เรื่องสยองของอิเป๋อ>>>>>กับคุณยายสายย่อเฝ้าทรัพย์ที่สงขลา

กระทู้สนทนา


**หมายเหตุ  เนื่องจากบุคคลและสถานที่..ที่เอ่ยถึง และพาดพิงในเรื่องเล่าต่อไปนี้ ปัจจุบันยังอาละวาดอยู่  และบางท่านยังมีชีวิตอยู่ในสถานที่ ..ที่นั้น  จึงขอใช้นามสมมุติใหม่ทั้งหมด  ส่วนสถานที่ก็ขอกล่าวในระดับกว้างๆ  เพื่อเป็นการไม่ให้กระทบกระเทือนผู้ใดในเหตุการณ์นี้ค่ะ **

........ตั้งแต่ดิฉัน  เป็นเพื่อนกับ จำปี จำปา ผ่านอะไรดีๆร้ายๆด้วยกันมาหลายเรื่องราวในมหาลัยราชภัฏสงขลา   ตั้งแต่เริ่มตั้งไข่ในมหาลัย    ปี1 เป็นปีแห่งการลองผิดลองถูก  ในการที่จะค้นหาเพื่อนที่เข้ากับเราได้และดี (จริงๆ) กับเรา  แรกเริ่มเพื่อนรอบตัวจึงเยอะ  จนเมื่อเวลาผ่านไป  นิสัย สันดาน และการใช้ชีวิต ที่เริ่มเข้ากันไม่ได้  จะค่อยๆคัดเพื่อนที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิตเรา  ตอนปี1 เรามีกัน6คน  แต่ก็ถอยออกไป2คน เหลือ4  พอขึ้นปี2 เพื่อนนิสัยเสีย1คน ก็ถอนตัวออกไป เราเหลือ3
แต่ก็มีเพื่อนใหม่จากกลุ่มอื่นมาเพิ่ม เหลือ4 แต่ก็ตายจากกันไป พอขึ้นปี3 เราจึงเหลือกันแค่3คน คือ ดิฉัน   จำปี   จำปา


......เราสนิทกันในระดับสามารถที่จะใส่เสื้อผ้าของกันและกันได้  ไม่เอาเรื่องแย่ๆซึ่งทุกคนต้องมี ไปนินทากับคนอื่น  นั่นคือพื้นฐานสำคัญของการเป็นเพื่อน  หากอยากได้ความจริงใจ  ก็ต้องกล้าที่จะจริงใจก่อน  ถ้าเขาจริงใจกลับ นั่นแหละเพื่อนกันจนวันตาย  มีอะไรก็กล้าเล่ากล้าบอกกล่าวกันหมด


....ตั้งแต่ดิฉันรู้จักจำปี  หรือที่ดิฉันเรียกมันว่า “อิเป๋อ” มา3ปี ดิฉันสังเกตว่ามันไม่ค่อยจะกลับบ้านสักเท่าไหร่  ด้วยความข้องใจ  มีโอกาสจึงนั่งคุยกันในวันหนึ่งพร้อมหน้า3คน


   “เป๋อ...ตั้งแต่เรียนราชภัฏมา3ปีนี้   ทำไมมืงไม่ค่อยกลับบ้านเลย  บ้านมืงก็อยู่ใกล้ๆเอง”

    “กูกลัวยายเขียนคนข้างบ้านน่ะ  แกชอบมาเล่นโยคะท่ายากให้กูเห็นบ่อยๆ  กลับบ้านไปทีไรต้องมาโชว์ตัวให้กูเห็น  กูเลยไม่กลับดีกว่า  อยู่หอให้บายๆใจไปหวา”

     “อะไรของมืงคะคุณเป๋อ  มืงกลัวยายข้างบ้านเล่นโยคะท่ายากให้ดู จนไม่ค่อยกลับบ้าน   ตลก..สลัดเลยเมิง ฮ๊าฮ่าๆๆๆ”


....ดิฉันนั่งหัวเราะ กับเหตุผลที่เป๋อ  ไม่ค่อยกลับบ้าน  ด้วยเหตุผลว่า กลัวยายข้างบ้านเล่นโยคะท่ายากให้ชม  แต่จำปา ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทอีกคน  และเคยไปนอนที่บ้านของเป๋อมาแล้ว  ก็แทรกขึ้นมาว่า


      “แต่กูเข้าใจมันนะ  เพราะกูก็เคยไปเจอยายข้างบ้านอิเป๋อ  มาเล่นโยคะท่ายากให้ชมมาแล้วตอนไปนอนบ้านมันหนนั้น  และบอกเลยว่า กูจะไม่ไปนอนบ้านอิเป๋ออีก”

      “ก็แค่ยายเล่นโยคะ  มันน่ากลัวตรงไหนค๊า เธอ2คน”

      “ค๊า ค่า ค๊า จะไม่น่ากลัวเลยค๊า  ถ้าแกไม่เสียลมหายใจ หรือพูดง่ายๆว่าตายห่านไปตั้งนานแล้ว  นาจา”

เอิ๊กกกกกกกก......”ไหนยังไง  เล่าให้ฟังที   อยากรู้ แกเป็นใคร ยังไง  ทำไมถึงมาเล่นโยคะให้มืงดู หืม”


.......บ้านของเป๋อ  อยู่ อ.สทิงพระ  ก็คนสงขลานั่นเอง  ทางเข้า ก็จะผ่านวัดดังของสทิงพระเลย  คือวัดพระโคะ  ก็เข้าไปลึกพอสมควร และทางค่อนข้างเปลี่ยว  สองข้างทางจะเป็นทุ่งนา กับที่รกร้างไกลสุดลูกหูลูกตาแซมด้วยต้นตาลมากมี  
แล้วหมู่บ้านของเป๋อ ก็เป็นกลุ่มบ้านที่ตั้งอยู่ลึกลับและโดดเดี่ยว  อาชีพของคนหมู่บ้านเป๋อคือ ทำนา  ปาดตาล  มีทำสวนบ้าง  เลี้ยงปลา  เลี้ยงวัว   ไก่ หมู  มีความสุขกันแบบคนบ้านนอก  เพราะทางเข้าที่ค่อนข้างซับซ้อน.วก-วน    ถ้าให้คนไม่เคยไป...ไปเอง  ถ้าไม่หลงเข้าไปเองก็เข้าไปถึงค่อนข้างยาก   ไม่มีวัด ไม่มีโรงเรียน จะเผา ก็ต้องขนศพไปเผาหมู่บ้านข้างๆ  จะเรียน ก็ต้องนั่งรถ ขับรถไปเรียนโรงเรียนอีกหมู่บ้าน  


   “หน้าฝนทีไร  หมู่บ้านกูบันเทิงมากตอนไปเรียนหนังสือ  ขี้โคลนดีดเต็มหลังเต็มขาค่ะ อบต.บ้านกูเขาเก่ง”

     “เก่ง ยังไง ???”

     “อ่อ อบต.บ้านกูเค้ามองการณ์ไกลไง    อนุรักษ์ถนนดั้งเดิม  ไว้ให้ลูกหลานบ้านกู ชั่วลูกสืบหลานแล  นี้นะอีกหน่อย  คนมีถนนคอนกรีต  ลาดยาง กันหมดใช่มะ   ซึ่งบ้านใครๆก็มี  แต่บ้านกูนี้ อีก100ปี  จะต้องมีคนที่อื่นมาเที่ยว  มาดูงาน มาดูถนนที่บ้านกู  หน้าฝนปลูกข้าวได้   หมู่บ้านกูจะดัง เป็นอันซีนแน่ๆ ถนนลูกรังปนดินเลน 100ปีไม่มีดัดแปลง   อนุรักษ์โดย  อบต.  .......จุดๆๆ น่อว์ววว”

-_-“

.....แล้ว เป๋อ ก็เล่าต่อไปว่า...
บ้านเป๋อ อยู่ท้ายหมู่บ้านเลย  แล้วบ้านติดกันนั้นก็เป็นบ้านของยายแก่ๆคนหนึ่ง  สมมุติว่าแกชื่อ “ยายเขียน” อายุได้ประมาณ60-70ได้แล้ว  ตั้งแต่เป๋อจำความได้  เป๋อก็เห็นหน้ายายเขียนนี้ตลอด  เพราะเป็นคนบ้านติดกัน   ก็ตัวบ้านเนี่ยห่างกันในระยะที่มองเห็นภายในชั้น2ของบ้านยายเขียนถนัดตาเลยจากห้องนอนของเป๋อ  และจะมีรั้วเป็นต้นชะอมกั้นเท่านั้น


    “บ้านของยายเขียน  แกจะปลูกต้นไม้ไว้เยอะมาก  ก็มีตั้งแต่ดอกไม้สวยงาม พืชสวนครัว  ไปยันไม้ยืนต้นใหญ่ๆพวกผลไม้ต่างๆ   แล้วที่ดินของแก  ที่ต่อยาวเป็นพรืดไปด้านหลังจากตัวบ้าน  ก็เป็นพวกสวนกล้วย  มะละกอ  ต้นมะม่วง มะขาม  บ่อเลี้ยงปลาตามธรรมชาติ   คือสมัยผัวแกยังมีชีวิต แกก็เลี้ยงปลาแหละ  แต่พอผัวตายจากไป  แกก็เลิกเลี้ยง แล้วจ้างคนมาขุดทางเชื่อมจากคลองธรรมชาติด้านนอก ให้ต่อเนื่องกับบ่อร่องสวนของแก  แล้วแกก็ปลูกผักบุ้ง ผักกระเฉดไว้เต็ม  ส่วนทางเชื่อม  แกก็เอาไซดักปลา ไปตั้งดักไว้  ยายเขียนแกก็เลยไม่ลำบากลำบนอะไร  ซื้อแค่ข้าวกิน กับข้าวหาได้ทั่ว”


      “แล้วแกไม่มีลูกมีหลานหรือมืง”


     “มี   แกมีลูกสาวนะ ตอนเราอายุ12-13นั้น เคยเห็นอยู่สวยด้วย   แต่เหมือนว่าเขาทะเลาะกับยายเขียน  เรื่องผู้ชายนี่แหละ  ยายเขียนแกมีลูกคนเดียว  แกอยากให้ลูกได้ผัวดีๆ  แต่คนที่ลูกสาวแกคบตอนนั้น  เป็นพวกนักเลง  ทำมาหากินไม่มีหลักแหล่ง   ที่ได้มาเจอกันเพราะชายนั้นมาหาเพื่อน มากินเหล้ากินหวากน้ำตาลเมา กับพวกชายในหมู่บ้าน  พอเจอลูกสาวยายเขียน ก็ชอบพอ  ก็มาจีบมาปากหวานใส่  จนได้เสียกันทั้งที่ไม่แต่งงาน”


   “ทีนี้ยายเขียนแกก็ไม่พอใจ  แกกลัวลูกเขยจะมาผลาญสมบัติแก  เพราะผู้ชายน่ะมีแต่ตัว กับรถมอไซค์คันเดียว  แกก็ไม่ยอมให้คบกัน   แต่ความรักของหนุ่มสาวเนาะ  พอคนมันรักไปแล้วก็ยอมไง   ในเมื่อยายเขียนประกาศว่า  ถ้าลูกสาวจะเอาผัวคนนั้น  แกจะไม่ยกอะไรให้แม้แต่บาทเดียว  ลูกสาวก็น้อยใจ  เลยหนีตามผัวไปไหนไม่รู้ “


   “แรกๆยายเขียน แกก็เสียใจนะ  แต่เพราะแกเป็นคนชอบเข้าวัด แกมี RC เก่าๆของผัวแกอยู่คันนึง  แกจะขับ แต๊กๆๆๆไปวัดบ่อย  เลยได้ธรรมมะเข้าช่วย  แกก็เลยเลิกเสียใจในเวลาไม่นาน  แล้วในที่ดินแกน่ะ กับข้าวเต็มหมด  เงินเก็บก็มีอยู่  แล้วเพื่อนบ้านก็ชอบพอนิสัยยายเขียน  เพราะยายเขียนมีน้ำใจ  ใครไปขอพืชผักในบ้านแก ได้หมด  แต่อย่าไปขโมยเท่านั้นพอ  ถ้าแกรู้ว่าใครแอบไปขโมยของแก  แกด่ายันบรรพบุรุษ”


     “ยายเขียนจัดว่าเป็นคนสำคัญของหมู่บ้านคนหนึ่ง  เปรียบเสมือน  นายกสมาคมนักตำหมากของหมู่บ้านเลย  เพราะคนแก่คนเฒ่า เขาก็จะมีสังคมในแบบของเค้าเนาะ  ก็แบบไปมาหาสู่กัน  ไปนั่งตำหมาก นั่งคุยกันเรื่องนู้นเรื่องนี้ได้เรื่อยๆ
ก็จะนั่งตำหมากกันดังกล๊อกๆๆๆสลับเสียงโล้งเล้งคุยกันไป  เวลามีคนเอ่ยถึงลูกสาวที่หนีหายไป แกก็จะแค่เปรยๆว่า”    

    “เรื่องของมัน  มันอยากไปลำบากลำบนก็ช่างหัวมัน ช้านไม่สนใจมันแล้ว”

((เดี๋ยวมาต่อค่ะ  ขอลงก่อน  กลัวไฟดับ))
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่