ถ้ารัฐบาลเข้ามาสนับสนุนละครไทย สามารถที่จะส่งออกนอกประเทศได้มั้ย???

กระทู้คำถาม
ประเทศเกาหลีก็มีรัฐบาลเข้ามาสนับสนุนให้งบประมาณและผลักดันเต็มที่กับวงการละครจึงไม่แปลกที่ละครเกาหลีไปได้ไกลกว่าละครไทยทั้งๆที่เมื่อก่อนละครเกาหลีก็ไม่ได้ต่างจากไทยมากมีตบตี น้ำเน่า แต่ตอนนี้เกาหลีไปได้ไกลแล้วเพราะเขาลงทุนมากไม่ว่าจะเป็น กล้อง แสง โปรดักชั่น แข่งขันกันอย่างดุเดือดไม่มีใครยอมใครจึงสามารถทำให้ละครประเทศเขาพัฒนาไปเรื่อยๆ แต่ของไทยก็มีของดีไม่แพ้กันแต่น้อยมากและคนไม่ค่อยพูดถึง ละครไทยจึงวนเวียนอยู่ที่เดิม แต่ถ้าทางรัฐบาลสนับสนุนละครไทยผลักดันเต็มที่และให้ความสำคัญละครไทยเชื่อว่าละครไทยจะพัฒนาไปเรื่อยๆจนถึงจุดพีค สร้างความประวัติการณ์ให้แก่ละครไทย ใช้สถานที่ ที่สวยงาม แปลกตา เพราะที่ไทยก็มี สถานที่ ที่สวยงามมากมาย ถ้าคนนอกมาดูละครไทย สามารถดึงดูดให้คนต่างชาติมาท่องเที่ยวตามรอยละคร ซึ่งสร้างผลกำไรต่อประเทศอีกระดับนึง ละครก็มีความสำคัญของมันใช่ว่าดูแล้วจะไม่ได้อะไรเลย เป็นไปได้อย่างสูงถ้ารัฐบาลให้งบประมาณกับทางผู้สร้างละคร และเชื่อว่าละครไทยจะพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้ เพราะวงการละครไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก หวังว่าอีกปีครั้งหน้าเราจะได้ดูละครไทย แปลกตา แหวกแนวที่ผู้คนไม่ค่อยได้เห็นจะวิ่งแล่นอยู่บนหน้าจอ
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 17
ละคร มันใช้บทพูดเดินเรื่อง เนื้อเรื่องอาจหดหรือขยาย ไปให้ใด้เป็นตอนๆจนครบเรื่อง
ซึ่งก็ยาวระดับหนึ่ง และดูแบบเสพเอาสบายไม่ต้องคิดมาก  
จึงต้องทำให้คาเรคเตอร์ของตัวละครมีความชัดเจน

ไม่งั้นกว่าคนดูจะเข้าใจว่าอะไรเป็นเหตุผลของพฤติกรรมในตอนต้นเรื่อง
ตามบทบาทนั้นๆ เรื่องก็ถึงตอนจบไปแล้วมั๊ง

มันต่างไปจากหนังที่มักเน้นเดินเรื่องด้วยภาพ วางแผนโลเคชั่นและมุมกล้องมาเยอะกว่า การตัดต่อถี่ยิบ
ไม่ว่าจะอลังการแค่ไหนหรือเพียงหนังแบกะดิน งานโปรดักชั่นก็ทำในแนวที่พิถีพิถันกว่าละครเยอะ
ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ สามารถช่วยอธิบายคาเรกเตอร์ อธิบายเหตุผลตามบทบาทของตัวละครไปในตัว
จึงแทบไม่จำเป็นต้องแทรกบทพูดเยิ่นเย้อแน้นย้ำซ้ำซากอย่างในละคร

และที่สำคัญคือ ไม่ว่าชาติไหนๆ ต่างก็มีคนที่มุ่งเสพกะเรื่องพวกนี้เป็นงานอดิเรกเหมือนๆกัน และมันทำเงินได้
ดังนั้น แทบทุกชาติทุกภาษามีเรื่องน้ำเน่าให้เสพกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะในรูปของละครหรือรูปแบบอื่นๆก็ตาม
---------------------------------

ภาษาในบทละครหลังข่าวมักมีความเป็นนามธรรมสูงมาก
คือถ้าเป็นละครพีเรียด หรือออกแนวไซไฟไปเลยยอมรับว่ามันมีข้อจำกัดเยอะ

แต่ประเด็นคือ ละครทั่วไปนี่หละที่ตกในลักษณะขาดการสร้างสรรค์บทเพื่อช่วยหนุนคาเรคเตอร์
เช่นเมื่ออธิบายความรัก ความเกลียด ความลังเล ความมั่นใจ ความเสียใจ
แทนที่จะใช้ภาพใช้เสียงใช้กิมมิคเล็กๆ ง่ายๆ เชิงสร้างสรรค์
ปรับบทให้เข้ากับสังคมจริงแก่ตัวละครเพื่อสื่อสารออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ
(ไม่ต้องลงทุนพร๊อบอะไรมาก แค่ขยันขยับตัว เก็บรายละเอียด คิดเพิ่มหน่อยก็ได้บทดีๆมาใช้แล้ว)

ก็กลายเป็นเรื่องเล่าว่าคนนั้นทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้คนนี้ (ต้องเล่าโดยคนใช้หรือตัวประกอบด้วยนะ)
มันเป็นรูปแบบที่แบนราบขนาดไหนคิดดู  แต่ก็ยังมีคนติดอยู่ดี

และที่ชัดเจนคือยังเน้นประดิษฐ์คิดถ้อยคำเพื่อให้ติดปากคนดูมากจนเกินความจำเป็น  อันนี้ไม่เคยเปลี่ยน
อาจเป็นเพราะข้อจำกัดเรื่องคนเขียนบทด้วย
--------------------------------

สมัยนี้ความรู้ทักษะ แนวทาง วิถีสังคมของคนแต่ละสาขาอาชีพเปลี่ยนไปมากจนไม่อาจต่อกันติด คุยกันรู้เรื่องได้ง่ายๆ
มันก็ยากที่คนเขียนบทซึ่งกลายเป็นงานเฉพาะทางอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวไปอีกอาชีพหนึ่งจะเข้าถึง
ลักษณะเฉพาะของบทบาทในอาชีพอื่นๆตามตัวละครได้ถูกต้อง ความรู้มันก็เปลี่ยนเร็วด้วย

แม้กระทั่งความเข้าใจในอาชีพพื้นฐานที่อิงปัจจัยสี่ แบบเดิมๆย้อนหลังไป สี่สิบปีก่อนมันก็เริ่มหมดไปจากสังคมแล้ว
ดังนั้น อย่าว่าแต่บทละครจะพลาด ขนาดบทหนังที่ต้องเช็คละเอียดยิบก็ยังพลาดกันได้บ่อยไป บางเรื่องพลาดเยอะอีกตะหาก

ประเด็นนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่คนทำละคร เลี่ยงที่จะเข้าไปแตะต้องอาชีพอื่นๆที่ตัวเองไม่ถนัด
เพราะความรู้เพียงผิวเผินมันเสี่ยงต่อความผิดพลาด อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้สูง
แถมถ้าวางบทไม่ดีอาจชักนำเนื้อเรื่องออกนอกแนวแบบไร้คำตอบ คนดูงงว่าจะบอกอะไรฉัน

สุดท้ายเลยสรุปลงที่ พยายามหลีกเลี่ยงสังคมการงานซึ่งสะท้อนภาพรวมความจริง
ไปเน้นปลุกอารมณ์ รักโกรธ เกลียด เหยียดหยาม ยกย่อง อะไรนี่หละ เน้นพวกนี้สื่อสารกันง่ายดี

ละครหลังข่าวยุคนี้จึงแทบไม่อาจนำมาใช้สะท้อนภาพรวมของวิถีชีวิตอะไรต่างๆในสังคมจริงได้เลย
มันเป็นแนวที่เพ้อเจ้อ เพ้อฝันคละเคล้ากันไปหมด
--------------------------------

สำหรับหลายๆคนมันคือความผ่อนคลาย
แต่สำหรับผมดูไปผมก็ไม่ค่อยเก็ทอะไร ผมไม่ค่อยอินไปกับเรื่อง ไม่ใช่ละคร จะนิยาย หนัง อะไรก็ตาม
ถ้าเอาหนังมาดูสักร้อยเรื่อง คงมี 95 เรื่องที่จะปิดตั้งแต่ 3 นาทีแรก

ตอนเด็กๆเคยดูและติดมาก มาตอนนี้ละครมันยังไม่เปลี่ยนแนวไปในทิศทางที่สอดรับกับสังคมได้ดีขึ้นเลย
ผมเลยไม่ค่อยดูละคร
--------------------------------

ถ้ารัฐบาลมาหนุน ดีครับ
เอาละครพวกพีเรียดไปขายนะครับ ถ้ามีเรื่องราวเล่าขาน สืบสานต่อได้ยิ่งดี จะได้ทำเงินถนัดหน่อย
แม่นาคก็พอได้ เรื่องผีท้องถิ่นก็ได้ ตำนานท้องถิ่น อาหารท้องถิ่นก็ขายได้

แต่เรื่อง พม่าเผากรุง คนไทยถูกรุกรานอะไรพวกนี้ งดหน่อยก็ดี
เพราะแต่ละเรื่องที่ทำกันมันไม่มีมิติสะท้อนความเป็นมนุษย์เท่าไร
คนไทยไม่ใช่พระอริยะทุกคนและ ประเทศเพื่อนบ้านก็ไม่ใช่โจรชั่วทุกคนนะ มันมีคนดีคนชั่วคนเทาๆกันทั้งสองฝ่าย
เรื่องมันผ่านไปแล้ว หวังจะขายของให้เขา ถ้าเอาหนังเอาละครที่มีมุมมองด่าบรรพบุรุษเขาไปขาย มันก็ไม่สนุกเท่าไร



แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่