางนี้ๆ!”



ผมทำอะไรไม่ได้ นอกจากปล่อยให้พี่เบนแกเชื่อว่า...แฟนผมไปสบาย แล้วทิ้งความรักที่ตายไปไว้ให้ผมดูต่างหน้า ก่อนจะรับกล่องโฟมที่แกยื่นให้มา

“นี่นะ...พี่จะบอกให้ มารถไฟผ่านราชบุรี ต้องไม่ลืมกินนี่...เตี๋ยวปลาราชรี...พี่ Recommend เลยล่ะ!”

Recommend เลยเหรอ...หน้าตาพี่นี่โคตรไม่เหมาะกับคำๆนี้จริงๆ ผมพูดจากใจ

ผมรับกล่องมา และก็ได้แต่คิดว่า...ฟรี...ใช่มั้ย 555+
ลาภปากล่ะ...อยู่ดีดีก็มีคนเลี้ยงอาหารบนรถไฟ... “เตี๋ยวปลาราชรี”...นี่ใช่มั้ยที่เค้าว่าอร่อยนักอร่อยหนา



อื้อหือ...กัดเข้าไปคำแรก ทันทีที่เส้นแทรกผ่านต่อมรับรสในลิ้น ก็เหมือนเส้นจะละลายหายไปจนหมดสิ้น!!! ไม่ใช่มันนุ่มติดลิ้นอะไรนะ...มัน...แฉะ!!!...555+ แต่ก็นั่นแหล่ะนะ จะเอาอะไรมากมายกับราคาแค่ 10 บาท เส้นมันแฉะนะ แต่ก็อาจไม่ได้แย่เกินไป ส่วนลูกชิ้นก็อย่างที่รู้รู้กัน มันคงไม่ใช่ลูกชิ้นปลาที่ไหน น่าจะเป็นลูกชิ้นแป้งมากกว่า...

พี่เบนถามว่า... “ไง...อร่อยใช้ได้มั้ย”
ผมตอบพี่เบนกลับไป... “โห...พี่...แม่มเปรี้ยวขึ้นตาเลยว่ะ” มันเปรี้ยวชนิดที่ผมแทบอยากจะเดินไปถามคนขายว่า...โกรธอะไรผมมั้ย...ผมเคยแอบไปอ้วกใส่ตู้กับข้าวบ้านพี่เหรอครับ ถึงได้ใส่น้ำส้มมาอย่างกับแกล้งทำหกแบบนี้

พี่เบน...เลยแนะนำด้วยความปรารถนาดี... “นี่ๆ...ก่อนกินมันต้อง...คลุก...ก่อน” แล้วพี่เบนก็รีบเอื้อมตัวเข้ามาอย่างไว คลุกเส้นก๋วยเตี๋ยวในกล่องของผมให้ผมแทบทันที

ด้วยตะเกียบที่แกเพิ่ง...“ดูด”...แล้วเอาออกจากปากของแกเองตอนเมื้อกี้

อืม...ขอบคุณนะพี่... (แต่ทีหลังไม่ต้องดีกว่า)

เอาเป็นว่า...ใครผ่านราชบุรีก็อย่าลืมสั่งล่ะกัน...พี่แกอุตส่าห์ Recommend

ผมทิ้งตัวลงหลังจากอิ่มกับของอร่อย(มั้ง) นั่งลงมองวิวทิวทัศน์ตรงหน้า ฟังเสียงล้อรถไฟบดกับรางเหล็กเป็นจังหวะไม่เร็วไม่ช้า และพี่เบน...ก็ได้พูดหนึ่งคำที่มีความหมายและเข้ากับบรรยากาศชวนฝันออกมา...ว่า...

“เออ...น้อง...เตี๋ยวเมื่อกี้กล่อง 10 บาทยังไม่ให้พี่เลย...”

ปั่ดโธ่!!!...นึกว่าฟรี!!!



ผมว่า...บางทีนั่งรถไฟตู้พัดลมบ้างมันก็ดีนะ จะมีสักกี่ครั้งที่เราได้นั่งเอาหน้าต้านแรงลมจนผมปลิว ทิ้งเรื่องราวมากมายที่เข้าคิวกันมาทำร้ายเราในเมืองใหญ่ ตั้งแต่เช้าจรดค่ำจนเราหลับตาไป หนีออกมาไกลๆจากท้องถนนที่วุ่นวาย ในกล่องเหล็กแคบๆที่มาเบียดเสียดมากมายแน่นขนัด แออัดบนท้องถนนเล็กๆทุกวัน

ได้มีโอกาสทิ้งมันปลิวหายไปกับสายลม ทุ่งหญ้าและภูเขาใหญ่ๆ ที่พลัดเปลี่ยนกันมาโอบล้อมเราจากในทุกทิศทาง แถมมีของอร่อยๆหลายอย่างมาบริการตลอดการเดินทาง อยู่ตู้นอนแอร์คงไม่มีทางเจอบรรยากาศอย่างนี้



บรรยากาศแต่ละนาทีเลื่อนผ่านสายตา จากแดดจ้า สู่ฟ้าครึ้มและหยดฝน ฝนเม็ดเล็กๆพุ่งทแยงตัดผ่านกรอบหน้าต่างบนรถไฟ ผืนนาสีเขียว ท้องฟ้าสีเทาเคลื่อนที่ผ่านหน้าเราไป ภูเขา ท้องทะเล และกลิ่นกองฟางอ่อนๆหลั่งไหลถ่ายเทผ่านเข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวเราไปตลอดเวลา ทุกๆภาพไหลทะลักผ่านเข้ามา เข็มนาฬิกาเหมือนจะหยุดบอกวันเวลาตามหน้าที่ที่มันควรทำ

ผมกำลังเอนเบาะลงเล็กน้อย และค่อยๆซึมซับความสวยงามมากมายข้างหน้า ผ่านสายตาอยู่ในตู้เหล็กขนาดใหญ่ รถไฟเคลื่อนที่ไป ความคิดมากมายหลั่งไหล ผมทิ้งตัวลง ปล่อยใจไปกับ...

เสียงกรนพี่เบน..
ชื่อสินค้า:   ปีนัง-จอร์จทาวน์ มาเลเซีย
คะแนน:     
**CR - Consumer Review : ผู้เขียนรีวิวนี้เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง ไม่มีผู้สนับสนุนให้สินค้าหรือบริการฟรี และผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนในการเขียนรีวิว
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่