วาจาข้างโลง


ครั้งหนึ่งในชีวิตถ้าไม่เจอกับตัวไม่มีวันเข้าใจ
จากกันมันเจ็บปวดยังไง
ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้
โลกก็หมุนไปอย่างนั้น
วันนี้เพิ่งเข้าใจ
ว่าไม่มีอะไรมั่นคงตลอดไป
นี่ใช่ไหมชีวิต
เป็นใครก็ต้องเจออยู่แล้ว
พลัดพรากและจากลา
เจอกันจากกัน เรื่องธรรมดา
มาเป็นบทเรียนให้ได้รู้...................

.........บทเพลง เรื่องธรรมดา ของพี่ๆ Buddha Bless ฟิตเจอริ่ง ป้าเจนนิเฟอร์ คิ้ม ถูกเปิดซ้ำไปซ้ำมา มีจำปาเพื่อนสาวนั่งปาดน้ำตาอยู่เรื่อยๆ งานศพคนรักคนแรกของเธอผ่านมาได้เกือบเดือนแล้ว แต่จำปา ก็ไม่มีทีท่าจะทุเลา เราได้แต่เอาคอยดูอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ เรารู้ว่ามันยากจริงๆ กับการที่จะทำใจยอมรับสิ่งที่เกิด
ถ้ามันไม่เคยเกิดขึ้นกับเราโดยตรง เราก็ยากจะเข้าใจ

......ย้อนกลับไปตั้งแต่ลอยกระทงปลายปีที่แล้ว จำปามีความรัก คนที่มากะเทาะเปลือกหัวใจจำปาได้ เป็นผู้ชายอัธยาศัยดีคนนึง ชื่อพี่แก้ว พี่แก้วเป็นคนนคร บ้านอยู่ทุ่งสง มาหลงรักจำปา และใช้เวลาตามจีบจำปาอยู่ครึ่งปี พอลอยกระทง พี่แก้วก็ขอจำปาเป็นแฟน ต่อหน้าพวกเราที่ไปด้วย จำปาเขินมาก แต่ก็ตอบรับยอมคบพี่แก้ว

……พี่แก้วเป็นคนน่ารัก นอกจากเทคแคร์จำปาอย่างดีแล้ว ก็ไม่เคยยุแยงให้จำปาทิ้งเพื่อนอย่างพวกเรา เวลาไปไหนมาไหนก็จะชวนพวกเราไปด้วยเสมอ พี่แก้วไม่เคยรวบรัดจำปา จำปาเองก็กลัวๆเพราะเหมือนพี่แก้วก็มีสาวๆมาชอบอยู่หลายคน แต่คบกันมาเข้าหลายเดือน เต็มที่คือจับมือกันเดิน จำปาเลยยิ่งหลงรักพี่แก้วเข้าไปใหญ่ เพราะความเป็นสุภาพบุรุษ พี่แก้วเคยบอกเอาไว้ว่า จะไม่ทำอะไรจำปามากกว่าขอจับมือเดินเที่ยวด้วยกัน จนกว่าจะได้แต่งงานกัน ซึ่งนับว่าหาได้ยากมากจากผู้ชายยุคนี้

.......ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ดูดีมาก น่าอิจฉา พวกเราต่างก็พากันอิจฉาในตัวจำปา เพราะพวกเราก็ยังหาใครคนนั้นของใจไม่เจอ แต่เหมือนโชคชะตาจะให้มาแค่นั้น ในวันที่รถเก๋งพี่แก้วเสียหลักชนต้นไม้ใหญ่ข้างถนน เมื่อตอนกลับบ้านช่วงเดือนมีนาคม

....จำปา รู้ข่าว เธอร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง ร้องไม่หยุด ไม่กิน ไม่นอน เอาแต่นั่งกอดตุ๊กตาหมีที่พี่แก้วซื้อให้ แล้วก็นั่งเพ้อนั่งบ่นอย่างน่าเวทนา นั่งเรียนก็เหม่อ เผลอๆก็ร้องไห้อยู่อย่างนั้น เราพากันไปงานศพพี่แก้วที่ทุ่งสง
ไปไม่ทันตอนรดน้ำศพหรอก เพราะมัวงมหาทางไป ภาพแรกที่ทุกคนในงานเห็นคือ
จำปา ไปยืนกอดรูปพี่แก้ว ยืนร้องไห้ รำเพ้อรำพัน

“พี่ น้องมาแล้วนะ พี่ตื่นมาแหลงกับน้องได้หม้ายพี่แก้ว ไหนบอกอีแต่งงานกับน้องไง ฮือออออออ”

....ตอนนั้น เราไม่รู้จะพูดอะไร พ่อแม่พี่แก้ว เห็นก็คงพอจะรู้แล้วว่า จำปากับพี่แก้วเป็นอะไรกัน แม่พี่แก้ว เดินเข้ามากอดจำปา ทั้งๆที่เจอกันครั้งแรก

“แก้วมันไปดีแล้วลูก ให้แก้วมันไปดีนะลูก”

.....เรากับจำปี ยืนก้มหน้าน้ำตาไหล จุดธูปไหว้ศพไป น้ำตาไหลไป จะทำยังไงให้ไม่ต้องจากลา
จะทำยังไงไม่ให้เสียน้ำตา จะทำยังไงให้โลกหมุนกลับมา มันคงจะไม่มี จำปายังยืนกอดกับแม่ของพี่แก้ว โดยมีพ่อและญาติๆพี่แก้วเข้ามาปลอบใจ เขารู้แล้วว่า จำปาคือคนสำคัญของใคร ก็เจ้าภาพงานที่ไร้ลมหายใจที่นอนอยู่นั่นไง
ทุกคนช่วยกันปลอบจำปาที่ร้องไห้ หน้าตาเลอะเทอะ ไม่เหลือสภาพความสวยจากเครื่องสำอางอีก

.....เขาพากันประคองจำปา ที่ดูอาการแย่ เพราะร้องไห้ ตรอมใจขนาดหนัก ไปนั่งพักที่ม้านั่งยาวของวัด ช่วยกันพัดวี เช็ดหน้าให้ เรากับจำปี ปักธูป ก้มกราบศพพี่แก้วตามธรรมเนียม พอเราเงยหน้า เราก็ผงะพุ่งตัวออกจากจุดนั่งไปข้างหลัง จนก้นจ้ำเบ้า นั่งแหกขาเปิดหวอกระโปรง3ส่วนเข้าหาโลงศพ พร้อมๆกับอุทานลั่นศาลาตั้งศพด้วยคำว่า

“โอ๊ย !!Hee แม่มืง”

.....จะไม่ให้ตกใจได้ยังไง ดิฉันเป็นคนมีสัมผัสด้านนี้ พอก้มกราบเสร็จเงยหน้าขึ้น เห็นพี่แก้วมายืนเลือดท่วมตัว หน้าตาหมองหม่น มือข้างนึง เกาะที่ขอบโลงด้านหัว แต่สายตาพี่แก้ว ไม่ได้มองที่เรา แต่มองไปที่จำปา ที่อยู่ไกลออกไป
จำปีตกใจ ร้องทัก คนใกล้ๆก็มองเราอย่างประหลาดใจ

“เห้ย เป็นไหรหยก”

“ป่าวๆ กุตกใจแมงสาป”

“เออ ไปๆชวนจำปามันกินข้าว แล้วช่วยงานกัน”

...เดินฉันเดินตามจำปี หันหน้าไปดูอีกที พี่แก้วยังยืนอยู่ตรงนั้น ตรงหัวโลงศพ แต่เหมือนไม่ได้สนใจเราสักเท่าไหร่ พี่แก้วอาจจะไม่รู้ ว่าดิฉัน เห็นแก พี่แก้วยังยืนมองไปที่จำปา หน้าตาหมองเช่นเดิม พอดิชั้น หันมาหาจำปี แล้วหันกลับไปอีกที พี่แก้วก็หายไปแล้ว...

....จำปา พยายามฝืนนั่งกินข้าวกับพวกเรา แต่เหมือนจะไม่ใช่การกิน น่าจะเรียกว่าการร้องไห้ประกอบจานข้าวมากกว่า
ตักแต่ข้าวใส่ปาก แล้วก็นั่งร้อง ทั้งช้อนคาปาก ข้าวกระเด็นร่วงหมด

“มืง พี่แก้วบอกให้มืงกินข้าวนะมืง” ดิฉันจำเป็นต้องโกหก แล้วมันก็ได้ผล เพราะจำปารู้ดีว่าดิฉันเห็นอะไรแบบนี้ได้

“ไหนหยก พี่แก้วอยู่ไหน “ จำปา หันมาสนใจ

“แกนั่งอยู่ข้างๆมืงนั่นแล่ะ เขาฝากบอกให้มืงกินข้าวหน่อย ผอมมากแล้วนะ”

......พอบอกไปแบบนั้น จำปี คนขี้กลัวผี ก็ถอยกรูด รูดมาเกาะแขนดิฉัน ปล่อยจำปา นั่งหันหน้ามองไปมารอบตัว
มันมากระซิบถามดิฉันเบาๆ ว่า “จริงหรือมืง” ดิฉันก็ตอบไปว่า “จริง”
ดิฉันไม่ได้โกหกหรอกนะ ก็เห็นจริงๆ ที่หัวโลง ส่วนเรื่องที่บอกว่า พี่แก้วให้จำปากินข้าวนั้น ดิฉันแค่จำเป็น

“พี่แก้วไปแล้วมืง แกมีเวลาจำกัด เดี๋ยวแกก็มาอีก แต่แกบอก ให้มืงกินข้าวนะ ถ้าไม่กินแปลว่าไม่รักแก”

.....ได้ผลดี จำปาหันมากินข้าว ถึงจะดูฝืนๆ แต่ก็เหมือนจะหน้ายิ้มทั้งน้ำตา ตักข้าวกินได้มาก ดิฉันคงจะบอกความจริงพื่อนเอาในวันหลังที่มันอาการดีขึ้นสักระยะแล้วกัน พี่แก้วมาโผล่ให้ดิฉันเห็นก็จริง แต่ไอ้เรื่องมาคุยเหมือนตอนเป็น คงยากเกินไปกับวิญญาณที่ยังไม่รู้ทิศทางตัวเอง กินเสร็จเราช่วยล้างจาน เสิร์ฟน้ำ เตรียมของเข้างาน แยกย้ายช่วยๆกันทำไปแล้วแต่จะมีอะไรให้ทำ

.....จำปาถูกญาติๆพ่อแม่พี่แก้ว พาไปนั่งคุยถึงพี่แก้วอยู่ไกลๆ เราก็ไม่ได้เข้าไปข้องแวะอะไรมากมาย เหลียวมองเป็นบางที พอค่ำก็มีสวดอภิธรรมศพ พอสวดเสร็จ อยู่เก็บของกันในงาน แม่ของพีแก้วก็มาชวนพวกเราไปนอนที่บ้าน เพราะมากันไกลพอตัว มารถโดยสาร เราก็ได้ไปนอนที่บ้านแม่พี่แก้ว
จำปาดูซึมๆตลอดการเดิน เข้าบ้านพี่แก้ว เป็นบ้านปูน2ชั้นหลังใหญ่ มันน่าเสียดายนะ แทนที่จะได้เดินเข้าบ้านหลังนี้ในฐานะลูกสะใภ้ กลับต้องเดินเข้ามาในฐานะคนมางานศพลูกเจ้าของบ้าน

......แม่พี่แก้ว พาพวกเราไปดูห้องพี่แก้ว อยู่ใกล้ห้องน้ำ ทางทะลุไปห้องครัว ที่ชั้น1 แม่พี่แก้วให้พวกเราไปนอนที่ห้องน้องสาวพี่แก้วที่ชั้น2 น้องสาวพี่แก้ว ผมสั้นๆ น่าจะอยู่ ม.ปลาย หน้าตาน่ารัก ยิ้มทายทักยกมือไหว้พวกเรา แต่หน้าตาแฝงความเศร้า ซึ่งพวกเราก็เป็นกันทุกคน ยิ้มแต่หน้าเศร้าๆ

“ตามสบายนะลูกๆนะ คิดว่าเป็นบ้านเอง มีไหรก็บอกน้องมัน ตอนเช้าค่อยไปวัด”

......เราให้น้องสาวพี่แก้ว ที่ชื่อ แก้ม พาเราไปส่งห้องน้ำที่อยู่ชั้นล่าง ไปอาบน้ำ ผลัดกันอาบ ตอนนั้นเวลาประมาณ4ทุ่มไปแล้ว บ้านอื่นๆเขานอนกันหมดแล้ว โดยรอบเลยเงียบสงัด เราก็นั่งชวนกันคุยไปเรื่อย จู่จำปาก็พูดขึ้นมาว่า

“คิดถึงพี่แก้วจัง ไม่รู้ตอนนี้ไปอยู่ตรงไหน”

.....จำปีคู่เกลอ สะดุ้งเฮือก เพราะนางถือมาแต่ไหนแต่ไรแล้วเรื่องนี้

“เห้ย มืง อย่าพูดถึงแกต่ะ นี้บ้านแกนะ กุกลัว”

.....พอเราอาบเสร็จ เราขึ้นไปแต่งตัวในห้องเตรียมตัวนอนกัน แต่เตียงนอน นอนได้แค่2คน ดิฉันกับจำปีเลยจะนอนที่พื้น
แต่ว่าน้องแก้ม บอกว่า ไปนอนห้องพี่แก้วไม๊ จำปีก็ร้องบอก “ไม่อาว ไม่เอา นอนพื้นดีแล้ว”
สุดท้ายเราเลยได้นอนพื้น ตกดึกมากๆ มีเสียงหมาหอนโหยหวนมาเป็นทอดๆ ดังมาพร้อมสายลมพัดยอดยางดังซู่ซ่า
ดิฉันลืมตาตื่น ได้ยินเสียงกระซิบมาจากที่ไหนสักที่ไกลๆในจิต ตามประสาคนมีผีตาม “ตื่น” เสียงที่ดังขึ้นในจิต มันคือเสียงของวิญญาณพี่สาวฝาแฝดดิฉันที่เสียไปตั้งแต่เด็กๆ ที่เคยเล่าไว้ในกระทู้แรกสุดนั่นแหละ
ดิฉันง่วงและเพลีย เลยจะหลับต่อ ก็ได้ยินเสียงอีก “พี่บอกให้ตื่นไง”

.......ดิฉันรู้ว่า วิญญาณพี่ฝาแฝดดิฉัน ไม่ได้ตามเข้ามาในบ้านด้วย เพราะเจ้าที่เจ้าทางไม่ยอม คงไปอยู่รอที่ไหนสักที่ด้านนอก เลยได้แต่ส่งกระแสคำพูดแล่นเข้ามาซ้ำ ดิฉันก็นอนลืมตา มองไปบนเตียง เห็นขาน้องสาวพี่แก้ว กับขาของจำปา ที่เกือบได้เป็นพี่สะใภ้บ้านนี้ ก่ายทับกันอยู่ หันไปมองดูข้างๆ จำปี นอนหันก้นใหญ่ๆมาให้ หน้าซุกไปใต้หมอน นอนกัดฟันแข่งกับเสียงจิ้งจกอยู่กรอดๆๆๆ

........ดิฉัน รู้สึกอึดอัด กระสับกระส่ายรับรู้ถึงการมาของอะไรบางอย่าง ต้องเป็นพี่แก้วแน่ๆ ดิฉันรับรู้ได้
ดิฉันจับตามองฝ่าความมืด ที่พอมองเห็นได้บ้างลางๆไปทั่วห้อง และก็เหมือนตัวดิฉันถูกตรึงกับฟูกนอนไว้แน่นๆ
เมื่อดิฉัน เห็นเงาๆนึง รูปร่างเงาอันคุ้นเคย ยืนอยู่ข้างเตียง เงานั้นพยายามจะยื่นมือมาจับร่างของทั้ง2สาวคือ
น้องแก้ม และจำปา แต่เหมือนจะเอื้มมาแตะไม่ได้ มีเสียงร้อง “ฮือออออออออออออออออออออๆๆ”
แต่เสียงนั้นเบามากๆ เหมือนร้องมาจากที่ไหนไกลๆอย่างน่าเวทนา

.......ดิฉันขนลุกไปทั่วตัว ไม่กล้าขยับตัว นอกจากกลอกตาไปมาในความมืด แต่ดิฉันรับรู้ได้ ถึงอาการสั่นจากก้นใหญ่ๆของจำปี ที่ยังมุดหน้าอยู่ใต้หมอน เงาร่างพี่แก้ว ที่ยืนทะมึน ก็เหมือนจะหันหน้ามาทางดิฉันกับจำปีที่นอนพื้นอยู่
เหมือนเงานั้นทำท่าขยับจะเดินมาทางนี้ ดิชั้นกลัว แต่ขยับยันตัวขึ้นพร้อมกับพูดออกไปว่า

“อย่าเข้ามาพี่แก้ว เพื่อนหนูมันฉี่จะแตกอยู่แล้ว”

.....เงาพี่แก้วก็ค่อยๆเลือนหายเข้าผนังบ้านไป สักพักเสียงนึงก็กระซิกๆขึ้น พร้อมๆกับการมาเกาะแขนดิชั้น

“ฮือๆๆๆๆกุกลัว หยก โอยยยย”

“มืงเห็นด้วยหรอ”

“กุไม่เห็น แต่กุได้ยินเสียงร้องไห้ กุสั่นหมดแล้วหยก ตะกี้พี่แก้วจะทำไร”

“เค้ามายืนจะจับขาน้องแก้มกับจำปา แล้วก็จะเดินมาที่เรา แต่กุบอกมืงกลัวตัวสั่นแล้วอย่าเข้ามาแกเลยไป”

.......คืนนั้นพอพ้นพี่แก้วไปแล้ว ดิฉันก็อึดอัดจากนางผู้หญิงข้างๆแทน เพราะจำปี กอดดิฉันทั้งคืน มันตัวใหญ่กว่าเยอะ เอาดิฉันไปกอดไว้แน่นยังกับเป็นตุ๊กตาของมัน มันเอาแต่พร่ำบอกตลอดก่อนมันจะหลับไปว่า อย่าทิ้งมันไว้คนเดียวนะ
ดิฉันก็ได้แต่ อืมๆๆๆ จนหลับไปทั้งคู่.......

.....เช้ามาเราแต่งตัวไปวัด ไปกินข้าวที่นั่น ญาติพี่แก้วหลายๆคนเข้ามาทักชวนพวกเราคุย โดยเฉพาะพวกลุงๆน้าๆผู้ชาย
จำปี นางเป็นคนเงอะๆเงิ่นๆ ทำข้าวของหล่นดัง เคร้งคร้าง ตลอด นั่งๆอยู่ น้องแก้ม น้องพี่พี่แก้วก็พูดขึ้นกลางวง

“เมื่อคืนน้องฝันเห็นพี่แก้ว พี่แก้วมายืนลูบหัวแก้ม”

....คนที่ได้ยินก็ฮือฮา เข้ามาสอบถามร่วมฟัง เราอยากจะบอกจังว่าเมื่อคืนน่ะพี่แก้วไม่ได้มาแค่ในฝันหรอก แต่มายืนข้างเตียงเลย จำปีก็มองหน้าเราเพราะนางก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของพี่แก้ว เรานั่งฟังคนพูดเกี่ยวกับพี่แก้วไปเรื่อยๆ แกะหอม กระเทียม พริก ไป จำปาถูกญาติพี่แก้วพาไปนั่งช่วยกันทำอะไรอยู่อีกด้าน ที่ไม่เกี่ยวกับงานครัว พอน้องแก้มคุยถึงเรื่องที่พี่แก้วมาเข้าฝันน้องแก้มเสร็จ ตาคนนึง เดินขาเขยกผ่านมา แกได้ยินเรื่องนั้น แกก็มานั่งยองๆแล้วพูดขึ้น

“ไอ่แก้วเร้อ ฉ้านอีบอกให้ฟัง แรกคืน ฉ้านนั่งอยู่หน้าบ้าน ถองยาดอง กับไอ่ลุย ดึกแล้วนิ กำลังอีแยกกันหลบไปนอน หมาหอนกราวมาแต่วัด ฉ้านกะไม่สนใจอะไร เพราะมันหอนเป็นปกติ ทีนี้ ว่าจะไปเปิดประตูรั้วบ้านให้ไอ่ลุยขี่รถหลบ เห็นไอ่แก้ว เดินผ่านหน้าบ้าน ไฟที่เสามันส่อง เห็นกันทั้งสองคน4ตาเลยนิ ว่าเป็นไอ่แก้ว ไอ่ลุยแล่นขึ้นบ้านกุเลย
ไม่หาญหลบบ้านมันแล้ว กลัวไปเจอไอ่แก้วระหว่างทาง มันนอนบ้านฉ้านยันสาย นี้มันพึ่งกลับบ้าน ฉ้านกะเลยติดรถมันมาลงวัด แต่ไอ่ลุยมันไม่กล้าเข้ามา มันกลัว”

....ทีนี้การคุยก็กลายเป็นการโล้งเล้งของป้าๆอาๆไปเลย ผ่านไปอีกวัน สวดอภิธรรมเสร็จ วันรุ่งขึ้นจะเป็นวันเผา ก่อนจะกลับไปนอนบ้าน ไม่รู้จำปา คิดอะไร เธอขอตัวเดินตรงไปที่โลงศพที่แก้ว แล้วก็ไปเคาะด้านหัวศพที่หันไปทางทิศตะวันตก
เราและจำปี ก็เดินตามไปใกล้ๆ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก “พี่แก้ว พรุ่งนี้เราอีไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้วนะ น้องรักพี่นะ”
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่