เมื่อผมได้ยินว่าท่านพูดถึงรัฐธรรมนูญของท่านยึดหลักของท่านพุทธทาสภิกขุที่ว่า “ประชาธิปไตยไม่ใช่การมุ่งให้ประชาชนเป็นใหญ่ แต่ต้องมุ่งไปที่ประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ”
และยังพูดต่ออีกว่า “สำหรับกลไกทางการเมืองได้ยึดประชาชนเป็นหลักสำคัญ ไม่ใช่พรรคการเมือง”
ผมฟังดูแล้วเกิดความรู้สึกเห็นต่างจากท่านใน 2 ประเด็นนี้ครับ
ประเด็นแรก ผมไม่รู้หรอกครับความหมายของท่านพุทธทาสภิกขุจะเป็นอย่างที่คุณมีชัยตีความ และท่านพุทธทาสก็ไม่มีโอกาสชี้แจงว่าความหมายที่คุณมีชัยว่ามานั้น ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของท่านพุทธทาส ดังนั้นที่ผมเห็นต่างจึงเป็นความเห็นต่างกับคุณมีชัย ไม่ใช่ท่านพุทธทาสนะครับ
คุณมีชัยครับ ก่อนอื่นคุณมีชัยต้องเข้าใจจุดประสงค์หลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้ได้เสียก่อนนะครับ ซึ่งจุดประสงค์สำคัญของการปกครองนี้ นั่นคือ ระบอบที่ต้องการแก้ไขความคิดเห็นต่าง ความขัดแย้งของมวลชนที่อยู่ในสังคมเดียวกัน ด้วยการนำกติกาของคนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ต้องการให้เสียงของคนส่วนน้อยไร้ความหมายเสียทีเดียว
เมื่อเข้าใจตามนี้ คุณมีชัยคงเข้าใจแล้วใช่ไหมครับ คำว่า “ประชาชนเป็นใหญ่” จึงไม่ได้หมายความว่า ประชาชนเป็นใหญ่โดยสามารถทำอะไรก็ได้ สั่งใครก็ได้ ใช้กฎหมายได้ตามอำเภอใจหรอกนะครับ แต่คำว่า “ประชาชนเป็นใหญ่”ในที่นี้ จึงหมายถึง ความเป็นใหญ่ที่สามารถกำหนดความต้องการของตัวเอง กำหนดทิศทางของประเทศด้วยประชาชน ผ่านการลงคะแนนเสียงไงครับ
ส่วนประโยคที่ว่า “มุ่งประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ” นั้น มันจึงต้องเป็นประโยชน์ที่คนส่วนใหญ่เห็นชอบ ไม่ใช่ให้ใครคนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือคณะใดคณะหนึ่ง เห็นชอบกันเอง แล้วยัดเยียดให้ประชาชน แล้วบอกว่า นั่นคือประโยชน์ของประชาชน
คราวนี้มาถึงประเด็นที่ 2 ที่คุณมีชัยพูดถึงกลไกทางการเมืองได้ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักสำคัญ ไม่ใช่พรรคการเมือง
คุณมีชัยครับ ผมเข้าใจดีครับ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของคุณมีชัย ทำงานทางการเมืองโดยไม่เคยผ่านการเลือกตั้ง ดังนั้นคุณมีชัยจึงไม่เข้าใจถึงความสำคัญของการเลือกตั้ง ไม่เข้าใจถึงความสำคัญของพรรคการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย
คุณมีชัยครับ เมื่อคุณมีชัยไม่เห็นความสำคัญของนักการเมือง แล้วคุณมีชัยจะรู้ถึงความต้องการของประชาชนได้อย่างไรครับ เมื่อไม่รู้ความต้องการของประชาชน แล้วคุณมีชัยจะรู้ได้อย่างไรครับ อะไรเป็นประโยชน์ที่สำคัญของประชาชน
คุณมีชัยครับ นักการเมืองเป็นตัวแทนของประชาชนที่จะลงพื้นที่รับรู้ถึงปัญหา รับรู้ถึงความต้องการของประชาชน แล้วนำความต้องการของประชาชนไปสู่พรรคที่ตนสังกัด แล้วทางพรรคก็จะนำความต้องการของประชาชนมาแปรเปลี่ยนเป็นนโยบาย ถ้าเป็นความต้องการ ถ้าเป็นปัญหาของคนส่วนใหญ่ แน่นอนครับ พรรคๆนั้น นักการเมืองนั้นๆย่อมได้รับการเลือกตั้ง เพื่อเข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้ ช่วยเป็นปากเสียงให้ อธิบายอย่างนี้หวังว่าคุณมีชัยคงจะเข้าใจนะครับ
คุณมีชัยครับ ท่านคงเห็นแล้วมาใช่ไหมครับ ถ้าเป็นนักการเมืองเล่นเป็นแต่สำนวนโวหาร แต่ไม่เคยทำหน้าที่สมกับที่เป็นตัวแทนของประชาชน ถ้าเป็นพรรคการเมืองที่เอาแต่เล่นการเมือง โดยไม่เคยนำเสนอนโยบายที่จะตอบโจทย์การแก้ปัญหาความต้องการของประชาชนคนส่วนใหญ่
แน่นอนครับ ต่อให้จะออกกฎหมายช่วยอย่างไร จะมีใครหนุนหลังอย่างไร หรือจะมีตัวช่วยมากมายแค่ไหน เมื่อไม่มีผลงานที่จะครองใจประชาชน ประชาชนย่อมไม่เลือกเข้าไปบริหารหรอกนะครับ
ดังนั้นเราจึงได้เห็นปรากฏการณ์พ่ายแพ้ซ้ำซาก จนกลายเป็นพรรคการเมืองที่กลัวเสียงส่วนใหญ่ จนกลายเป็นพรรคการเมืองที่หวังชนะจากกติกาที่เอาเปรียบ มากกว่าการครองใจประชาชน นี่จึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณมีชัยมีโอกาสมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้ไงล่ะครับ
คุณมีชัยครับ พอมองออกหรือยังครับ ขนาดนักการเมืองแท้ๆ ขนาดพรรคการเมืองแท้ๆ ที่ต้องอาศัยหนึ่งสิทธิ์ของประชาชน ยังไม่สามารถทำอะไรเพื่อประโยชน์ตามความต้องการของประชาชนได้ นับประสาอะไรกับพวกนักการเมืองลากตั้ง ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาประชาชน จะมาสนใจกับความต้องการของประชาชนได้อย่างไรครับ
ยิ่งกติกาของคุณมีชัย ที่ให้อำนาจองค์กรอิสระมากมาย ที่อาศัยคนไม่กี่คนสามารถจะชี้ชะตารัฐบาลที่มาจากความต้องการของคนส่วนใหญ่
ยิ่งกติกาของคุณมีชัย ออกแบบมาให้พรรคการเมืองอ่อนแอ จนไม่สามารถบริหารประเทศตามความต้องการที่แท้จริงของประชาชนได้
ยิ่งกติกาของคุณมีชัย ออกแบบให้คณะบุคคลมากำหนดทิศทางของประเทศแทนประชาชน โดยไม่เคยรับรู้ความต้องการที่แท้จริงของประชาชน แล้วบอกว่านั่นเป็นประโยชน์สำคัญของประชาชน อย่างนี้มันใช่หรือครับคุณมีชัย
สุดท้ายอยากฝากคุณมีชัยว่า จะเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกงก็ดี จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับพุทธทาสก็ดี ล้วนไม่ได้ตอบโจทย์การแก้ปัญหาของประเทศทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำหรือสร้างความเท่าเทียมแม้แต่นิดเดียว
มันจะเท่าเทียมได้อย่างไรกันครับ เมื่อความต้องการของคนหลายสิบล้านคนกลับสู้กับการวินิจฉัยตามจริตของคนไม่กี่คน
มันจะลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไรกันครับ ในเมื่อเสียงส่วนน้อยยังเสียงดังกว่าเสียงส่วนใหญ่อยู่เสมอ
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็น ประชาธิปไตยมุ่งให้ประชาชนเป็นใหญ่ หรือจะมุ่งให้ประโยชน์ประชาชนเป็นสำคัญ ล้วนไม่ใช่อย่างแน่นอนครับ จะบิดเบือนด้วยวาทกรรมอย่างไร มันก็แค่ต้องการรักษาอำนาจของกลุ่มคนที่ไม่สามารถครองใจประชาชนผ่านการเลือกตั้งเท่านั้นเอง
คุณมีชัยครับ ผมเห็นต่างจากท่านอีกแล้วครับ---------------ทวดเอง
และยังพูดต่ออีกว่า “สำหรับกลไกทางการเมืองได้ยึดประชาชนเป็นหลักสำคัญ ไม่ใช่พรรคการเมือง”
ผมฟังดูแล้วเกิดความรู้สึกเห็นต่างจากท่านใน 2 ประเด็นนี้ครับ
ประเด็นแรก ผมไม่รู้หรอกครับความหมายของท่านพุทธทาสภิกขุจะเป็นอย่างที่คุณมีชัยตีความ และท่านพุทธทาสก็ไม่มีโอกาสชี้แจงว่าความหมายที่คุณมีชัยว่ามานั้น ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของท่านพุทธทาส ดังนั้นที่ผมเห็นต่างจึงเป็นความเห็นต่างกับคุณมีชัย ไม่ใช่ท่านพุทธทาสนะครับ
คุณมีชัยครับ ก่อนอื่นคุณมีชัยต้องเข้าใจจุดประสงค์หลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้ได้เสียก่อนนะครับ ซึ่งจุดประสงค์สำคัญของการปกครองนี้ นั่นคือ ระบอบที่ต้องการแก้ไขความคิดเห็นต่าง ความขัดแย้งของมวลชนที่อยู่ในสังคมเดียวกัน ด้วยการนำกติกาของคนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ต้องการให้เสียงของคนส่วนน้อยไร้ความหมายเสียทีเดียว
เมื่อเข้าใจตามนี้ คุณมีชัยคงเข้าใจแล้วใช่ไหมครับ คำว่า “ประชาชนเป็นใหญ่” จึงไม่ได้หมายความว่า ประชาชนเป็นใหญ่โดยสามารถทำอะไรก็ได้ สั่งใครก็ได้ ใช้กฎหมายได้ตามอำเภอใจหรอกนะครับ แต่คำว่า “ประชาชนเป็นใหญ่”ในที่นี้ จึงหมายถึง ความเป็นใหญ่ที่สามารถกำหนดความต้องการของตัวเอง กำหนดทิศทางของประเทศด้วยประชาชน ผ่านการลงคะแนนเสียงไงครับ
ส่วนประโยคที่ว่า “มุ่งประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ” นั้น มันจึงต้องเป็นประโยชน์ที่คนส่วนใหญ่เห็นชอบ ไม่ใช่ให้ใครคนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือคณะใดคณะหนึ่ง เห็นชอบกันเอง แล้วยัดเยียดให้ประชาชน แล้วบอกว่า นั่นคือประโยชน์ของประชาชน
คราวนี้มาถึงประเด็นที่ 2 ที่คุณมีชัยพูดถึงกลไกทางการเมืองได้ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักสำคัญ ไม่ใช่พรรคการเมือง
คุณมีชัยครับ ผมเข้าใจดีครับ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของคุณมีชัย ทำงานทางการเมืองโดยไม่เคยผ่านการเลือกตั้ง ดังนั้นคุณมีชัยจึงไม่เข้าใจถึงความสำคัญของการเลือกตั้ง ไม่เข้าใจถึงความสำคัญของพรรคการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย
คุณมีชัยครับ เมื่อคุณมีชัยไม่เห็นความสำคัญของนักการเมือง แล้วคุณมีชัยจะรู้ถึงความต้องการของประชาชนได้อย่างไรครับ เมื่อไม่รู้ความต้องการของประชาชน แล้วคุณมีชัยจะรู้ได้อย่างไรครับ อะไรเป็นประโยชน์ที่สำคัญของประชาชน
คุณมีชัยครับ นักการเมืองเป็นตัวแทนของประชาชนที่จะลงพื้นที่รับรู้ถึงปัญหา รับรู้ถึงความต้องการของประชาชน แล้วนำความต้องการของประชาชนไปสู่พรรคที่ตนสังกัด แล้วทางพรรคก็จะนำความต้องการของประชาชนมาแปรเปลี่ยนเป็นนโยบาย ถ้าเป็นความต้องการ ถ้าเป็นปัญหาของคนส่วนใหญ่ แน่นอนครับ พรรคๆนั้น นักการเมืองนั้นๆย่อมได้รับการเลือกตั้ง เพื่อเข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้ ช่วยเป็นปากเสียงให้ อธิบายอย่างนี้หวังว่าคุณมีชัยคงจะเข้าใจนะครับ
คุณมีชัยครับ ท่านคงเห็นแล้วมาใช่ไหมครับ ถ้าเป็นนักการเมืองเล่นเป็นแต่สำนวนโวหาร แต่ไม่เคยทำหน้าที่สมกับที่เป็นตัวแทนของประชาชน ถ้าเป็นพรรคการเมืองที่เอาแต่เล่นการเมือง โดยไม่เคยนำเสนอนโยบายที่จะตอบโจทย์การแก้ปัญหาความต้องการของประชาชนคนส่วนใหญ่
แน่นอนครับ ต่อให้จะออกกฎหมายช่วยอย่างไร จะมีใครหนุนหลังอย่างไร หรือจะมีตัวช่วยมากมายแค่ไหน เมื่อไม่มีผลงานที่จะครองใจประชาชน ประชาชนย่อมไม่เลือกเข้าไปบริหารหรอกนะครับ
ดังนั้นเราจึงได้เห็นปรากฏการณ์พ่ายแพ้ซ้ำซาก จนกลายเป็นพรรคการเมืองที่กลัวเสียงส่วนใหญ่ จนกลายเป็นพรรคการเมืองที่หวังชนะจากกติกาที่เอาเปรียบ มากกว่าการครองใจประชาชน นี่จึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณมีชัยมีโอกาสมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้ไงล่ะครับ
คุณมีชัยครับ พอมองออกหรือยังครับ ขนาดนักการเมืองแท้ๆ ขนาดพรรคการเมืองแท้ๆ ที่ต้องอาศัยหนึ่งสิทธิ์ของประชาชน ยังไม่สามารถทำอะไรเพื่อประโยชน์ตามความต้องการของประชาชนได้ นับประสาอะไรกับพวกนักการเมืองลากตั้ง ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาประชาชน จะมาสนใจกับความต้องการของประชาชนได้อย่างไรครับ
ยิ่งกติกาของคุณมีชัย ที่ให้อำนาจองค์กรอิสระมากมาย ที่อาศัยคนไม่กี่คนสามารถจะชี้ชะตารัฐบาลที่มาจากความต้องการของคนส่วนใหญ่
ยิ่งกติกาของคุณมีชัย ออกแบบมาให้พรรคการเมืองอ่อนแอ จนไม่สามารถบริหารประเทศตามความต้องการที่แท้จริงของประชาชนได้
ยิ่งกติกาของคุณมีชัย ออกแบบให้คณะบุคคลมากำหนดทิศทางของประเทศแทนประชาชน โดยไม่เคยรับรู้ความต้องการที่แท้จริงของประชาชน แล้วบอกว่านั่นเป็นประโยชน์สำคัญของประชาชน อย่างนี้มันใช่หรือครับคุณมีชัย
สุดท้ายอยากฝากคุณมีชัยว่า จะเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกงก็ดี จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับพุทธทาสก็ดี ล้วนไม่ได้ตอบโจทย์การแก้ปัญหาของประเทศทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำหรือสร้างความเท่าเทียมแม้แต่นิดเดียว
มันจะเท่าเทียมได้อย่างไรกันครับ เมื่อความต้องการของคนหลายสิบล้านคนกลับสู้กับการวินิจฉัยตามจริตของคนไม่กี่คน
มันจะลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไรกันครับ ในเมื่อเสียงส่วนน้อยยังเสียงดังกว่าเสียงส่วนใหญ่อยู่เสมอ
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็น ประชาธิปไตยมุ่งให้ประชาชนเป็นใหญ่ หรือจะมุ่งให้ประโยชน์ประชาชนเป็นสำคัญ ล้วนไม่ใช่อย่างแน่นอนครับ จะบิดเบือนด้วยวาทกรรมอย่างไร มันก็แค่ต้องการรักษาอำนาจของกลุ่มคนที่ไม่สามารถครองใจประชาชนผ่านการเลือกตั้งเท่านั้นเอง