เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าธรรมะที่เราได้ยินได้ฟังนั้น เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริง พระพุทธองค์ได้ให่หลักพิจารณาไว้เรียกว่า มหาปเทส 4 ขอเชิญผู้สนใจพิจารณากันครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เรื่องมหาปเทส ๔ อย่าง
........ [๑๑๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้
ว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อนี้ข้าพเจ้าได้สดับมา ได้รับมาเฉพาะพระพักตร์ พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสอนของพระศาสดา
พวกเธอไม่พึงชื่นชม ไม่พึงคัดค้านคำกล่าวของภิกษุนั้น. ครั้นไม่ชื่นชม ไม่
คัดค้านแล้ว พึงเรียนบทพยัญชนะเหล่านั้นให้ดีแล้ว สอบสวนในพระสูตร
เทียบเคียงในพระวินัย. ถ้าสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลง
ในพระสูตรไม่ได้ เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้. พึงถึงความตกลงใจในข้อนี้ว่า
นี้ไม่ใช่คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น และภิกษุนี้จำมาผิดแล้ว
แน่นอน ดังนั้น พวกเธอพึงทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย. ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร
เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรได้ เทียบเคียงในพระวินัยได้. พึงถึง
ความตกลงใจในข้อนี้ว่า นี้คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น และ
ภิกษุนี้จำมาถูกต้องแล้วแน่นอน ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาปเทส
ข้อที่หนึ่งนี้ไว้.......
พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๓ สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่มที่ ๒ ข.113 น.293
มหาปเทส 4 แปลว่าข้ออ้างใหญ่ทั้ง 4
มาจาก คนส่วนใหญ่มักจะอ้างว่านี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเพราะ
1. พุทธาปเทส ยกเอาพระพุทธเจ้าขึ้นอ้าง คือได้ยินมาเองจากพระพุทธองค์เลย
2. สังฆาปเทส ยกเอาสงฆ์ขึ้นอ้าง เช่น วัด หรือ พระกลุ่มหนึ่ง เป็นผู้บอก
3. สัมพหุลัตเถราปเทส พระเถระที่น่าเชื่อถือจำนวนมากเป็นผู้บอก
4. เอกเถราปเทส พระเถระที่น่าเชื่อถือรูปหนึ่ง เป็นผู้บอก
เมื่อได้ยินอย่างนั้น พระพุทธองค์ให้หลักปฏิบัติต่อว่า
อย่าเพิ่งชื่นชม หรือคัดค้าน คำกล่าวเหล่านั้น
เรียนให้เข้าใจทั้งเนื้อความและตัวอักษร
สอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย
ถ้าลงในพระสูตรได้ เทียบเคียงในพระวินัยได้ (จริงและจริง คือ จริง) เชื่อได้ว่าเป็นคำสอน
ถ้าไม่ลงในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้ ไม่ใช่คำสอน ภิกษุนี้จำมาผิด และทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย
สิ่งที่ผมได้จากการศึกษาพระสูตรนี้คือ
ต้องตรวจสอบทั้งเนื้อหาและอักษรกับ พระสูตรและพระวินัยเป็นหลัก โดยไม่คำนึงว่าบุคคลที่สอนจะเป็นใครน่าเชื่อถือแค่ไหน ซึ่งแสดงว่าท่านให้ความสำคัญกับพระสูตรและพระวินัยมาก และธรรมะของพระพุทธองค์ไม่มีขัดกันเอง สามารถเช็คกันได้ตลอดอย่างนี้ (cross check)
เมื่อรับมา ไม่พึงชื่นชมหรือคัดค้าน แต่ให้ตรวจสอบ ถ้าทำตามหลักตรงนี้ ผมว่าชาวพุทธเราจะเป็นสังคมอุดมปัญญาแน่นอน ภาษาชาวบ้านคือ อย่าเพิ่งด่าอ่านก่อน หรือ ฟังปั๊บเชื่อปุ๊บเรียกว่างมงาย ฟังปั๊บปฏิเสธปุ๊บ อันนี้เรียกงมโข่ง พระพุทธองค์ไม่ให้ทำทั้งคู่
บทพยัญชนะ คือทั้งเนื้อความและตัวอักษร ต้องเข้าได้ อันนี้ในกรณีพระสูตร ซึ่งเป็นเรื่องของดีชั่ว ส่วนพระวินัยเทียบเคียงว่าอะไรควรไม่ควร ซึ่งมีหลักพิจารณาเพิ่มขึ้นไปอีก ตรงนี้ผมคิดว่า หากเป็นคำสอนของพุทธองค์ไม่ต้องตีความ
หากไม่ลงท่านบอกว่า ก็ให้ทิ้งไป เพราะจำมาผิด จะเห็นได้ว่า ท่านใช้คำว่าจำผิด ไม่ใช่สอนผิด เหมือนเวลาทำโจทย์เลข แล้วยกทฤษฎีบทขึ้นมาอ้างผิด หรือไม่มีทฎษฏีบทนั้น ก็มองว่าอาจจะเป็นการอธิบาย หรือยกตัวอย่าง ของอาจารย์ หรือภิกษุนั้นเอง ไม่มีการไปด่าไปว่าอะไร
เมื่อมีหลักแล้ว ถ้าจะคุยกันก็อธิบายกันว่า ตรงกับพระสูตรที่จุดไหน อย่างไร หรือสอดคล้องพระวินัยอย่างไร ยังอาจจะเข้าใจได้ด้วยว่า ทำไมอาจารย์ หรือ พระรูปนั้นสอนอย่างนั้น สำหรับตัวผมเอง ผมคิดว่าเข้าใจ พระจีน พระธิเบต มากขึ้นด้วยซ้ำ
ออกตัวอีกเช่นเดิม ว่านี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวหลังจากที่ได้ศึกษา พระสูตรนี้แล้ว จึงเอามาวิเคราะห์แบ่งปันเผื่อผู้สนใจ จะเห็นว่าเป็นประโยชน์ในสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยความรักเคารพในเพื่อนผู้รักในธรรมของห้องศาสนาทุกคนครับ
วิธีการดูธรรมะ ว่าเป็นของพระพุทธเจ้าหรือไม่
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
มหาปเทส 4 แปลว่าข้ออ้างใหญ่ทั้ง 4
มาจาก คนส่วนใหญ่มักจะอ้างว่านี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเพราะ
1. พุทธาปเทส ยกเอาพระพุทธเจ้าขึ้นอ้าง คือได้ยินมาเองจากพระพุทธองค์เลย
2. สังฆาปเทส ยกเอาสงฆ์ขึ้นอ้าง เช่น วัด หรือ พระกลุ่มหนึ่ง เป็นผู้บอก
3. สัมพหุลัตเถราปเทส พระเถระที่น่าเชื่อถือจำนวนมากเป็นผู้บอก
4. เอกเถราปเทส พระเถระที่น่าเชื่อถือรูปหนึ่ง เป็นผู้บอก
เมื่อได้ยินอย่างนั้น พระพุทธองค์ให้หลักปฏิบัติต่อว่า
อย่าเพิ่งชื่นชม หรือคัดค้าน คำกล่าวเหล่านั้น
เรียนให้เข้าใจทั้งเนื้อความและตัวอักษร
สอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย
ถ้าลงในพระสูตรได้ เทียบเคียงในพระวินัยได้ (จริงและจริง คือ จริง) เชื่อได้ว่าเป็นคำสอน
ถ้าไม่ลงในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้ ไม่ใช่คำสอน ภิกษุนี้จำมาผิด และทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย
สิ่งที่ผมได้จากการศึกษาพระสูตรนี้คือ
ต้องตรวจสอบทั้งเนื้อหาและอักษรกับ พระสูตรและพระวินัยเป็นหลัก โดยไม่คำนึงว่าบุคคลที่สอนจะเป็นใครน่าเชื่อถือแค่ไหน ซึ่งแสดงว่าท่านให้ความสำคัญกับพระสูตรและพระวินัยมาก และธรรมะของพระพุทธองค์ไม่มีขัดกันเอง สามารถเช็คกันได้ตลอดอย่างนี้ (cross check)
เมื่อรับมา ไม่พึงชื่นชมหรือคัดค้าน แต่ให้ตรวจสอบ ถ้าทำตามหลักตรงนี้ ผมว่าชาวพุทธเราจะเป็นสังคมอุดมปัญญาแน่นอน ภาษาชาวบ้านคือ อย่าเพิ่งด่าอ่านก่อน หรือ ฟังปั๊บเชื่อปุ๊บเรียกว่างมงาย ฟังปั๊บปฏิเสธปุ๊บ อันนี้เรียกงมโข่ง พระพุทธองค์ไม่ให้ทำทั้งคู่
บทพยัญชนะ คือทั้งเนื้อความและตัวอักษร ต้องเข้าได้ อันนี้ในกรณีพระสูตร ซึ่งเป็นเรื่องของดีชั่ว ส่วนพระวินัยเทียบเคียงว่าอะไรควรไม่ควร ซึ่งมีหลักพิจารณาเพิ่มขึ้นไปอีก ตรงนี้ผมคิดว่า หากเป็นคำสอนของพุทธองค์ไม่ต้องตีความ
หากไม่ลงท่านบอกว่า ก็ให้ทิ้งไป เพราะจำมาผิด จะเห็นได้ว่า ท่านใช้คำว่าจำผิด ไม่ใช่สอนผิด เหมือนเวลาทำโจทย์เลข แล้วยกทฤษฎีบทขึ้นมาอ้างผิด หรือไม่มีทฎษฏีบทนั้น ก็มองว่าอาจจะเป็นการอธิบาย หรือยกตัวอย่าง ของอาจารย์ หรือภิกษุนั้นเอง ไม่มีการไปด่าไปว่าอะไร
เมื่อมีหลักแล้ว ถ้าจะคุยกันก็อธิบายกันว่า ตรงกับพระสูตรที่จุดไหน อย่างไร หรือสอดคล้องพระวินัยอย่างไร ยังอาจจะเข้าใจได้ด้วยว่า ทำไมอาจารย์ หรือ พระรูปนั้นสอนอย่างนั้น สำหรับตัวผมเอง ผมคิดว่าเข้าใจ พระจีน พระธิเบต มากขึ้นด้วยซ้ำ
ออกตัวอีกเช่นเดิม ว่านี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวหลังจากที่ได้ศึกษา พระสูตรนี้แล้ว จึงเอามาวิเคราะห์แบ่งปันเผื่อผู้สนใจ จะเห็นว่าเป็นประโยชน์ในสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยความรักเคารพในเพื่อนผู้รักในธรรมของห้องศาสนาทุกคนครับ