ดิฉันเกิดทันยุคที่นักการเมืองและประชาชนหลงใหลว่าเป็นยุคประชาธิปไตยพอดีค่ะ



ในยุคประชาธิปไตยระบอบหนึ่ง ที่มีพื้นฐานเป็นประชานิยม มีคนยากจนจำนวนมากได้ประโยชน์จากนโยบายต่าง ๆ นำไปสู่ความนิยมจนเป็นฐานเสียงในการเลือกตั้ง ทำให้ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งทุกครั้ง จนสามารถบริหารประเทศได้ด้วยเสียงของพรรคเดียว
นักวิชาการบางคนเรียกระบอบนี้ว่าเป็นระบบเผด็จการโดยเสียงข้างมาก เนื่องจากเป็นลักษณะการบริหารประเทศที่มีแนวโน้มรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ
มีข้อมูลสนับสนุนว่ามีเผด็จการในระบอบประชาธิปไตย เช่น
-การโอนกิจการของรัฐเป็นของเอกชนโดยไม่ฟังเสียงประชาชน
-การแก้สัมปทานสถานีโทรทัศน์
-การควบรวมพรรคการเมืองส่งผลให้เกิดเผด็จการรัฐสภา
-การครอบงำสมาชิกพรรคการเมืองให้โหวตตามมติพรรคในเรื่องต่างๆ เช่น การออกกฎหมาย
-การฟ้องร้องตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
-การข่มขู่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
-การแทรกแซงศาลปกครองสูงสุด
-การกลั่นแกล้งสื่อมวลขน
-การใช้แกนนำเป็นเครื่องมือสนับสนุน
ฯลฯ



ดิฉันจึงเห็นว่า .. พอเราได้ทำความรู้จัก ประชาธิปไตยก็เป็นเผด็จการได้เหมือนกันค่ะ



((มาลาริน)) ^_^ พอได้ทำความรู้จัก ประชาธิปไตยก็เป็นเผด็จการได้เหมือนกัน
ในยุคประชาธิปไตยระบอบหนึ่ง ที่มีพื้นฐานเป็นประชานิยม มีคนยากจนจำนวนมากได้ประโยชน์จากนโยบายต่าง ๆ นำไปสู่ความนิยมจนเป็นฐานเสียงในการเลือกตั้ง ทำให้ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งทุกครั้ง จนสามารถบริหารประเทศได้ด้วยเสียงของพรรคเดียว
นักวิชาการบางคนเรียกระบอบนี้ว่าเป็นระบบเผด็จการโดยเสียงข้างมาก เนื่องจากเป็นลักษณะการบริหารประเทศที่มีแนวโน้มรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ
มีข้อมูลสนับสนุนว่ามีเผด็จการในระบอบประชาธิปไตย เช่น
-การโอนกิจการของรัฐเป็นของเอกชนโดยไม่ฟังเสียงประชาชน
-การแก้สัมปทานสถานีโทรทัศน์
-การควบรวมพรรคการเมืองส่งผลให้เกิดเผด็จการรัฐสภา
-การครอบงำสมาชิกพรรคการเมืองให้โหวตตามมติพรรคในเรื่องต่างๆ เช่น การออกกฎหมาย
-การฟ้องร้องตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
-การข่มขู่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
-การแทรกแซงศาลปกครองสูงสุด
-การกลั่นแกล้งสื่อมวลขน
-การใช้แกนนำเป็นเครื่องมือสนับสนุน
ฯลฯ
ดิฉันจึงเห็นว่า .. พอเราได้ทำความรู้จัก ประชาธิปไตยก็เป็นเผด็จการได้เหมือนกันค่ะ