ขอบคุณทุกๆ คนที่อ่านเรื่องนี้นะคะ
ขอบคุณ คุณดาว Lady Star 919, จารย์จี GTW, คุณนัน turtle_cheesecake, คุณ สายป่านสีชมพู, คุณโอ เขมปัณณ์, คุณแอนนี่ annie <harmonica>, คุณป้าทุยบ้านทุ่ง, คุณกระรอกเมือง
ขอบคุณทุกคะแนนโหวตด้วยค่ะ
บทก่อนๆ ค่ะ
บทนำ - บทที่ ๑
http://pantip.com/topic/35375611
บทที่ ๒ - บทที่ ๓
http://pantip.com/topic/35379337
บทที่ ๔
http://pantip.com/topic/35383294
บทที่ ๕
http://pantip.com/topic/35386265
บทที่ ๖
http://pantip.com/topic/35389519
บทที่ ๗
http://pantip.com/topic/35392675
บทที่ ๘
http://pantip.com/topic/35400069
บทที่ ๙
http://pantip.com/topic/35407698
บทที่ ๑๐
http://pantip.com/topic/35411784
บทที่ ๑๑
http://pantip.com/topic/35422278
บทที่ ๑๒
http://pantip.com/topic/35430211
บทที่ ๑๓
http://pantip.com/topic/35437896
บทที่ ๑๔
http://pantip.com/topic/35447627
บทที่ ๑๕
http://pantip.com/topic/35454229
บทที่ ๑๖
http://pantip.com/topic/35460996
บทที่ ๑๗
http://pantip.com/topic/35467701
บทที่ ๑๘
http://pantip.com/topic/35478177
บทที่ ๑๙
http://pantip.com/topic/35484261
บทที่ ๒๐
http://pantip.com/topic/35490729
บทที่ ๒๑
แจ้งตบเข่าฉาดใหญ่เมื่อได้รู้เรื่องราวทั้งหมด
"พิโธ่พิถังกะละมังรั่ว อย่างนี้มันต้องจัดการเอง คอยแต่โปลิส มันไม่ได้เรื่องดอก"
สองสาวน้อยซึ่งพับเพียบอยู่ริมราวระเบียงนอกชานหัวเราะกันให้คิกคักกับคำศัพท์โลดโผนซึ่งหนุ่มชาวสวนใช้
นั่นทำให้คนพูดยิ่งคึก
“เอาอย่างนี้ดีกว่า เอาอีแด่นกับอ้ายศรศิลป์ไป มันดุหน่อย”
คนมาขอคำปรึกษางุนงง
“ใครคะ พี่แจ้ง”
“หมา” แจ้งตอบหน้าตาเฉย “มีสวนก็ต้องมีหมาดุๆ ไว้เฝ้าสวน”
รำพึงหัวเราะคิก กระซิบกระซาบกับเพื่อนคู่หู
“หมาชื่อศรศิลป์”
แม้กระซิบ หากแจ้งก็ยังอุตส่าห์ได้ยิน ในเมื่อสะดุดตาสองสาวนี่มาตั้งแต่เห็นลงจากเรือเร็วเมื่อครู่แล้ว ตัดสินใจไม่ได้เสียทีว่าคนไหนน่ามองกว่ากัน คนทางซ้ายนั่นผิวขาวราวหยวกกล้วย คงอยู่แต่ในร่ม คงไม่เคยออกมาตากแดดตากฝนกับใครเขา ผมรึก็ดำราวขนกาน้ำ ปากแก้มคิ้วคางจิ้มลิ้มพริ้มเพราไปเสียหมด คนทางขวาก็ใช่ย่อย ผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียน นัยน์ตาคมปลาบ พาให้หัวจิตหัวใจทิดหนุ่มคึกเสียจนลืมว่าวันนี้ตั้งใจจะออกจากบ้านไปไหนบ้าง
“ชื่อพระเอกยี่เก”
นางจวงซึ่งปล่อยให้ลูกชายนำแสดงเสียพักใหญ่ต้องเสริมขึ้นบ้างตามประสาคนช่างพูดช่างคุย จะนั่งฟังอยู่เงียบๆ นานเกินไปก็เกรงว่าจะจับไข้เสียก่อน
“ปีฝ่าๆ แล้วมันมาตั้งวิกเล่นยี่เกอยู่หลังตลาด พอเลิกก็พาลูกสาวเถ้าแก่

งหนี ตอนนั้นเจ้าแจ้งมันหมายตาแม่กิมลั้งลูกสาวเถ้าแก่อยู่ มันเลยเคือง เอาชื่อมาตั้งเป็นชื่อหมาเสีย” นางเล่าตรงๆ ตามนิสัย ทั้งนิสัยตรงไปตรงมา และนิสัยไม่ประหยัดคำพูด
คราวนี้สองสาวกลั้นหัวเราะกันอย่างสุดความสามารถ คนถูกอ้างถึงหน้าคว่ำ แม่เอาลูกชายหัวแก้วหัวแหวนมาขายอีกแล้ว
"แล้วนี่จะปลูกทุเรียนจริงๆ รึอีหนู" นางจวงเปลี่ยนเรื่องพูดเมื่อเห็นสีหน้าไม่ใคร่ดีของลูกชาย
"ค่ะป้า คิดว่าจะลองดู"
"ปลูกทุเรียนไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นา เอากล้าลงแล้วต้องคอยเป็นปีกว่ามันจะออกลูก จะคอยไหวเรอะ" ลากเสียงคำว่า ‘ปี’ ให้รู้ว่านานจริงๆ
“เรื่องดินก็อีก ดินไม่ดี ทุเรียนก็ขึ้นไม่ดี ต้นมันจะแกรน เป็นดินทรายเกินไป เหนียวเกินไป มันไม่ดีทั้งนั้น ดินที่นั่นเป็นอย่างไร อีหนูรู้ไหม”
"เอ! เป็นอย่างไรก็ไม่ทราบค่ะป้า ต้องเป็นดินแบบไหนละคะ"
"ก็ต้องร่วนหน่อย มีปุ๋ยมากหน่อย ถ้าดินที่โน่นไม่เป็นอย่างนั้น ก็ต้องใช้เวลาเตรียม ก็ไม่ใช่ว่าจะปลูกไม่ได้เสียเลย เพียงแต่จะปลูกให้ขึ้นสวยก็ต้องลงทุนหน่อย"
นางจวงเหลียวมาทางลูกชายแวบหนึ่ง เห็นยังนั่งหน้าบอกบุญไม่รับ ก็คิดจะเอาใจ รู้ว่าสนใจบ่าวซึ่งติดตามคุณนายสาวผู้มาเยือน จึงอยากให้มีโอกาสได้ทำความรู้จักกันบ้าง นางไม่เคยรังเกียจรังงอนว่าใครเป็นใคร อยู่ในฐานะอะไร ขอเพียงให้ลูกชายถูกใจ นางยินดีทั้งนั้นในเมื่ออยากให้ลูกเป็นฝั่งเป็นฝาเสียตั้งนานแล้ว แจ้งจะได้เลิกทำตัวเร่ไปร่อนมา คบแต่เพื่อนเหลวๆ อย่างที่เป็นอยู่เสียที
"ค่อยให้เจ้าแจ้งมันไปดูให้ก็แล้วกัน ตอนนี้ยังไงก็ยังเอากล้าลงไม่ได้อยู่ดี ตอนนี้มันแล้ง ต้องคอยให้เข้าฝนเสียก่อน วันนี้ขนต้นกล้าไปก็แล้วกัน สักยี่สิบต้นเป็นไร" นางจวงแสดงน้ำใจ "กลับไปก็เตรียมที่จะปลูกเอาไว้ก่อน ต้องใช้ที่กว้างมากนาอีหนูนา กะเดี๋ยวไปดูในสวนก่อนก็แล้วกันว่ายี่สิบต้นใช้ที่กว้างแค่ไหน วันไหนเจ้าแจ้งมันว่าง ก็ให้มันไปเตรียมดินให้"
แจ้งยิ้มออกมาได้ กระฉับกระเฉงขึ้นมาอีกครั้ง ขยับเนื้อขยับตัวจะลุกก่อนใครหมด
"มา...ฉันพาเข้าไปดูในสวน เสียดายพ่อเก็บทุเรียนไปเกือบหมดแล้ว ยังพอมีเหลือติดต้นอยู่บ้างก็ไม่มาก"
สวนของนายสินร่มรื่นด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่แน่นขนัด พื้นดินมีใบไม้ทับถมจึงเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้มากกว่าปกติทั้งๆ ที่เป็นฤูดหนาวและอากาศแล้ง ทั่วทั้งสวนมีทุเรียนเป็นหลัก มีไม้ผลอย่างเงาะและมังคุดปลูกแซมอยู่บ้าง แต่ก็น้อยมาก ไม่ถึงกับเก็บขายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเช่นทุเรียน เจ้าของสวนล่องเรือไปขายของที่อยุธยาเสียกับลูกเขยหลายวันแล้ว ไอรีนจึงไม่มีโอกาสได้พบพี่ชายของคุณสร้อยในวันนี้
ได้ออกมาจากบ้านเมื่อเช้า หญิงสาวโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก อัดอั้นตันใจมานานวัน คิดไม่ตกว่าควรทำอย่างไรดี รู้แต่ว่าจะต้องไปไหนให้พ้นจากสภาพนั้นเสียบ้าง แม้จะเป็นเพียงชั่วครู่ชั่วยามก็ตาม แรกๆ คิดจะไปเยี่ยมอนงค์ที่บ้านข้างวัดสุทัศน์ เพราะไม่ได้พบผู้เคยเป็นมารดาเลี้ยงอีกเลยนับตั้งแต่วันแต่งงานเป็นต้นมา แต่พอเอ่ยปากกับรามถึงเรื่องนั้น เขาบอกให้เปรื่องขับเรือพาไป และให้รำพึงกับงามพิศติดตามไปเป็นเพื่อน
คำสั่งของเขาทำให้สาวน้อยหนักใจเมื่อคิดว่าจะไปแค่วัดสุทัศน์เพียงเท่านี้ แทนที่จะได้ไปคนเดียวเงียบๆ กลับต้องแห่กันไปเป็นขบวน จึงเปลี่ยนใจ คิดถึงสวนของนายสินแทน แม้จะอยู่ไกลถึงเมืองนนท์ หากก็มีข้ออ้างว่าจะไปปรึกษาเรื่องการดูแลความปลอดภัยภายในสวน และเมื่อไปไกลขนาดนั้น ไปกันหลายๆ คนคงสนุกกว่าคนเดียว จึงตกลงใจไปเยี่ยมพี่ชายคุณสร้อยและครอบครัวแทน ไหนๆ จะออกจากบ้านทั้งทีก็ออกนอกพระนครเสียด้วยเลย
ข้อกำหนดจากสามีในการไปสวนเมืองนนท์ไม่เพียงให้นายเปรื่องขับเรือไปส่ง ให้เอารำพึง งามพิศ และกริช ติดเรือไปด้วยเท่านั้น ยังต้องไปกลับภายในวันเดียว จะค้างคืนที่นั่นหรือที่ไหนไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อเห็นว่าทั้งหมดไม่หนักหนาจนเกินไป ไอรีนจึงตกลงตามนั้น
ตกเย็น รามเลิกงานกลับถึงบ้าน ก็ถามถึงภรรยาก่อนอื่นใดหมด พอรู้ว่ายังไม่กลับก็ไม่สบายใจ หลายวันมาแล้วที่คุ้นเคยกับการกลับถึงบ้านแล้วมีภรรยาคอยอยู่ ได้เห็นใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสคอยต้อนรับ ได้พูดคุยไต่ถามเรื่องโน้นเรื่องนี้ เพียงแค่นั้นก็สบายใจ หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง หากแต่วันนี้พอมาถึงบ้านแล้วไม่เห็นหน้าก็ใจหาย มีความรู้สึกเหมือนส่วนสำคัญที่สุดในชีวิตขาดหายไป แต่เมื่อทำอะไรไม่ได้ จึงมาเดินงุ่นง่านอยู่ที่ระเบียงบนเรือนริมคลองของผู้เป็นมารดา จนเจ้าของเรือนชักรำคาญ
“ประเดี๋ยวก็ถึง พ่อรามสั่งน้องแล้วมิใช่รึว่าไม่ให้ค้างที่ไหน”
“สั่งไว้แล้วขอรับ สั่งทั้งไอรีน ทั้งนายเปรื่อง นี่ก็จะมืดแล้ว ควรจะถึงบ้านกันตั้งนานแล้ว”
เรื่องสำคัญซึ่งเพิ่งบอกแม่เมื่อครู่กลายเป็นเรื่องเล็กไปเสียเมื่อเห็นตะวันคล้อยลับยอดไม้แล้ว เมียก็ยังไม่ถึงบ้าน เรื่องนั้นจึงไม่สำคัญเท่าเรื่องนี้
“นายเปรื่องก็กระไรเลย วางใจว่าเป็นผู้ใหญ่ ควรจะออกปากเตือนให้รีบกลับ” คราวนี้บ่นพึมพำกับตัวเองเสียมากกว่าตั้งใจจะให้คนเป็นแม่ได้ยิน ตาไม่ละจากลำคลองซึ่งเห็นอยู่ไม่ไกล
“อ้าว! เป็นอย่างนั้นไป โทษบ่าวไปโน่น” คุณหญิงละออค่อนแล้วหัวเราะอย่างเห็นขัน ไม่บ่อยนักหรอกที่ลูกชายจะพาลพาโลแบบนี้
“ก็เป็นผู้ใหญ่ที่สุดนี่ขอรับ ให้ขับเรือพาเด็กๆ ไปเที่ยวสวน จะได้ช่วยดูๆ ให้ด้วย”
“เห็นเมียเป็นเสียเด็กอีก” คุณหญิงทำเสียงกระซิบกระซาบกับญาติผู้น้องซึ่งนั่งอมยิ้มอยู่ใกล้ๆ
“ลงนั่งเสียทีเถอะ พ่อราม เดินวนไปวนมาแบบนั้น แม่เวียนหัว อย่ากวดขันกับน้องนักเลย ตั้งแต่น้องแต่งงานก็สองเดือนเข้านี่แล้ว เพิ่งจะวันนี้เองหรอกใช่ไหมที่ออกไปไหนไกลๆ อย่างนี้ นี่ขนาดออกนอกบ้านก็ยังไม่เคยเลย”
แต่คนถูกปรามไม่มีกะจิตกะใจจะฟัง ความห่วงหาทำให้ร้อนรุ่มจนต้องผลุนผลันลงจากระเบียงไปยืนรอที่ศาลาท่าน้ำแทน ผุดลุกผุดนั่งอยู่หลายรอบ จนอาทิตย์คล้อยต่ำลงไปมากแล้วนั่นแหละจึงเห็นเรือเร็วลำเพรียวเลี้ยวโค้งคุ้งน้ำมาให้เห็น นายพันโทหนุ่มระบายลมหายใจยาวอย่างโล่งอก ความหงุดหงิดเช่นเมื่อครู่เลือนหายไปจนหมดสิ้น ดีใจที่ได้เห็นภรรยาจนลืมอะไรอย่างอื่นหมด
บันทึกคุณหญิงไอรีน (บทที่ ๒๑)
ขอบคุณ คุณดาว Lady Star 919, จารย์จี GTW, คุณนัน turtle_cheesecake, คุณ สายป่านสีชมพู, คุณโอ เขมปัณณ์, คุณแอนนี่ annie <harmonica>, คุณป้าทุยบ้านทุ่ง, คุณกระรอกเมือง
ขอบคุณทุกคะแนนโหวตด้วยค่ะ
บทก่อนๆ ค่ะ
บทนำ - บทที่ ๑ http://pantip.com/topic/35375611
บทที่ ๒ - บทที่ ๓ http://pantip.com/topic/35379337
บทที่ ๔ http://pantip.com/topic/35383294
บทที่ ๕ http://pantip.com/topic/35386265
บทที่ ๖ http://pantip.com/topic/35389519
บทที่ ๗ http://pantip.com/topic/35392675
บทที่ ๘ http://pantip.com/topic/35400069
บทที่ ๙ http://pantip.com/topic/35407698
บทที่ ๑๐ http://pantip.com/topic/35411784
บทที่ ๑๑ http://pantip.com/topic/35422278
บทที่ ๑๒ http://pantip.com/topic/35430211
บทที่ ๑๓ http://pantip.com/topic/35437896
บทที่ ๑๔ http://pantip.com/topic/35447627
บทที่ ๑๕ http://pantip.com/topic/35454229
บทที่ ๑๖ http://pantip.com/topic/35460996
บทที่ ๑๗ http://pantip.com/topic/35467701
บทที่ ๑๘ http://pantip.com/topic/35478177
บทที่ ๑๙ http://pantip.com/topic/35484261
บทที่ ๒๐ http://pantip.com/topic/35490729
แจ้งตบเข่าฉาดใหญ่เมื่อได้รู้เรื่องราวทั้งหมด
"พิโธ่พิถังกะละมังรั่ว อย่างนี้มันต้องจัดการเอง คอยแต่โปลิส มันไม่ได้เรื่องดอก"
สองสาวน้อยซึ่งพับเพียบอยู่ริมราวระเบียงนอกชานหัวเราะกันให้คิกคักกับคำศัพท์โลดโผนซึ่งหนุ่มชาวสวนใช้
นั่นทำให้คนพูดยิ่งคึก
“เอาอย่างนี้ดีกว่า เอาอีแด่นกับอ้ายศรศิลป์ไป มันดุหน่อย”
คนมาขอคำปรึกษางุนงง
“ใครคะ พี่แจ้ง”
“หมา” แจ้งตอบหน้าตาเฉย “มีสวนก็ต้องมีหมาดุๆ ไว้เฝ้าสวน”
รำพึงหัวเราะคิก กระซิบกระซาบกับเพื่อนคู่หู
“หมาชื่อศรศิลป์”
แม้กระซิบ หากแจ้งก็ยังอุตส่าห์ได้ยิน ในเมื่อสะดุดตาสองสาวนี่มาตั้งแต่เห็นลงจากเรือเร็วเมื่อครู่แล้ว ตัดสินใจไม่ได้เสียทีว่าคนไหนน่ามองกว่ากัน คนทางซ้ายนั่นผิวขาวราวหยวกกล้วย คงอยู่แต่ในร่ม คงไม่เคยออกมาตากแดดตากฝนกับใครเขา ผมรึก็ดำราวขนกาน้ำ ปากแก้มคิ้วคางจิ้มลิ้มพริ้มเพราไปเสียหมด คนทางขวาก็ใช่ย่อย ผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียน นัยน์ตาคมปลาบ พาให้หัวจิตหัวใจทิดหนุ่มคึกเสียจนลืมว่าวันนี้ตั้งใจจะออกจากบ้านไปไหนบ้าง
“ชื่อพระเอกยี่เก”
นางจวงซึ่งปล่อยให้ลูกชายนำแสดงเสียพักใหญ่ต้องเสริมขึ้นบ้างตามประสาคนช่างพูดช่างคุย จะนั่งฟังอยู่เงียบๆ นานเกินไปก็เกรงว่าจะจับไข้เสียก่อน
“ปีฝ่าๆ แล้วมันมาตั้งวิกเล่นยี่เกอยู่หลังตลาด พอเลิกก็พาลูกสาวเถ้าแก่
คราวนี้สองสาวกลั้นหัวเราะกันอย่างสุดความสามารถ คนถูกอ้างถึงหน้าคว่ำ แม่เอาลูกชายหัวแก้วหัวแหวนมาขายอีกแล้ว
"แล้วนี่จะปลูกทุเรียนจริงๆ รึอีหนู" นางจวงเปลี่ยนเรื่องพูดเมื่อเห็นสีหน้าไม่ใคร่ดีของลูกชาย
"ค่ะป้า คิดว่าจะลองดู"
"ปลูกทุเรียนไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นา เอากล้าลงแล้วต้องคอยเป็นปีกว่ามันจะออกลูก จะคอยไหวเรอะ" ลากเสียงคำว่า ‘ปี’ ให้รู้ว่านานจริงๆ
“เรื่องดินก็อีก ดินไม่ดี ทุเรียนก็ขึ้นไม่ดี ต้นมันจะแกรน เป็นดินทรายเกินไป เหนียวเกินไป มันไม่ดีทั้งนั้น ดินที่นั่นเป็นอย่างไร อีหนูรู้ไหม”
"เอ! เป็นอย่างไรก็ไม่ทราบค่ะป้า ต้องเป็นดินแบบไหนละคะ"
"ก็ต้องร่วนหน่อย มีปุ๋ยมากหน่อย ถ้าดินที่โน่นไม่เป็นอย่างนั้น ก็ต้องใช้เวลาเตรียม ก็ไม่ใช่ว่าจะปลูกไม่ได้เสียเลย เพียงแต่จะปลูกให้ขึ้นสวยก็ต้องลงทุนหน่อย"
นางจวงเหลียวมาทางลูกชายแวบหนึ่ง เห็นยังนั่งหน้าบอกบุญไม่รับ ก็คิดจะเอาใจ รู้ว่าสนใจบ่าวซึ่งติดตามคุณนายสาวผู้มาเยือน จึงอยากให้มีโอกาสได้ทำความรู้จักกันบ้าง นางไม่เคยรังเกียจรังงอนว่าใครเป็นใคร อยู่ในฐานะอะไร ขอเพียงให้ลูกชายถูกใจ นางยินดีทั้งนั้นในเมื่ออยากให้ลูกเป็นฝั่งเป็นฝาเสียตั้งนานแล้ว แจ้งจะได้เลิกทำตัวเร่ไปร่อนมา คบแต่เพื่อนเหลวๆ อย่างที่เป็นอยู่เสียที
"ค่อยให้เจ้าแจ้งมันไปดูให้ก็แล้วกัน ตอนนี้ยังไงก็ยังเอากล้าลงไม่ได้อยู่ดี ตอนนี้มันแล้ง ต้องคอยให้เข้าฝนเสียก่อน วันนี้ขนต้นกล้าไปก็แล้วกัน สักยี่สิบต้นเป็นไร" นางจวงแสดงน้ำใจ "กลับไปก็เตรียมที่จะปลูกเอาไว้ก่อน ต้องใช้ที่กว้างมากนาอีหนูนา กะเดี๋ยวไปดูในสวนก่อนก็แล้วกันว่ายี่สิบต้นใช้ที่กว้างแค่ไหน วันไหนเจ้าแจ้งมันว่าง ก็ให้มันไปเตรียมดินให้"
แจ้งยิ้มออกมาได้ กระฉับกระเฉงขึ้นมาอีกครั้ง ขยับเนื้อขยับตัวจะลุกก่อนใครหมด
"มา...ฉันพาเข้าไปดูในสวน เสียดายพ่อเก็บทุเรียนไปเกือบหมดแล้ว ยังพอมีเหลือติดต้นอยู่บ้างก็ไม่มาก"
สวนของนายสินร่มรื่นด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่แน่นขนัด พื้นดินมีใบไม้ทับถมจึงเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้มากกว่าปกติทั้งๆ ที่เป็นฤูดหนาวและอากาศแล้ง ทั่วทั้งสวนมีทุเรียนเป็นหลัก มีไม้ผลอย่างเงาะและมังคุดปลูกแซมอยู่บ้าง แต่ก็น้อยมาก ไม่ถึงกับเก็บขายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเช่นทุเรียน เจ้าของสวนล่องเรือไปขายของที่อยุธยาเสียกับลูกเขยหลายวันแล้ว ไอรีนจึงไม่มีโอกาสได้พบพี่ชายของคุณสร้อยในวันนี้
ได้ออกมาจากบ้านเมื่อเช้า หญิงสาวโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก อัดอั้นตันใจมานานวัน คิดไม่ตกว่าควรทำอย่างไรดี รู้แต่ว่าจะต้องไปไหนให้พ้นจากสภาพนั้นเสียบ้าง แม้จะเป็นเพียงชั่วครู่ชั่วยามก็ตาม แรกๆ คิดจะไปเยี่ยมอนงค์ที่บ้านข้างวัดสุทัศน์ เพราะไม่ได้พบผู้เคยเป็นมารดาเลี้ยงอีกเลยนับตั้งแต่วันแต่งงานเป็นต้นมา แต่พอเอ่ยปากกับรามถึงเรื่องนั้น เขาบอกให้เปรื่องขับเรือพาไป และให้รำพึงกับงามพิศติดตามไปเป็นเพื่อน
คำสั่งของเขาทำให้สาวน้อยหนักใจเมื่อคิดว่าจะไปแค่วัดสุทัศน์เพียงเท่านี้ แทนที่จะได้ไปคนเดียวเงียบๆ กลับต้องแห่กันไปเป็นขบวน จึงเปลี่ยนใจ คิดถึงสวนของนายสินแทน แม้จะอยู่ไกลถึงเมืองนนท์ หากก็มีข้ออ้างว่าจะไปปรึกษาเรื่องการดูแลความปลอดภัยภายในสวน และเมื่อไปไกลขนาดนั้น ไปกันหลายๆ คนคงสนุกกว่าคนเดียว จึงตกลงใจไปเยี่ยมพี่ชายคุณสร้อยและครอบครัวแทน ไหนๆ จะออกจากบ้านทั้งทีก็ออกนอกพระนครเสียด้วยเลย
ข้อกำหนดจากสามีในการไปสวนเมืองนนท์ไม่เพียงให้นายเปรื่องขับเรือไปส่ง ให้เอารำพึง งามพิศ และกริช ติดเรือไปด้วยเท่านั้น ยังต้องไปกลับภายในวันเดียว จะค้างคืนที่นั่นหรือที่ไหนไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อเห็นว่าทั้งหมดไม่หนักหนาจนเกินไป ไอรีนจึงตกลงตามนั้น
ตกเย็น รามเลิกงานกลับถึงบ้าน ก็ถามถึงภรรยาก่อนอื่นใดหมด พอรู้ว่ายังไม่กลับก็ไม่สบายใจ หลายวันมาแล้วที่คุ้นเคยกับการกลับถึงบ้านแล้วมีภรรยาคอยอยู่ ได้เห็นใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสคอยต้อนรับ ได้พูดคุยไต่ถามเรื่องโน้นเรื่องนี้ เพียงแค่นั้นก็สบายใจ หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง หากแต่วันนี้พอมาถึงบ้านแล้วไม่เห็นหน้าก็ใจหาย มีความรู้สึกเหมือนส่วนสำคัญที่สุดในชีวิตขาดหายไป แต่เมื่อทำอะไรไม่ได้ จึงมาเดินงุ่นง่านอยู่ที่ระเบียงบนเรือนริมคลองของผู้เป็นมารดา จนเจ้าของเรือนชักรำคาญ
“ประเดี๋ยวก็ถึง พ่อรามสั่งน้องแล้วมิใช่รึว่าไม่ให้ค้างที่ไหน”
“สั่งไว้แล้วขอรับ สั่งทั้งไอรีน ทั้งนายเปรื่อง นี่ก็จะมืดแล้ว ควรจะถึงบ้านกันตั้งนานแล้ว”
เรื่องสำคัญซึ่งเพิ่งบอกแม่เมื่อครู่กลายเป็นเรื่องเล็กไปเสียเมื่อเห็นตะวันคล้อยลับยอดไม้แล้ว เมียก็ยังไม่ถึงบ้าน เรื่องนั้นจึงไม่สำคัญเท่าเรื่องนี้
“นายเปรื่องก็กระไรเลย วางใจว่าเป็นผู้ใหญ่ ควรจะออกปากเตือนให้รีบกลับ” คราวนี้บ่นพึมพำกับตัวเองเสียมากกว่าตั้งใจจะให้คนเป็นแม่ได้ยิน ตาไม่ละจากลำคลองซึ่งเห็นอยู่ไม่ไกล
“อ้าว! เป็นอย่างนั้นไป โทษบ่าวไปโน่น” คุณหญิงละออค่อนแล้วหัวเราะอย่างเห็นขัน ไม่บ่อยนักหรอกที่ลูกชายจะพาลพาโลแบบนี้
“ก็เป็นผู้ใหญ่ที่สุดนี่ขอรับ ให้ขับเรือพาเด็กๆ ไปเที่ยวสวน จะได้ช่วยดูๆ ให้ด้วย”
“เห็นเมียเป็นเสียเด็กอีก” คุณหญิงทำเสียงกระซิบกระซาบกับญาติผู้น้องซึ่งนั่งอมยิ้มอยู่ใกล้ๆ
“ลงนั่งเสียทีเถอะ พ่อราม เดินวนไปวนมาแบบนั้น แม่เวียนหัว อย่ากวดขันกับน้องนักเลย ตั้งแต่น้องแต่งงานก็สองเดือนเข้านี่แล้ว เพิ่งจะวันนี้เองหรอกใช่ไหมที่ออกไปไหนไกลๆ อย่างนี้ นี่ขนาดออกนอกบ้านก็ยังไม่เคยเลย”
แต่คนถูกปรามไม่มีกะจิตกะใจจะฟัง ความห่วงหาทำให้ร้อนรุ่มจนต้องผลุนผลันลงจากระเบียงไปยืนรอที่ศาลาท่าน้ำแทน ผุดลุกผุดนั่งอยู่หลายรอบ จนอาทิตย์คล้อยต่ำลงไปมากแล้วนั่นแหละจึงเห็นเรือเร็วลำเพรียวเลี้ยวโค้งคุ้งน้ำมาให้เห็น นายพันโทหนุ่มระบายลมหายใจยาวอย่างโล่งอก ความหงุดหงิดเช่นเมื่อครู่เลือนหายไปจนหมดสิ้น ดีใจที่ได้เห็นภรรยาจนลืมอะไรอย่างอื่นหมด