อุ่นเครื่องก่อนวันที่ 16 กพ
http://www.naewna.com/politic/columnist/22962
กวนน้ำให้ใส
สารส้ม
ใครจะร่วมเข้าคุกกับอลัชชี?
การจัดการของมหาเถร ในกรณีอาบัติปาราชิกของธัมมชโย สร้างวิกฤติศรัทธาอย่างใหญ่หลวง
1) ผู้บริหารวัดยักยอกเงินออกจากบัญชีของวัด ควรจะต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
แต่เอาเงินนั้น ไปเจรจาซื้อที่ดินกว่า 1,700 ไร่ แทนที่จะใส่ในชื่อวัดเพื่อเป็นสมบัติพระพุทธศาสนา กลับนำมาใส่ชื่อส่วนบุคคลของตนเองและคนใกล้ชิด นั่นก็น่าปาราชิกอีกครั้ง
ปี 2542 สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระลิขิตชัดแจ้งว่า อาบัติปาราชิก
พนักงานสอบสวนชี้คดีมีมูล ส่งอัยการ อัยการสั่งฟ้อง นั่นก็ยิ่งตอกย้ำว่ามีเจตนาความผิด
ฝ่ายปกครองคณะสงฆ์อ้างว่า เมื่อมีคดีทางโลก คดีทางสงฆ์ก็จึงรอไว้ก่อน
คดีขึ้นศาลอาญา ยังไม่ยอมคืนทรัพย์ สู้คดี 7 ปี กระทั่งศาลอาญาไต่สวนอีกแค่ 2 นัด ก็จะมีคำพิพากษา อัยการยุคทักษิณค่อยถอนฟ้องในปี 2549 อ้างว่าจำเลยคืนทรัพย์สินและเงิน 959 ล้านบาทแล้ว
หลังจากนั้น ฝ่ายปกครองคณะสงฆ์ อ้างว่า คดีทางสงฆ์เดินต่อ แต่ฆราวาสผู้ร้องไม่อุทธรณ์คดี เรื่องจึงจบที่ชั้นต้น ยังไม่ได้พิจารณาว่าปาราชิกหรือไม่
เอวัง ด้วยประการฉะนี้
2) ท่านอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา อาจารย์ชูชาติ ศรีแสงโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ค Chuchart Srisaeng ระบุว่า
“.....พระภิกษุรูปหนึ่งข่มขืนกระทำชำเราผู้หญิงคนหนึ่ง อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 10 ปี
.....มาตรา 281 บัญญัติว่า ความผิดตามมาตรา 276 วรรคแรก ถ้ามิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล ไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย หรือมิได้เป็นการต่อกระทำแก่บุคคลดังที่ระบุไว้ในมาตรา 285 เป็นความผิดอันยอมความได้
.....การข่มขืนกระทำชำเราที่เกิดขึ้น เข้าข่ายตามมาตรา 281 จึงเป็นความผิดอันยอมความได้
.....ภิกษุรูปนั้นถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราดังกล่าว ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนซึ่งเป็นผู้เสียหายแถลงต่อศาลว่า ไม่ติดใจให้ดำเนินคดีแก่พระภิกษุรูปนั้นอีกต่อไปและขอถอนคำร้องทุกข์
.....เนื่องจากเป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายได้ขอถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ศาลต้องจำหน่ายคดีดังกล่าวออกจากสารบบความ พระภิกษุจำเลยจึงไม่ถูกศาลลงโทษ
.....แต่ไม่ได้หมายความว่า จำเลยหรือพระภิกษุรูปนั้น ไม่มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราที่เป็นการร่วมประเวณีกับหญิงผู้เสียหาย
.....กรณีเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายที่เอาที่ดินของวัดมาใส่ชื่อตนเองในโฉนดที่ดินเป็นผลให้ที่ดินก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง อันเป็นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ และได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลในข้อหายักยอก แม้ต่อมาได้โอนคืนที่ดินให้แก่วัดและพนักงานอัยการโจทก์ขอถอนฟ้องคดีไปจากศาล
.....แต่ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ที่ครบองค์ประกอบความผิดโดยสมบูรณ์แล้ว ก็ยังคงเป็นความผิดอยู่
.....ขอถามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายว่า การที่พระภิกษุได้ร่วมประเวณีกับผู้หญิงแม้ไม่ถูกศาลลงโทษในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราพระภิกษุรูปนั้นต้องอาบัติปาราชิกและต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุหรือไม่
.....ถ้าพระภิกษุรูปดังกล่าวต้องอาบัติปาราชิกและต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายก็ต้องอาบัติปาราชิกและต้องขาดความเป็นพระภิกษุเช่นเดียวกัน ครับ”
3) หากมหาเถรใช้มาตรฐานที่อ้างในการอุ้มธัมมชโยนี้โดยทั่วไป
เชื่อแน่ว่า พระพุทธศาสนาจะเสื่อมทรามลงอย่างรวดเร็ว
เพราะอลัชชีทั้งหลาย เดียรถีย์ทั้งปวง จะอาศัยชายผ้าเหลืองซุกกาย หากินอำพรางตนต่อไปแสนนาน
ลองคิดดู
3.1 อลัชชีเสพเมถุน ร่วมกามกับสตรีเพศ ถูกจับได้ ก็จะยังไม่ปาราชิกโดยทันที เพราะต้องรอคดีบ้านเมืองถึงที่สุดก่อน และหากคดีบ้านเมืองถึงที่สุดแล้วไม่มีใครเอาความคดีทางสงฆ์ต่อ ก็เท่ากับว่า ยังไม่ต้องปาราชิก
ถ้ามหาเถรจะเอาแบบนี้ ใครจะกราบไหว้พระ มิต้องสอบประวัติ สอบคดีกับศาลกันก่อนหรือ?
3.2 อลัชชีถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ มาเป็นของตน ยักยอกทรัพย์ของวัดไปให้คนใกล้ชิด ไม่ว่าจะพันล้านหมื่นล้านบาท ภายหลังถูกจับได้ ก็จะยังไม่ต้องปาราชิกทันที เพราะต้องรอคดีบ้านเมืองถึงที่สุดก่อน
แล้วถ้าเกิดจ้างทนายเก่งๆ หรือข่มขู่พยาน ติดสินบน เงินยัดปาก ในที่สุด ถอนคดีทางโลก ก็ไม่ต้องปาราชิก
ถ้ามหาเถรจะเอาแบบนี้ ต่อไปมหาโจรก็คงจะแห่ไปบวชเป็นพระ เพื่อประกอบอาชญากรรมปล้นทรัพย์สินของพระพุทธศาสนา
3.3 เดียรถีย์ฆ่าคนตาย พรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือจ้างวานฆ่าคน ถูกจับได้ก็ยังไม่ต้องปาราชิก
ยังห่มจีวรอยู่ในพระพุทธศาสนาต่อไปได้
เพราะต้องรอคดีบ้านเมืองอีกเช่นกัน
3.4 อลัชชีอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่จริง โอ้อวดอิทธิฤทธิ์เพื่อล่อลวงเอาทรัพย์สินจากผู้คน อาศัยผ้าเหลืองสร้างความน่าเชื่อถือ ถูกจับได้ไล่ทัน ก็ยังไม่ต้องปาราชิก ต้องรอคดีบ้านเมือง
ระหว่างนั้น ก็ยังอยู่ในผ้าเหลือง กระทำการต่อไปได้
ถ้ามหาเถรจะเอาแบบนี้ ก็ควรเรียกอดีตเณรคำ อดีตพระยันตระ รวมถึงใครต่อมใครที่ปาราชิกไปแล้ว กลับมาห่มเหลืองต่อไปให้หมด เพราะคดียังไม่ถึงที่สุดเช่นกัน
ในความเป็นจริง การปาราชิก สิ้นจากความเป็นสงฆ์ ตั้งแต่กระทำกรรมแห่งปาราชิกนั้นสำเร็จทันที
4) เมื่อปาราชิกแล้ว พระสงฆ์ก็ถูกสึกโดยอัตโนมัติ ไม่สามารถครองจีวรเป็นพระได้
การที่ยังครองจีวรอยู่ น่าจะเข้าข่ายผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 ผู้ใดแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุในศาสนาโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ยิ่งกว่านั้น พระสงฆ์ที่เป็นกรรมการมหาเถร รวมถึงเจ้าคณะผู้ปกครองที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญาหากกระทำการเข้าข่ายละเว้น หรือปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เพื่อประโยชน์แก่ผู้หนึ่งผู้ใด ก็มีสิทธิเข้าคุกได้เหมือนกันนะจ๊ะ
สารส้ม
แนวหน้า: ใครจะร่วมเข้าคุกกับอลัชชี
กวนน้ำให้ใส
สารส้ม
ใครจะร่วมเข้าคุกกับอลัชชี?
การจัดการของมหาเถร ในกรณีอาบัติปาราชิกของธัมมชโย สร้างวิกฤติศรัทธาอย่างใหญ่หลวง
1) ผู้บริหารวัดยักยอกเงินออกจากบัญชีของวัด ควรจะต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
แต่เอาเงินนั้น ไปเจรจาซื้อที่ดินกว่า 1,700 ไร่ แทนที่จะใส่ในชื่อวัดเพื่อเป็นสมบัติพระพุทธศาสนา กลับนำมาใส่ชื่อส่วนบุคคลของตนเองและคนใกล้ชิด นั่นก็น่าปาราชิกอีกครั้ง
ปี 2542 สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระลิขิตชัดแจ้งว่า อาบัติปาราชิก
พนักงานสอบสวนชี้คดีมีมูล ส่งอัยการ อัยการสั่งฟ้อง นั่นก็ยิ่งตอกย้ำว่ามีเจตนาความผิด
ฝ่ายปกครองคณะสงฆ์อ้างว่า เมื่อมีคดีทางโลก คดีทางสงฆ์ก็จึงรอไว้ก่อน
คดีขึ้นศาลอาญา ยังไม่ยอมคืนทรัพย์ สู้คดี 7 ปี กระทั่งศาลอาญาไต่สวนอีกแค่ 2 นัด ก็จะมีคำพิพากษา อัยการยุคทักษิณค่อยถอนฟ้องในปี 2549 อ้างว่าจำเลยคืนทรัพย์สินและเงิน 959 ล้านบาทแล้ว
หลังจากนั้น ฝ่ายปกครองคณะสงฆ์ อ้างว่า คดีทางสงฆ์เดินต่อ แต่ฆราวาสผู้ร้องไม่อุทธรณ์คดี เรื่องจึงจบที่ชั้นต้น ยังไม่ได้พิจารณาว่าปาราชิกหรือไม่
เอวัง ด้วยประการฉะนี้
2) ท่านอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา อาจารย์ชูชาติ ศรีแสงโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ค Chuchart Srisaeng ระบุว่า
“.....พระภิกษุรูปหนึ่งข่มขืนกระทำชำเราผู้หญิงคนหนึ่ง อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 10 ปี
.....มาตรา 281 บัญญัติว่า ความผิดตามมาตรา 276 วรรคแรก ถ้ามิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล ไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย หรือมิได้เป็นการต่อกระทำแก่บุคคลดังที่ระบุไว้ในมาตรา 285 เป็นความผิดอันยอมความได้
.....การข่มขืนกระทำชำเราที่เกิดขึ้น เข้าข่ายตามมาตรา 281 จึงเป็นความผิดอันยอมความได้
.....ภิกษุรูปนั้นถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราดังกล่าว ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนซึ่งเป็นผู้เสียหายแถลงต่อศาลว่า ไม่ติดใจให้ดำเนินคดีแก่พระภิกษุรูปนั้นอีกต่อไปและขอถอนคำร้องทุกข์
.....เนื่องจากเป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายได้ขอถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ศาลต้องจำหน่ายคดีดังกล่าวออกจากสารบบความ พระภิกษุจำเลยจึงไม่ถูกศาลลงโทษ
.....แต่ไม่ได้หมายความว่า จำเลยหรือพระภิกษุรูปนั้น ไม่มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราที่เป็นการร่วมประเวณีกับหญิงผู้เสียหาย
.....กรณีเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายที่เอาที่ดินของวัดมาใส่ชื่อตนเองในโฉนดที่ดินเป็นผลให้ที่ดินก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง อันเป็นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ และได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลในข้อหายักยอก แม้ต่อมาได้โอนคืนที่ดินให้แก่วัดและพนักงานอัยการโจทก์ขอถอนฟ้องคดีไปจากศาล
.....แต่ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ที่ครบองค์ประกอบความผิดโดยสมบูรณ์แล้ว ก็ยังคงเป็นความผิดอยู่
.....ขอถามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายว่า การที่พระภิกษุได้ร่วมประเวณีกับผู้หญิงแม้ไม่ถูกศาลลงโทษในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราพระภิกษุรูปนั้นต้องอาบัติปาราชิกและต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุหรือไม่
.....ถ้าพระภิกษุรูปดังกล่าวต้องอาบัติปาราชิกและต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายก็ต้องอาบัติปาราชิกและต้องขาดความเป็นพระภิกษุเช่นเดียวกัน ครับ”
3) หากมหาเถรใช้มาตรฐานที่อ้างในการอุ้มธัมมชโยนี้โดยทั่วไป
เชื่อแน่ว่า พระพุทธศาสนาจะเสื่อมทรามลงอย่างรวดเร็ว
เพราะอลัชชีทั้งหลาย เดียรถีย์ทั้งปวง จะอาศัยชายผ้าเหลืองซุกกาย หากินอำพรางตนต่อไปแสนนาน
ลองคิดดู
3.1 อลัชชีเสพเมถุน ร่วมกามกับสตรีเพศ ถูกจับได้ ก็จะยังไม่ปาราชิกโดยทันที เพราะต้องรอคดีบ้านเมืองถึงที่สุดก่อน และหากคดีบ้านเมืองถึงที่สุดแล้วไม่มีใครเอาความคดีทางสงฆ์ต่อ ก็เท่ากับว่า ยังไม่ต้องปาราชิก
ถ้ามหาเถรจะเอาแบบนี้ ใครจะกราบไหว้พระ มิต้องสอบประวัติ สอบคดีกับศาลกันก่อนหรือ?
3.2 อลัชชีถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ มาเป็นของตน ยักยอกทรัพย์ของวัดไปให้คนใกล้ชิด ไม่ว่าจะพันล้านหมื่นล้านบาท ภายหลังถูกจับได้ ก็จะยังไม่ต้องปาราชิกทันที เพราะต้องรอคดีบ้านเมืองถึงที่สุดก่อน
แล้วถ้าเกิดจ้างทนายเก่งๆ หรือข่มขู่พยาน ติดสินบน เงินยัดปาก ในที่สุด ถอนคดีทางโลก ก็ไม่ต้องปาราชิก
ถ้ามหาเถรจะเอาแบบนี้ ต่อไปมหาโจรก็คงจะแห่ไปบวชเป็นพระ เพื่อประกอบอาชญากรรมปล้นทรัพย์สินของพระพุทธศาสนา
3.3 เดียรถีย์ฆ่าคนตาย พรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือจ้างวานฆ่าคน ถูกจับได้ก็ยังไม่ต้องปาราชิก
ยังห่มจีวรอยู่ในพระพุทธศาสนาต่อไปได้
เพราะต้องรอคดีบ้านเมืองอีกเช่นกัน
3.4 อลัชชีอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่จริง โอ้อวดอิทธิฤทธิ์เพื่อล่อลวงเอาทรัพย์สินจากผู้คน อาศัยผ้าเหลืองสร้างความน่าเชื่อถือ ถูกจับได้ไล่ทัน ก็ยังไม่ต้องปาราชิก ต้องรอคดีบ้านเมือง
ระหว่างนั้น ก็ยังอยู่ในผ้าเหลือง กระทำการต่อไปได้
ถ้ามหาเถรจะเอาแบบนี้ ก็ควรเรียกอดีตเณรคำ อดีตพระยันตระ รวมถึงใครต่อมใครที่ปาราชิกไปแล้ว กลับมาห่มเหลืองต่อไปให้หมด เพราะคดียังไม่ถึงที่สุดเช่นกัน
ในความเป็นจริง การปาราชิก สิ้นจากความเป็นสงฆ์ ตั้งแต่กระทำกรรมแห่งปาราชิกนั้นสำเร็จทันที
4) เมื่อปาราชิกแล้ว พระสงฆ์ก็ถูกสึกโดยอัตโนมัติ ไม่สามารถครองจีวรเป็นพระได้
การที่ยังครองจีวรอยู่ น่าจะเข้าข่ายผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 ผู้ใดแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุในศาสนาโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ยิ่งกว่านั้น พระสงฆ์ที่เป็นกรรมการมหาเถร รวมถึงเจ้าคณะผู้ปกครองที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญาหากกระทำการเข้าข่ายละเว้น หรือปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เพื่อประโยชน์แก่ผู้หนึ่งผู้ใด ก็มีสิทธิเข้าคุกได้เหมือนกันนะจ๊ะ
สารส้ม