ช่วงนี้เรื่องการเมืองประทุ มีคนฟาดฟันกันด้วยโซเชี่ยล ดูถูกเสียดทีกันต่างๆนา "และต่างคนต่างคิดว่าตนเองยืนอยู่ใจจุดที่ถูกต้อง"
ปาหี่การเมืองเริ่มจากปาหี่ของนักจัดรายการทางการเมืองเล็กๆปี 48 และ เมื่อมีฝ่ายตรงข้ามฝ่ายเห็นต่างเกิดขึ้นในปี 51 เหตุการได้ลุกลามขึ้นมาอย่างหนักในปี 52 53 จนเกือบเกิดสงครามกลางเมือง มีคนตายเกิดขึ้นทั้ง 2 ฝั่ง ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม มันได้เป็นรอยร้าวที่ไม่อาจจะแก้ใข หรือ ลบเลือนใดๆได้ เพราะต่างฝ่ายคิดว่า "ตนเองถูกต้องและเป็นผู้ถูกกระทำ"
ปัจจุบันความชัดเจนเรื่องการสนับสนุนฝ่ายการเมือง ว่าใครสนับสนุนฝ่ายใดนั้นชัดเจนจนไม่สามารถพูดถึงได้ ไม่ว่าในที่สาธารณะ ร้านอาหาร หรือ แม้แต่ในครอบครัว เพราะสุ่มเสี่ยงในการเกิดปัญหาทะเลาะวิวาท
แต่สิ่งที่ทุกดูเหมือนจะลืมมองไป มากกว่า คำว่าเกลียด และ โกง ก็คือ คำว่า การเมือง ผลประโยชน์ และการแสวงหาอำนาจ ซึ่งมันคือชนวนที่แท้จริงของการเกิดวิกฤติการเมืองเมือสิบกว่าปีที่ผ่านมา คือ การควบคุมและบริหารจัดการอำนาจ
"เหมือนมาแย่งกระดูก" กระดูก ที่เรียกว่าอำนาจการเมือง และ "ฝ่ายการเมืองไม่มีใครกุมอำนาจได้อย่างแท้จริง" เพราะในช่วงปลายวิกฤติยิ่งชัดเจนว่า อำนาจไม่ได้ตกอยู่กับสายการเมืองอีกต่อไป ไม่ว่าจะฝั่งใดก็ตาม ซึ่งฝั่งนึงหวังพึ่งประชาชนและพยายามดีลอำนาจนอกประชาธิปไตร แต่ก็ไม่สำเร็จ อีกฝั่งนึงก็มีอำนาจนอกประชาธิปไตรหนุนอย่างชัดเจน
แต่สิ่งที่มันผิดตั้งแต่ต้นก็คือ ในเมื่ออำนาจอยู่กับฝั่งการเมืองแล้วกลับไม่จัดการ Balance อำนาจหรือบริหารจัดการซ้ำร้ายยังดึงอำนาจเก่า แถมด้วยการสร้างอำนาจใหม่ขึ้นมา ทั้ง 2 ขั่วการเมืองซึ่งทำให้เห็นถึงความอ่อนด้อยของฝั่งการเมืองทั้ง2ฝั่งอย่างเห็นได้ชัดเจน
มาวันนี้ผลโหวตออกมา หลายคนออกมาดีใจว่า อำนาจอยู่กับคนดี
ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจนักว่า "คนดี" ในความหมายที่สื่อกัน เพียงเพื่อปลอบใจตัวเองเพราะความเกลียดชังฝ่ายตรงข้าม หรือ เพราะมั่นใจว่า "ดี" จริงๆ ผมคงไม่ขอก้าวก่าย
ส่วนฝั่งขั่วต่อต้านบางท่านเหมือนหัวใจสลายตามวลีที่ใช้กล่นด่ากันว่า "ดิ้น" สร้างความสะใจให้ฝ่ายสนับสนุนยิ่งนัก ยิ่ง "ดิ้น" ยิ่งน่าสมเพช ในสายตาผมไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ เพราะการ "ดิ้น" คือการไม่ยอมรับข้อเท็จจริง ซึ่งมันไม่ได้ทำให้ท่านแตกต่างจาก ฝ่ายตรงข้ามที่ท่านกร่นด่าเค้าหรอก
ผมยืนอยู่จุดที่ผมยืนและน้อมรับผลที่จะตามมา เมื่อคุณเพื่อนร่มชาตินำอำนาจใส่พานส่งกลับไปยังกลุ่มอำนาจและพร้อมกลับไปเป็น ประชาธิปไตรครึ่งไป เหมือนเมื่อก่อนที่ไทยจะเป็นเสือตัวที่ห้า พร้อมที่จะกลับไปเป็นเห็บเหาอีกครั้ง
ตราบใดที่การเมืองยังไม่เลิกพึ่งอำนาจนอกระบบ หรือ เกลี่ยอำนาจให้ลงตัว นั่นหมายความว่าเรายังไม่พร้อมเป็นประชาธิปไตร ในมุมมองของผม
ที่ผ่านมาเราเพียงแค่ได้เคยสัมผัสและลิ้มรสของมัน บางครั้งสิบปีที่ผ่ามาอาจได้สอนคนที่ติดตามการเมืองว่า "นักบริหารประเทศที่ดี อาจไม่ใช่นักปรกครองที่ดี"
เชื่อผมเถอะซักวันเราจะพร้อม แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ อย่าโทษ คนโลภ คนโกง คนไผ่อำนาจ อำนาจมืด หรือ อุปสรรคต่างๆ เพราะถ้ามันพร้อจริงๆ เหตุการเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น
#tyrion_lannisterและLittleFingerไม่ได้กล่าวไว้
ผลการลงประชามติบอกอะไร?
ปาหี่การเมืองเริ่มจากปาหี่ของนักจัดรายการทางการเมืองเล็กๆปี 48 และ เมื่อมีฝ่ายตรงข้ามฝ่ายเห็นต่างเกิดขึ้นในปี 51 เหตุการได้ลุกลามขึ้นมาอย่างหนักในปี 52 53 จนเกือบเกิดสงครามกลางเมือง มีคนตายเกิดขึ้นทั้ง 2 ฝั่ง ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม มันได้เป็นรอยร้าวที่ไม่อาจจะแก้ใข หรือ ลบเลือนใดๆได้ เพราะต่างฝ่ายคิดว่า "ตนเองถูกต้องและเป็นผู้ถูกกระทำ"
ปัจจุบันความชัดเจนเรื่องการสนับสนุนฝ่ายการเมือง ว่าใครสนับสนุนฝ่ายใดนั้นชัดเจนจนไม่สามารถพูดถึงได้ ไม่ว่าในที่สาธารณะ ร้านอาหาร หรือ แม้แต่ในครอบครัว เพราะสุ่มเสี่ยงในการเกิดปัญหาทะเลาะวิวาท
แต่สิ่งที่ทุกดูเหมือนจะลืมมองไป มากกว่า คำว่าเกลียด และ โกง ก็คือ คำว่า การเมือง ผลประโยชน์ และการแสวงหาอำนาจ ซึ่งมันคือชนวนที่แท้จริงของการเกิดวิกฤติการเมืองเมือสิบกว่าปีที่ผ่านมา คือ การควบคุมและบริหารจัดการอำนาจ
"เหมือนมาแย่งกระดูก" กระดูก ที่เรียกว่าอำนาจการเมือง และ "ฝ่ายการเมืองไม่มีใครกุมอำนาจได้อย่างแท้จริง" เพราะในช่วงปลายวิกฤติยิ่งชัดเจนว่า อำนาจไม่ได้ตกอยู่กับสายการเมืองอีกต่อไป ไม่ว่าจะฝั่งใดก็ตาม ซึ่งฝั่งนึงหวังพึ่งประชาชนและพยายามดีลอำนาจนอกประชาธิปไตร แต่ก็ไม่สำเร็จ อีกฝั่งนึงก็มีอำนาจนอกประชาธิปไตรหนุนอย่างชัดเจน
แต่สิ่งที่มันผิดตั้งแต่ต้นก็คือ ในเมื่ออำนาจอยู่กับฝั่งการเมืองแล้วกลับไม่จัดการ Balance อำนาจหรือบริหารจัดการซ้ำร้ายยังดึงอำนาจเก่า แถมด้วยการสร้างอำนาจใหม่ขึ้นมา ทั้ง 2 ขั่วการเมืองซึ่งทำให้เห็นถึงความอ่อนด้อยของฝั่งการเมืองทั้ง2ฝั่งอย่างเห็นได้ชัดเจน
มาวันนี้ผลโหวตออกมา หลายคนออกมาดีใจว่า อำนาจอยู่กับคนดี
ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจนักว่า "คนดี" ในความหมายที่สื่อกัน เพียงเพื่อปลอบใจตัวเองเพราะความเกลียดชังฝ่ายตรงข้าม หรือ เพราะมั่นใจว่า "ดี" จริงๆ ผมคงไม่ขอก้าวก่าย
ส่วนฝั่งขั่วต่อต้านบางท่านเหมือนหัวใจสลายตามวลีที่ใช้กล่นด่ากันว่า "ดิ้น" สร้างความสะใจให้ฝ่ายสนับสนุนยิ่งนัก ยิ่ง "ดิ้น" ยิ่งน่าสมเพช ในสายตาผมไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ เพราะการ "ดิ้น" คือการไม่ยอมรับข้อเท็จจริง ซึ่งมันไม่ได้ทำให้ท่านแตกต่างจาก ฝ่ายตรงข้ามที่ท่านกร่นด่าเค้าหรอก
ผมยืนอยู่จุดที่ผมยืนและน้อมรับผลที่จะตามมา เมื่อคุณเพื่อนร่มชาตินำอำนาจใส่พานส่งกลับไปยังกลุ่มอำนาจและพร้อมกลับไปเป็น ประชาธิปไตรครึ่งไป เหมือนเมื่อก่อนที่ไทยจะเป็นเสือตัวที่ห้า พร้อมที่จะกลับไปเป็นเห็บเหาอีกครั้ง
ตราบใดที่การเมืองยังไม่เลิกพึ่งอำนาจนอกระบบ หรือ เกลี่ยอำนาจให้ลงตัว นั่นหมายความว่าเรายังไม่พร้อมเป็นประชาธิปไตร ในมุมมองของผม
ที่ผ่านมาเราเพียงแค่ได้เคยสัมผัสและลิ้มรสของมัน บางครั้งสิบปีที่ผ่ามาอาจได้สอนคนที่ติดตามการเมืองว่า "นักบริหารประเทศที่ดี อาจไม่ใช่นักปรกครองที่ดี"
เชื่อผมเถอะซักวันเราจะพร้อม แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ อย่าโทษ คนโลภ คนโกง คนไผ่อำนาจ อำนาจมืด หรือ อุปสรรคต่างๆ เพราะถ้ามันพร้อจริงๆ เหตุการเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น
#tyrion_lannisterและLittleFingerไม่ได้กล่าวไว้