จาก 118 กก จนมาถึง 89 กก. และมุ่งสู่ 70 กก.

กระทู้สนทนา


ก่อนอื่นต้องบอกเลยครับว่า อันนี้เป็นไอดีของผมเองไม่ได้ยืมใครมา (แล้วจะบอกทำไม)

เคยตั้งใจไว้ว่าจะไม่เขียนลง pantip แต่ถ้าประสบการณ์ผมช่วยใครได้ก็อยากให้เอาไปใช้กันครับ และก่อนเริ่มอยากให้หากระดาษมาสักแผ่น แล้วเขียนรายการอาหารที่ท่านกินไปเมื่อวานครับ เอาทุกอย่างที่หยิบใส่ปากเรียงตามเวลานะครับ

เกริ่นนำ
ผมมีปัญหาน้ำหนักเกินมาตั้งแต่เด็กครับ รู้ตัวมาก็ใช้เสื้อผ้าขนาดใหญ่กว่าเพื่อนๆ ด้วยกันแล้ว ไม่เคยคิดว่าเป็นปัญหานะครับ ยังใช้ชีวิตปรกติมาเรื่อยๆ เคยลดน้ำหนักไหม เป็นเรื่องของคนอ้วนที่พยายามสารพัดครับ ทั้งออกกำลังกาย วิ่ง ว่ายน้ำ คุมอาหารด้วยสูตรนับแคลลอรี่ กินแต่ผัก งดคาร์โบไฮเดรต และสูตรการกินต่างๆ นานามากมาย แต่ในทึ่สุดก็ปิดงานด้วยตบะแตกกิตบุฟเฟต์บ้าง ป่วยแล้วหยุดออกกำลังกายไปบ้าง ซึ่งระหว่างป่วยก็กลับมากินอาหารตามปรกติ เพราะความคิดในตอนนั้นให้อภัยเพราะป่วยอยู่สุดท้ายแล้วไอ้ที่ออกกำลังกายมาก่อนหน้านี้ก็ไม่เหลืออะไรเลย (เพลงปราสาททรายคลออยู่ด้านหลัง)

เอาความรู้สึกโดยรวมที่เข้าโปรแกรมลดน้ำหนักก่อนหน้าเท่าที่จำได้แล้วกันนะครับ
1. สูตรงดคาร์โบไฮเดรต (Low Carb.) ผมซื้อหน้งสือ แอตกิน ไดเอต เล่มใหญ่ๆ มาอ่าน แล้วทำตาม ถึงตอนนี้ผมก็ยังคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีหนึ่งที่ได้ผลมากครับ ช่วงนั้นดูเป็นที่แตกตื่นกับเพื่อนร่วมงานมาก เพราะผมบอกว่าเขาว่ากำลังลดน้ำหนัก พร้อมๆ กับเอาไก่ย่างเข้าปาก (ลอกหนังแล้ว) ต้นเดือนหน่อยก็มีไก่ย่างห้าดาว แบ่งกิน 3 มื้อทั้งวัน หมูทอดบ้าง ไส้กรอกที่เซเว่น แล้วหยิบผักมานิดหน่อย (สมัยยังมีผักแถม) บ้าง เพราะตามโปรแกรมก็มีการจำกัดปริมาณผักไว้ด้วย สรุปแล้วผ่านไป 1 สัปดาห์ น้ำหนักหายไป 7 กิโลกรัม แต่ช่วงนั้นชีวิตลำบากครับ ลำบากทั้งการกินและลำบากทั้งกระเป๋าสตางค์ เพราะต้องกินแต่โปรตีน ซึ่งร้านข้าวที่ทำงานก็มีขายครับ และแน่นอนว่าแพงกว่าอาหารปรกติที่ต้องจ่าย แถมต้องค่อยกินวิตามินเสริมเข้าไปเพราะช่วงนั้นกินแต่โปรตีนจริง ๆ ผ่านไป 1 เดือนก็คิดได้ว่าถ้าจะต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปตลอดชีวิต คงอยู่ยากแน่ๆ ไตคงจะถามหาในไม่ช้า และดูเป็นวิธีการที่ตึงเกินไปสำหรับผม สุดท้ายก็หยุดไป ด้วยการลดไป 13 กิโลกรัม

2. จำกัดจำนวนพลังงาน หรือนับแคลลอรี่ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่บูมมาก อีกอย่างเอาเข้าน้อยกว่าที่ต้องใช้ไป ผมก็ว่าไม่เห็นน่าจะยาก เลยลองดูบ้างแล้วกัน วันแรกก็กินโน่นนิด กินนี่หน่อย แล้วมากางตารางโภชนาการที่บอกว่า ข้าว 1 ทัพพี มีพลังงานเท่านี้ กล้วย 1 ผล มีพลังงานเท่านี้ ทุเรียน 1 พลู แตงโมครึ่งลูก .... ถึงผมจบสายวิทยาศาสตร์ ผมยังไม่ชอบวิธีการนับแบบนี้เลยครับ เพราะปริมาณมันไม่แน่นอนครับ เราต้องประมาณกันเป็นจำนวนเท่าของ 100kcal เลยหรือเปล่า สุดท้ายผ่านไป 1 สัปดาห์ ผมก็เลิกทำวิธีนี้ด้วยความรู้สึกที่ว่า ผมไม่มีความสุขกับวิธีนี้เท่าไหร่นัก การจะเอาอะไรสักอย่างเข้าปากทำไมมันต้องสลับซับซ้อนขนาดนี้ด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีความสุขกับวิธีนี้ผมก็เลิกทำครับ ตอนนั้นไม่ได้ชั่งว่าลดหรือเปล่า

3. ออกกำลังกาย ผมจะออกกำลังกายช่วงตอนเย็น มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมซื้อ Pebble มา เลยมีแรงฮึดอีกรอบ ลงทุนซื้อโปรแกรมฝึกวิ่งสมัครเป็นสมาชิกเลย 1 ปี ได้ตารางวิ่งมาก็จัดเลยครับ จนกระทั่งวิ่งต่อเนื่องได้นานสุดก็ราว 3 กิโลเมตร หลังจาก 3 กิโลเมตรแล้วก็เดือนสลับวิ่งบ้าง แต่ยังพยายามรักษาความเร็วให้คงที่ไปจนถึง 5 กิโลเมตร (ตอนนั้นน้ำหนักน่าจะ 110 กว่าๆ) น้ำหนักค่อนข้างแกว่ง อยู่ที่ +/- 1-2 กิโลกรัม



ข้อเสียตอนนั้นคือหลังจากวิ่งเสร็จ เดินจนเหงื่อแห้งแล้วก็กลับมาห้องทำงานเพื่อมาเอาของ (วิ่งรอบที่ทำงาน) ซึ่งในห้องมีพี่เขาเปิดเครื่องปรับอากาศไว้อยู่ เลยนั่งแช่และกินน้ำเย็น อากาศเปลี่ยนบ้าง พร้อมกับอีกหลายปัจจัย สุดท้ายเลยป่วยยาว ทำให้หยุดไปอีกรอบ อีกสาเหตุหนึ่งคือผมไม่ได้คุมอาหารตอนที่วิ่งอยู่ด้วย น้ำหนักเลยค่อนข้างแกว่งและไม่ลดลงเสียที

นอกจาก 3 วิธีนี้ก็มีอีกหลายแบบนะครับ ยังอยากไปฝังเข็มลดความอ้วนบ้างหล่ะ โชคดีที่เงินไม่มีเลยไม่ได้ไป เริ่มท้อและหมดความหวัง แต่เรื่องหนึ่งที่ไม่อยู่ในหัวเลยคือการ "กินยาลดน้ำหนัก" มันดูเป็นการใช้เงินแก้ปัญหามากไปหน่อยครับ อีกอย่างความเชื่อส่วนตัวลึก ๆ ว่า ถ้าแม่ค้าขายข้าวแกงไม่กล้าที่จะกินกับข้าวในร้านตัวเอง แล้วทำไมเราจะต้องเสี่ยงไปกินข้าวร้านนี้ด้วย

จุดเปลี่ยน
ผมเองไม่มีอาการของโรคที่แสดงออกอย่างเห็นได้ชัดครับ พวกเบาหวาน ความดัน หรือโรคแปลกๆ ที่มักจะเกิดกับคนน้ำหนักเกิน พูดง่ายๆ คือ ตรวจแล้วไม่เจอครับ แต่จะอนาคตจะเป็นหรือเปล่าก็ค่อยลุ้นกันไป แต่สิ่งที่ผมเป็นคืออาการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับ ไม่ได้เข้าวินิจฉัยนะครับ แต่รู้ตัวเพราะสะดุ้งตื่นขึ้นมาเอง (อาการตอบสนองอัตโนมัติของร่างกาย) พอตื่นขึ้นมาจะเหมือนคนที่ขาดอากาศหายใจตอนจมน้ำแล้วมีโอกาสทะลึ่งพรวดขึ้นมาพ้นผิวน้ำครับ ตอนนั้นเรียกได้ว่าภาพมาครับ ด้วยความที่เป็นลูกคนเดียว แล้วมาอยู่ต่างจังหวัดคนเดียว กว่าจะมีคนรู้ก็คงมีกลิ่นแล้วนั่นหล่ะครับ คงไม่สนุกแน่ถ้าต้องให้พ่อกับแม่มารับด้วยสภาพนั้น แรงฮึดก็มาอีกรอบ ค้นหาวิธีที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุดครับ ตอนนั้นตั้งข้อแม้กับตัวเองตามประสบการณ์ลดน้ำหนักที่ผ่านมา ตามนี้ครับ

1. ไม่มีการนับแคลลอรี่ในอาหารเด็ดขาด
3. ผมต้องมีความสุขกับวิธีการนี้

ง่ายๆ แค่นี้หล่ะครับ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ง่ายเลย เพราะบางโปรแกรมต้องกินโน่น กินนี่ เอาตัวอย่างง่ายๆ คือ การกินคลีน ส่วนตัวแล้วผมไม่มีอคติต่อแนวคิดการกินแบบนี้ครับ ดูเป็นวิธีการทางโภชนาการที่ดีไม่ต่างอะไรจากพวก แมคโครไบโอติก หรือ ชีวิตจิต พวกนั้นเลย แต่ที่ผมไม่ทำตามเพราะด้วยความเชื่อที่ว่า อาหาร คือ นั้นเป็นเอกลักษณะของท้องถิ่นอยู่แล้ว ทำไมอาหารทางเหนือมักจะเค็มและมัน อาหารอีสานรสจัด (เค็ม เผ็ด) และอาหารใต้จะรสเผ็ดร้อนแรง อาหารได้รับการปรับปรุงให้เข้ากับเรานานมากแล้ว เช่น การใส่พืชสมุนไพรในอาหารที่ช่วยทำให้อุ่นขึ้นตามฤดู ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกทางอะไรให้เหมาะสมกับตัวเราเองมากกว่า อาหารปรกตินี่หล่ะครับ เหมาะกับผมเองที่สุดแล้ว ดังนั้นการกินคลีนเลยตัดทิ้งออกจากโปรแกรมลดน้ำหนักของผมไปครับ



จนมีอยู่วันหนึ่งที่ไปสะดุดตากับหนังสือเล่มหนึ่งครับ ชื่อ "ยิ่งหิว ยิ่งสุขภาพดี" พลิกอ่านอยู่สักพักก็รู้เลยว่า "นี่หล่ะ ความหวังสุดท้ายของเรา" (จริงๆ ก็ไม่ถึงขนาดนั้น แค่เอาให้ดูเวอร์ๆ ไว้ก่อน) พออ่านจบแล้วบอกกับตัวเองว่า ถ้าจะให้ไปซื้อรากโกโบมาทำชาบ่อยๆ คงจนแน่ๆ โยนเนื้อหาในหนังสือทิ้งไปครับ แล้วกลับมาคิดว่าทำอย่างไรถึงมันถึงจะเข้ากับชีวิตประจำวันของตัวเองได้ (ตอนนั้นตั้งใจแล้วครับว่าจะกินข้างมื้อเดียว) ด้วยโครงจากเนื้อหาภายในหนังสือเล่มนี้ วันแรกที่เริ่ม ผมไม่งดอาหารครับ ผมอยากรู้จักพฤติกรรมการกินของตัวเองก่อนเลยเริ่มจดบันทึกการกินของตัวเองตั้งแต่เริ่มวัน มีอาหารตามนี้เรียงตามลำดับที่กินเข้าไป

1. ออกมาจากห้องก็เริ่มที่ข้าวเหนียวหมูปิ้ง หมูปิ้งไม้ละ 7 บาท 3 ไม้ 20 กับข้าวเหนียว 5 บาท จะมีสลับกันบ้างก็เป็นตับย่าง 2 ไม้ แต่ข้าวเหนียวยังคงที่ที่ 5 บาทครับ
2. ถัดมาหน่อยจะแวะร้านกล้วยทอด ซื้อมา 20 บาท ชอบกินมาก ร้านนี้เขาฝานบางพอดี ทอดแล้วไม่แข็งหรือเหนียวเกินไป บางครั้งจะมีสัปปะรดทอดด้วย (ซึ่งอมน้ำมัน)
3. ระหว่างทางกดกาแฟเย็นแล้วละ 18 บาทที่เซเว่นครับ บ่อยขนาดที่ว่ารู้ตัวอีกทีแก้วก็จ่ออยู่ที่ตู้กาแฟแล้ว
4. ข้าวกลางวันก็กินข้าวแกง 3 อย่าง 32 บาท ราดข้าว 2 อย่าง และใส่ถ้วยต่างหากอีก 1 อย่าง ที่โรงอาหาร เมนูพะแนงเนื้อนี่ชอบมากครับ
5. อาหารเย็นจะกินบ้างไม่กินบ้างครับ ถ้ากินก็ยำปลาดุกฟู ก๋วยเตี๋ยว หรือโรตีใส่ไข่ แต่ที่บ่อยที่สุดคือ ลูกชิ้นทอด 6 ไม้ (ไม้ละ 5 บาท) ราดน้ำจิ้ม และขอผักเพิ่ม (ไม่รู้สึกผิดก็ตรงที่กินผักเยอะนี่หล่ะครับ)

นี่คืออาหารสำหรับ 1 วันนะครับ จะวันซ้ำไปแบบนี้จนครบ 5 วัน ส่วนวันเสาร์ อาทิตย์ก็ไม่ต่างกันมากแค่มื้อเช้าจะเป็นข้าวราดแกงแทนหมูปิ้ง เยอะมากครับขนาดพิมพ์ยังเหนื่อยเลย อย่าโทษว่าอาหารที่นี่ใส่น้ำตายเยอะ ทำไม่ดีอมน้ำมัน อาหารนี้มันอ้วนทำไมถึงยังเอามาขายให้ลูกค้า คนที่สมควรชี้หน้าและโดนตำหนิมากที่สุดคือตัวผมเองครับ เป็นตัวเราเองที่เอาอาหารพวกนี้ใส่ปาก แต่ส่วนหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าผมเองโชคดีคือ

1. ผมกินผักเยอะมากและกินผักได้ทุกอย่างด้วยเพราะเป็นเด็กต่างจังหวัดด้วยมั้งครับ มื้อนึงมีน้ำพริกกับผักสดนี่ผมก็อยู่ได้สบายมาก
2. ผมไม่ติดน้ำตาลหรือขนมจุกจิกเท่าไหร่นัก บนโต๊ะทำงานไม่มีอาหารวางล่อไว้แต่อย่างไร มีก็แต่กาแฟซึ่งผมกินกาแฟดำครับ มีบ้างที่ซื้อกาแฟเย็นที่ทำงานกิน แต่แก้วละ 30-60 บาทบ้าง เดือนนึงเลยกินไม่น่าจะเกิน 2 แก้ว เสียดายเงินครับ
3. เนื่องจากที่ทำงานและที่พักห่างกันราวๆ 1 กิโลเมตร น้อยครั้งมากที่จะขึ้นรถไปทำงาน เพราะส่วนใหญ่จะเดินไป 15-20 นาทีก็ถึงแล้ว รวมทั้งเดินขึ้นลงตึก 5 ชั้นอยู่ทุกวัน
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่