เรื่องเล่าจาก Timehop : วันพ่อปีสุดท้าย

พอดีช่วงนี้ใกล้วันพ่อ เราเลยอยากเอาเรื่องราวของพ่อเรามาแชร์ให้ทุกคนอ่านในหลายๆ แง่มุมของชีวิตที่ขึ้นสุด ลงสุด และพลิกผันไปมาแบบไม่น่าเชื่อ จริงอยู่ที่วันนี้เราทุกคนยังอยู่กับพ่อ และก็คงจะเป็นแบบนี้อีกนาน เราเองก็เคยคิดแบบนั้นแต่อะไรก็ไม่แน่นอน เราไม่เคยคิดว่าชีวิตเด็กมหา'ลัยวัย 21 ต้องมาแบกรับภาระอะไรมากมายขนาดนี้ วันนี้หากพ่อยังรออยู่ที่บ้าน กลับบ้านไปกอดพ่อ บอกรักพ่อให้ได้มากที่สุด ทำทุกวันให้เป็นวันสุดท้ายของเรากับพ่อก่อนที่จะสายไป

เราเป็นอีกคนหนึ่งในพันล้านคนบนโลกที่ใช้เฟสบุ้คเป็นบอร์ดเก็บเรื่องราวสนุกๆ ในแต่ละวันให้เพื่อนๆ เข้ามาสอดส่อง และหัวเราะไปกับเรื่องราวของเรา พอดีช่วงนี้บังเอิญเปิดอ่านเจอที่เราโพสต์เกี่ยวกับพ่อไว้ในปีที่แล้วอยู่บ่อยๆ เลยอยากเอาเรื่องน่ารักๆ ของพ่อเรามาให้อ่านกัน

พ่อเราเป็นมนุษย์ลุงวัยเกษียณ อายุ 65 ปีถ้วน
พ่อเป็นคนตลก... พ่อชอบทำท่าทางฮาๆ ให้เราดูแก้เครียด
พ่อเป็นทุกอย่างตั้งแต่พ่อครัวหัวป่าก์ระดับมิชลินสตาร์ยันช่างซ่อมสามัญประจำบ้าน
อยากกินอะไรถามสิ... หนังสือสูตรอาหารมาเป็นตั้ง รู้พิกัดทุกตรอกซอกซอยในตลาด
อะไรเสียขอให้บอก... วันรุ่งขึ้นจัดการเรียบร้อย งานซ่อมบำรุง ทาสี แต่งสวน ผ่านมาหมดละ

ทุกครั้งที่เรากลับบ้านมามีประโยคที่เราพูดกับพ่อบ่อยๆ
"ป๊า... มีไรกินมั่งงงงงงง"

เราพูดแบบนี้จนพ่อเอามาแซวเรา และสามารถพูดดักก่อนเราพูดได้เสมอ
ทุกอย่างเป็นแบบนี้มาเรื่อยๆ...
นั่นเป็นความทรงจำสนุกๆ สุดท้ายที่เรามีไว้กับพ่อ

.
.
.

พักหลังๆ มา พ่อผอมลงอย่างรวดเร็ว เราเข้าใจว่าเพราะกินน้อย ทำงานหนัก แต่พ่อมีอาการปวดหัวมากแทรกมาด้วย ปวดจนทำงานบ้านที่ทำเป็นประจำไม่ไหว จนต้องนอนพักทั้งวัน แรกๆ แม่เราเอายาให้กินตามปกติ แต่หลายวันเข้าอาการไม่ดีขึ้นเลยบอกว่า

"เดี๋ยวเสาร์นี้พาไปสแกนสมองละกันเนอะ"

พ่อยิ้มรับแหะๆ ตามสไตล์คนอารมณ์ดี เข้าใจว่าตัวเองไม่น่าเป็นอะไรมาก เพราะปกติพ่อเป็นคนวิตกจริตชอบเข้าโรงพยาบาลไปเช็คร่างกายบ่อยๆ ทั้งๆ ที่แข็งแรงดีอยู่แล้ว

พอถึงวันเสาร์ เริ่มมีสัญญาณไม่ดี...
พ่อเป็นลมในห้องน้ำจนแม่ต้องไขกุญแจเข้าไป ทุกคนร้อนรนรีบเอาพ่อส่งโรงพยาบาล และสั่งตรวจหาความเป็นไปได้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับร่างกายพ่อ เสาร์อาทิตย์นั้นทุกคนยังยิ้มแย้มแจ่มใสดี พ่อก็บอกว่าไม่น่าเป็นอะไรมาก ถึงมือหมอแล้ว ปลอดภัยหายห่วงพร้อมชูสองนิ้วใส่ทุกคน

วันจันทร์เรามีส่งงานที่มหา'ลัย เลยรีบแต่งตัวออกไปแต่เช้า...
เราเป็นลูกคนเล็กจากทั้งหมดสี่คน ตอนนั้นเราอยู่ปีสาม อีกปีเดียวก็จะจบแล้ว เราตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะรีบเรียนให้จบแล้วถ่ายรูปรับปริญญากับพ่อแบบที่พ่อตั้งความหวังไว้ว่าได้ส่งลูกคนสุดท้ายถึงฝั่งสักที แต่ความฝันที่เราวาดไว้หลังเรียนจบอย่างสวยงามพังลงต่อหน้าต่อทันทีที่พี่เราโทรมาบอกว่า

"เธอ... ป๊าเป็นมะร็งปอดขั้นสี่นะ"

ทุกอย่างในโลกตอนนั้นหยุดไปชั่วขณะ

.
.
.

ท่ามกลางเสียงจอแจในมหา'ลัย รอบตัวเราเงียบสนิท เราอยากให้นี่เป็นแค่เรื่องล้อเล่น
มันไม่จริงสินะ...

เราได้แต่ภาวนาให้หมอตรวจผิดแล้วบอกว่าเป็นโรคอื่นอะไรก็ได้ พ่อเราเลิกบุหรี่มาหลายสิบปีแล้ว เหล้าก็ไม่กิน แถมยังออกกำลังกายอยู่ตลอด พ่อเราตรวจสุขภาพครั้งล่าสุดเดือนกุมภาพันธ์ นี่มันแค่พฤศจิกายน ผ่านมายังไม่พ้นปีเลย การเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายก็ไม่ตางจากแค่รอเวลาตาย มันไม่มีทางรักษาให้หายขาด

เราร้องไห้กลางมหา'ลัย... จากเบาๆ มันเริ่มหนักขึ้นๆ จนเรากลั้นเสียงไว้ไม่อยู่ เราร้องไปนานเท่าไรไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่นั่งหน้าคอมฯ ค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งทุกเว็บที่เราเปิดเจอตอนนั้น ก่อนเรานั่งรถกลับไปโรงพยาบาลเราแวะซื้อวัตถุดิบทำอาหารบำรุงร่างกายให้พ่อ ตอนที่รถแท็กซี่ติดบนทางก่อนจะถึงโรงพยาบาลเราโทรหาพี่อีกคนที่มาเฝ้าพ่อด้วย

พี่บอกว่า...
หมอสั่งจ่ายยาสเตียรอยด์แล้วให้พ่อกลับไปนอนพักที่บ้านเลย ไม่ต้องรักษาแล้ว...

.
.
.

จะตัดจบแบบนี้จริงๆ เหรอ ?
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่